Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 682

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 682 ความจริงข้าเป็นบิดาของเจ้า!

C

คนที่ยืนประจันหน้าเป็นหนุ่มน้อย เยี่ยฉวนนิ่งเงียบพลางครุ่นคิด เจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้ไม่ให้เกียรติสถานศึกษาเต๋าอี้ เห็นได้ชัดว่าภูมิหลังของเขาคงเข้มแข็งไม่น้อย

ในเมื่ออ้างชื่อสถานศึกษาเต๋าอี้แล้วไม่เป็นผล ดูท่าว่าเยี่ยฉวนคงต้องลงมือเสียแล้ว!

เขาจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายจู่โจม!

ชายหนุ่มฟาดกระบี่ออกไปทันที ราวกับจู่ๆ มันก็ปรากฏออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

เจ้าหนุ่มนั่นยังไม่ทันขยับโต้กลับเลยด้วยซ้ำ เมื่อปลายกระบี่จ่อเข้าที่กึ่งกลางหว่างคิ้วของเขาเข้าเสียแล้ว

ชายชราซึ่งขณะนั้นยืนอยู่ไม่ห่างไกลมากนัก ฉับพลันร่างเขาก็หายวับและไปปรากฏอยู่ฝั่งด้านซ้ายมือของเยี่ยฉวนพร้อมกับฝ่ามือข้างซ้ายเตรียมที่จะฟาดลงไปบนหัวไหล่ของชายหนุ่มขณะห่างออกไปไม่ถึงครึ่งจั้ง ทว่าเขากลับไม่กล้าลงมือ

ความว่องไวของพลังฟาดเยี่ยฉวนเป็นสิ่งเหนือความคาดหมายของชายชราและคนหนุ่มแปลกหน้ายิ่งนัก แน่ละทั้งคู่ออกจะมั่นใจในฝีมือของตนและหยามหยันฝีมือของเยี่ยฉวน

ชายชราขบกรามกรอดขณะเค้นเสียงลอดไรฟัน “ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้!”

เยี่ยฉวนบิดมุมปากยกยิ้ม “ข้าไม่มีเจตนาที่ไม่ดี แค่ไม่ต้องการให้พวกเจ้าไปรบกวนผู้อาวุโสของข้าเท่านั้นเอง!”

คนตรงข้ามยังคงมองมาด้วยสายตาแน่วนิ่ง ท่าทีเยือกเย็นทว่าแววตาแฝงความร้ายกาจฉายชัด “ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าเจ้าไม่ยอมปล่อยเขา ข้าจะ……”

วาจายังมิทันจบประโยค พลันเยี่ยฉวนขยับเคลื่อนมือขวาเสือกออกไปข้างหน้าเล็กน้อย

ฉึก!

ปลายกระบี่พุ่งเข้าสู่จุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของคนหนุ่มจมลึกลงไปราวครึ่งนิ้ว พลันโลหิตแดงฉานสาดกระเซ็น!

เยี่ยฉวนเบือนหน้าไปทางชายชรา ริมฝีปากแสยะออกเล็กน้อย “นับสิ! ทำไมไม่นับ! ข้ากำลังรอฟังอยู่นี่ไง!”

ชายชราเม้มปากแน่นขณะสายตามองตรงมายังชายหนุ่ม “เจ้าต้องชดใช้ต่อสิ่งที่ทำ……”

ทันใดชายหนุ่มผลักกระบี่ออกไปข้างหน้าอีกครั้ง และครั้งนี้ปลายกดจมลึกลงไปกว่าครั้งแรก พลันเจ้าหนุ่มน้อยสั่นสะท้านเป็นเจ้าเข้าไปทั้งร่าง!

“ถ้ากระบี่กดลึกลงกว่านี้ มีหวังเขาไม่รอดแน่!”

และในขณะเดียวกันดูเหมือนว่าชายชราจะพลอยหุบปากนิ่งงันไปทันที!

เยี่ยฉวนเบนหน้าไปพูดยิ้มๆ กับชายชรา “เอาสิ นับไป!”

คนตรงข้ามจ้องเขม็งมายังชายหนุ่มนัยน์ตาแทบปะทุออกมานอกเบ้า หากมิได้อ้าปากพูดแม้สักคำ

คนหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าจึงเอ่ยออกมาเสียเอง ขณะสีหน้าดุดันขึ้นบ้าง “เจ้ารู้ไหมว่าข้าคือใคร!”

เยี่ยฉวนหันไปมองคนพูดอย่างสนใจ “เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?” อีกฝ่ายแสยะมุมปากเค้นเสียงเหยียดหยาม “พูดจริง? ข้าอยากรู้เสียจริงว่าเจ้าเป็นใคร!”

