บทที่ 669 วิถีเพลิงอินทนิล! (ต้น)
กลุ่มขั้นเทพ!
อันที่จริงการก่อตั้งกลุ่มขั้นเทพนั้นเป็นอีกหนึ่งความเพ้อฝันของเยี่ยฉวน
หลังจากได้พบกับเสี่ยวเก้อและคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เยี่ยฉวนรู้ได้ทันทีว่าพวกนี้แตกต่างจากศิษย์ของสถานศึกษาเต๋าอี้คนอื่น ซึ่งเป็นการยากที่จะทำให้ศิษย์พวกนั้นตามเขาให้ทัน ทว่าเสี่ยวเก้อและคนเหล่านี้แตกต่างจากศิษย์พวกนั้น พวกเขามีทั้งความเป็นอัจฉริยะยอดฝีมือและประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเขาเองด้วยซ้ำ!
การผูกมิตรกับคนภายนอกเพื่อให้ตนเองอยู่รอด ก็ไม่น่าจะมีอันตรายสักหน่อย!
ในตอนนี้เยี่ยฉวนควบคุมแกนกำเนิดของหนานซาน นอกจากนั้นก่อนหน้านี้เขาที่เอาชนะหนานซานได้ ดังนั้นชื่อเสียงของเขาจึงแพร่กระจายไปในสาขาในอย่างรวดเร็ว
การดำรงอยู่ในสาขาใน ถ้าต้องการให้ยอดฝีมือมาคอยติดตามด้วยความเต็มใจยิ่งมากยิ่งดี ผู้นั้นจะต้องทำสองสิ่ง อย่างแรกคือ ความกล้าแกร่ง และอย่างที่สอง ผลประโยชน์!
เยี่ยฉวนมีทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นเสี่ยวเก้อจึงเป็นคนคอยสรรหาคนมาเข้าร่วมเพิ่มเติม ในตอนนี้มีสมาชิกที่อยู่ในสำนักยอดพลังเหนือของเยี่ยฉวนแล้วถึงเก้าคน
ระดับขั้นพลังต่ำที่สุดของสำนักนี้คือทลายสุญตา ไม่สิ ต้องบอกว่ายกเว้นขั้นพลังของเยี่ยฉวน!
ภายในถ้ำเยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรอง รอบด้านอัดแน่นไปด้วยพลังงานแห่งเพลิงอินทนิลซึ่งให้ผลดีเสียยิ่งกว่าพลังชี่จิตวิญญาณทั่วไป!
ตอนนี้เขาเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วว่า เหตุใดใครต่อใครจึงอยากเข้าเป็นศิษย์สาขาในของสถานศึกษาเต๋าอี้กันนัก
ด้วยเป็นเพราะโดยปกติแล้วการได้เข้ามาฝึกฝนในสถานที่แห่งนี้จะเกิดผลได้รวดเร็วกว่าการฝึกฝนภายนอกมากมายหลายเท่า!
และทำให้เยี่ยฉวนเกิดความคิดที่จะบรรลุขั้นทลายสุญตาด้วย จากการที่เขาบากบั่นเพื่อที่จะเอาชนะหนานซานในการปะทะกันครั้งก่อน!
ถ้าในเวลานั้นไม่ได้ใช้กระบี่สุญญากาศเขาคงไม่สามารถเอาชนะหนานซานได้อย่างเด็ดขาด ด้วยพลังของคนที่กล้าแกร่งอย่างหนานซานอาจทำลายกระบี่สวรรค์ได้โดยง่ายดาย! ยิ่งกว่านั้นหนานซานเพิ่งสำเร็จพลังขั้นจุดกำเนิด มิเช่นนั้นต่อให้กระบี่สุญญากาศก็ยากจะเอาชนะหนานซานได้
ขั้นพลังที่แตกต่าง!
ในเวลานี้ปัญหาใหญ่ที่สุดของเยี่ยฉวนคือขั้นพลังที่ต่ำนั่นเอง!
ถึงอย่างไรบรรลุพลังขั้นทลายสุญตาแล้ว การพึ่งพาพลังแห่งหอคอยเพลิงอินทนิลลำพังอย่างเดียวใช่ว่าจะเพียงพอ เขาต้องการกระบี่อีกด้วย!
และกระบี่จะต้องเป็นขั้นสวรรค์ชั้นยอด ซึ่งอาจมีวัตถุต้นทุนไม่ใช่น้อยๆ!
เยี่ยฉวนตรวจสอบฐานะทางทรัพย์สินของตนในปัจจุบัน พบว่าเขามีกระบี่ขั้นสวรรค์อยู่เก้าเล่มและอัญมณีเพชรน้ำค้างหนึ่งล้านชิ้นหกแสนชิ้น!
กระบี่ขั้นสวรรค์ชั้นสูงเล่มหนึ่งต้องใช้อัญมณีเพชรน้ำค้างถึง 30,000 ชิ้น กล่าวอีกนัยฐานะทางทรัพย์สินของเขาตอนนี้สามารถซื้อกระบี่ได้นับสิบเล่มเลยทีเดียว!
ทว่าสัญชาตญาณของเขาบอกกับตนเองว่าเท่านี้ยังไม่พอ!
ด้วยการพัฒนาขั้นพลัง ความต้องการกระบี่ของตนเอง ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ ทำให้ยิ่งเพิ่มความกดดันแก่ตัวเขามากขึ้น!
ในเวลานี้เท่ากับว่าทุกครั้งที่เยี่ยฉวนสำเร็จขั้นพลัง นั่นก็หมายความว่าเขาต้องหาทรัพย์สินเพิ่มเพื่อเป็นต้นทุนต่อไป!
ยากจน
เมื่อคิดเรื่องการที่จะบรรลุขั้นพลังทลายสุญตา เยี่ยฉวนรู้สึกว่าตนเองนั้นช่างยากจนเหลือเกิน
หาเงิน!
เขาต้องหารายได้เข้ากระเป๋า!
เขาทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้จึงตามไปพบกับเสี่ยวเก้อ เมื่อเจอหน้าอีกฝ่ายชายหนุ่มยิงคำถามทันที “ท่านบอกว่าในหอคอยเพลิงอินทนิลมีอัญมณีเพลิงอินทนิลอยู่เยอะแยะเลยใช่ไหม?”
ฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามพยักหน้า “ใต้หอคอยเพลิงอินทนิลมีอุโมงค์ ซึ่งมีชื่อว่าวิถีเพลิงอินทนิล ในอุโมงค์ลึกเข้าไปว่ากันว่าเป็นแหล่งของอัญมณีเพลิงอินทนิลเลยทีเดียว แต่ที่นั่นเป็นสถานที่ที่อันตรายมาก
“อันตรายงั้นหรือ?” เยี่ยฉวนย้อนถามสีหน้าฉงนสงสัย “อันตรายยังไง?”
เสี่ยวเก้อตอบเสียงขรึม “สถานที่ชื่อวิถีเพลิงอินทนิลมีไฟพิษล้อมรอบน่ะสิ ด้วยอยู่ลึกเกินกว่าที่คนจะเข้าถึงที่นั่นจึงมีพลังเข้มแข็งนัก ไฟพิษก็รุนแรงมากเช่นกันต่อให้คนอย่างพวกเราลงไป อย่างเก่งก็ทนอยู่ในนั้นได้ไม่เกินหนึ่งถ้วยชาเท่านั้นแหละ”
ชายหนุ่มนิ่งฟังพลางสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นจึงถามไปว่า “อัญมณีเพลิงอินทนิลเป็นของล้ำค่าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
อีกฝ่ายหน้าเหย มองคนถามด้วยสายตาแปลกใจ “ก็ใช่น่ะสิ ถ้าท่านนำไปแลกกับอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วง อัญมณีเพลิงอินทนิลหนึ่งชิ้นจะต้องแลกด้วยอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วงหนึ่งร้อยชิ้นทีเดียว ด้วยเพราะอัญมณีเพลิงอินทนิลมีแหล่งพลังมหาศาลซึ่งมากกว่าแหล่งพลังที่มีอยู่ในอัญมณีเพชรน้ำค้างหลายเท่า!”
เยี่ยฉวนนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไปอย่างคนที่ตัดสินใจได้ว่า “ข้าจะลงไปในอุโมงค์วิถีเพลิงอินทนิล!”