เยี่ยฉวนยิ้ม “ความจริงข้าเป็นบิดาของเจ้าไงเล่า!”

“ไอ้!”

เจ้าหนุ่มน้อยนั่นสีหน้าโกรธจัด พลันเสียงจากเยี่ยฉวนตวาดลั่นอย่างขัดเคือง “หุบปาก! ถ้ายังขืนพูดไร้สาระอีกครั้งเดียว ข้าจะสังหารเจ้าเสีย!”

คนหนุ่มทำท่าจะออกปากอะไรบางอย่าง ทว่าชายชราสั่นศีรษะทำนองให้สัญญาณว่าเขาไม่ควรพูดอะไรอีก

คนหนุ่มพูดกระซิบเสียงแผ่วต่ำว่า “ท่านลุงอวิ๋นเสี่ยว ข้าไม่เชื่อว่ามันจะกล้า!”

เยี่ยฉวนถามกลับใบหน้ายิ้มเยื้อน “เจ้าอยากลองดูไหมล่ะ?”

พลันคนหนุ่มอ้าปากจะพูดออกมา คนชราผู้มีนามอวิ๋นเสี่ยวเอ่ยเสียงดังอย่างตั้งใจขัดจังหวะว่า “เจ้าหนุ่ม บอกมา เจ้าต้องการอะไร!”

เยี่ยฉวนหัวเราะหึ “ไม่มี ข้าแค่กำลังคอยอะไรบางอย่าง เข้าใจหรือไม่?”

อวิ๋นเสี่ยวถามเสียงไม่แน่ใจ “เท่านั้นเองหรือ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “ใช่แล้ว แค่เท่านั้น!”

ยังมิทันที่อวิ๋นเสี่ยวจะโต้ตอบ ทันใดนั้นเตาหลอมโลหะเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง และจากนั้นร่างของใครคนหนึ่งทะยานออกมาจากเตาหลอม!

คนผู้นั้นก็คือชายชราที่หอตีเหล็ก เขาเดินตรงมายังเยี่ยฉวนในมือมีหีบกระบี่ถือติดมาด้วย

เยี่ยฉวนมองสิ่งที่ปรากฏด้วยสีหน้าตื่นเต้น “สำเร็จแล้วหรือขอรับ?”

ชายชราสั่นศีรษะก่อนจะบอกว่า “เหลือขั้นตอนสุดท้าย!”

ขณะที่พูดพลันสายตาเหลือบมองไปเห็นอวิ๋นเสี่ยวและคนหนุ่ม ซึ่งยืนถัดออกไปไม่ไกลนัก ทันทีที่มองเห็นคนทั้งสองสีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนกลายเป็นเย็นชา “พวกเจ้ามีธุระอะไร?”

ไม่ไกลนักคนหนุ่มพูดขึ้นว่า “ท่านลุง บิดาขอให้ข้ามาเชิญท่านกลับไปขอรับ!”

“กลับ?”

ชายชราตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือเยาะหยัน “เพื่ออะไร? จะเอาอะไรอีก เวลานี้ข้าไม่ใช่คนตระกูลอวิ๋นแล้ว ไม่ใช่ลุงของเจ้าด้วย! พวกเจ้ากลับไปให้หมด!”

คนหนุ่มโต้กลับเสียงขรึม “ท่านลุง ถึงอย่างไรท่านก็ยังเป็นคนตระกูลอวิ๋นวันยังค่ำ……”

อีกฝ่ายเสียงเย็นตวาดว่า “ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง?”

ขณะนั้นคนหนุ่มทำท่าอ้าปากจะพูด หากมิทันอวิ๋นเสี่ยวซึ่งรีบชิงพูดมาจากที่ไม่ไกลนักว่า “พี่อวิ๋นเซิง นายท่านฝากมาบอกว่าท่านยังไม่อยากกลับก็ไม่เป็นไร ถึงกระนั้นเตาหลอมขั้นปฐพีเป็นสมบัติของตระกูลอวิ๋นจึงต้องนำกลับไป นอกจากนั้นทักษะหล่อโลหะของตระกูลอวิ๋นก็ไม่ควรถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น หรือไม่……”

ชายชราแสยะมุมปากถามเย้ยหยัน “หรืออะไร? จะฆ่าข้าหรือไง?”

อวิ๋นเสี่ยวมองชายชราอวิ๋นเซิงเฉยอยู่มิได้ตอบโต้

อวิ๋นเซิงหันไปทางเยี่ยฉวนที่ยืนเงียบอยู่เบื้องหน้า “ชายคนนี้เป็นคนที่จะมาสืบทอดต่อจากข้า ถ้าเจ้าเก่งจริงก็ฆ่าเขาให้ได้!”