เสี่ยวเก้อหันขวับไปมอง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “ท่านอยากได้อัญมณีเพลิงอินทนิล งั้นหรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าขณะตอบหน้าเฉย “อืม ช่วงนี้ร้อนเงิน”
อีกฝ่ายพ่นลมออกทางจมูก “ที่นั่นอันตรายมากนะ แม้แต่หัวหน้าผู้อาวุโสยังไม่สามารถลงไปจนถึงก้นอุโมงค์เลย”
เยี่ยฉวนเหยียดมุมปาก “อย่าห่วงเลย ถ้าทนไม่ไหวข้าจะรีบกลับขึ้นมา ข้าไม่ยอมเอาชีวิตไปเสี่ยงเหมือนกัน”
คนตรงข้ามมองด้วยความเป็นห่วง “เช่นนั้นท่านก็ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน!”
ชายหนุ่มได้แต่ผงกศีรษะรับคำ จากนั้นจึงขอให้เสี่ยวเก้อเป็นคนพาไปยังสถานที่ที่ชื่อว่าวิถีเพลิงอินทนิล เมื่อมาถึงทั้งสองหยุดที่ปากทางเข้าอุโมงค์ก่อนที่คนนำทางจะหันหลังกลับออกไป
เยี่ยฉวนมองลึกเข้าไปในอุโมงค์วิถีเพลิงอินทนิล ด้านในมีแสงสว่างสีแดงและดูลึกล้ำไร้จุดสิ้นสุด
เขามีท่าทีลังเล็กน้อยด้วยสัมผัสคลื่นความร้อนที่ปกคลุมบริเวณปากอุโมงค์ รวมทั้งอะไรบางอย่างที่ปนอยู่ในคลื่นความร้อนซึ่งทำให้เจ้าตัวรู้สึกอึดอัดขัดข้องเป็นอย่างยิ่ง
เยี่ยฉวนรู้ได้ทันทีว่าความรู้สึกนั้นคือไฟพิษ
หลังจากยืนชั่งใจอยู่ครู่เดียว ชายหนุ่มก็ตัดสินใจย่างเท้าเข้าไป เมื่อนั้นพลังปณิธานกระบี่พลันกระจายตัวออกและครอบคลุมร่างคนเอาไว้ทั้งร่าง ซึ่งพลังปณิธานกระบี่นี้เองทำให้คลื่นพิษถูกปัดเป่าหายไปทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้นเยี่ยฉวนค่อยใจมาเป็นกอง ที่ได้รู้ว่าพลังปณิธานกระบี่สามารถต้านคลื่นไฟพิษได้
ชายหนุ่มรีบสาวเท้าเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามความรู้สึกของเขายามนี้ยิ่งรู้สึกอึ้งปนทึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพบว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไรคลื่นไฟพิษยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และเวลานี้พลังอำนาจแห่งคลื่นไฟเข้มข้นชนิดที่ว่าพลังปณิธานกระบี่เกือบจะต้านไม่อยู่เสียแล้ว
ถึงกระนั้นเขายังสามารถทนได้!
เยี่ยฉวนยังคงเดินลึกลงไปทุกทีๆ ถัดมาไม่นานเขาจึงได้เห็นอัญมณีเพลิงอินทนิลฝังตัวกระจายอยู่ตามทางเดินโดยรอบ อัญมณีเพลิงอินทนิลที่พบมีขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ เมื่อมองลึกเข้าไปในก้อนอัญมณีจึงเห็นว่าแฝงไว้ด้วยประกายสีแดงเจิดจ้าราวกับมีเปลวไฟเผาผลาญอยู่ภายใน สิ่งนี้อัดแน่นไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์สะอาดนั่นเอง!
โชคไม่ดีอยู่นิดหนึ่งตรงที่มันมีอยู่ไม่มาก เพียงสิบกว่าชิ้นเท่านั้น!
น้อยเกินไป!
ไม่ว่าจะได้สักกี่มากน้อยหากก็เป็นรายได้ เยี่ยฉวนจึงรีบเก็บขึ้นมาก่อนจะมุ่งหน้าต่อไป เส้นทางแห่งวิถีเพลิงอินทนิลดูราวกับไม่มีที่สิ้นสุด