เยี่ยฉวนถึงสะอึกพูดไม่ออก แม่**เอ๊ย ตาเฒ่านั่นหาเรื่องเดือดร้อนให้เขาเสียนี่!

ฝ่ายสองคนได้ยินคำพูดของอวิ๋นเซิง อวิ๋นเสี่ยวและคนหนุ่มหันไปมองเยี่ยฉวนทันที สีหน้าท่าทางบ่งบอกความคิดชั่วร้าย

ชายหนุ่มหัวเราะร่วนหวังเปลี่ยนบรรยากาศ “พวกเจ้าคงไม่บ้าจี้เชื่อเขาหรอกใช่ไหม?”

อวิ๋นเสี่ยวเขม้นมองเยี่ยฉวน ก่อนจะเหลือบมองไปยังอวิ๋นเซิง “ดูแลตัวเองด้วย!”

หลังจากนั้นคนพูดและชายหนุ่มจึงกลับออกไป

อวิ๋นเซิงยืนเงียบเฉยอยู่ครู่ใหญ่ จึงหันมาบอกเยี่ยฉวน “ไปกันเถอะ!”

จากนั้นเขาพร้อมด้วยเยี่ยฉวนค่อยพากันเดินไป

ชายหนุ่มเดินตามชายชราอวิ๋นเซิงมาได้ไม่นานก็มาถึงบริเวณที่เป็นค่ายกลเคลื่อนย้าย ต่อจากนั้นทั้งคู่ได้หายไปจากสถานที่

ราวหนึ่งถ้วยชา ทั้งสองมาถึงยังเชิงผาที่มีน้ำตกแห่งหนึ่ง คะเนจากความสูงชันของผาน้ำตกแห่งนี้ราวสิบจั้งเห็นจะได้ ด้านล่างมีแอ่งน้ำขนาดย่อมเป็นที่รองรับน้ำ!

“ที่นี่เป็นที่ไหนขอรับ?”

อวิ๋นเซิงตอบเสียงเรียบว่า “สถานที่นี้คือน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลอวิ๋นเข้ามาแผ้วถางทางไว้นานมาแล้ว ตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายด้วยการชโลมกระบี่ด้วยน้ำจากบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ นานมาแล้วเมื่อตระกูลอวิ๋นกลับไป ได้นำน้ำในบ่อออกไปด้วยทำให้น้ำแห้งเกือบหมด และถึงตอนนี้จะเหลืออยู่ไม่มาก แต่มีเท่านี้สำหรับเรานับว่าเหลือเฟือแล้ว!”

ขณะที่พูดเขาเหวี่ยงแขนข้างขวาออกไป พลันหีบกระบี่ยาวซึ่งถืออยู่ปลิวออกจากมือลงสู่บ่อน้ำ ทันใดนั้นน้ำในบ่อบังเกิดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อีกทั้งลำแสงกระบี่ถูกเขย่าออกมาจากบ่ออย่างต่อเนื่อง

“โลหิต!”

ในตอนนั้นอวิ๋นเซิงมองเยี่ยฉวนพลางบอกว่า “หยดโลหิตสดลงไปสองหยด!”

ชายหนุ่มได้ยินแล้วก็พยักหน้าจากนั้นจึงยื่นนิ้วชี้ออกไป ฉับพลันโลหิตหยาดลงสู่บ่อน้ำจำนวนสองหยด……

ตูม!

บ่อน้ำกระเพื่อมสั่นไหวอย่างรุนแรง!

เยี่ยฉวนเลิ่กลั่กสีหน้าเป็นกังวล “ผู้อาวุโส อย่างนี้ไม่เป็นไรหรือขอรับ?”

ชายชราตอบสั้นๆ “แน่สิ”

คนถามจึงค่อยยิ้มออก “ไม่มีอะไรขอรับ จะมีอะไรได้อย่างไรกัน ท่านเสียอย่าง งานต้องเนี้ยบอยู่แล้ว”

อวิ๋นเซิงชำเลืองมองชายหนุ่มตรงหน้า “เจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่เหลี่ยมจัดที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็น ข้าล่ะแปลกใจนัก คนที่มีบุคลิกอย่างนี้กลายมาเป็นผู้ฝึกกระบี่ได้อย่างไร ซ้ำยังเป็นเซียนกระบี่อีกด้วย!”

เยี่ยฉวนตีหน้าขรึม “ยอดฝีมือไงเล่า! อาจารย์ของข้าเคยบอกว่าข้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่เคยมี……”

“คำพูดของอาจารย์เจ้ามันช่าง……”

อวิ๋นเซิงเกือบหลุดปากคำพูดที่ไม่เหมาะสมออกไปอยู่แล้ว พลันทำท่าราวกับจะนึกขึ้นได้จึงชะงักไว้เท่านั้นก่อนจะเปลี่ยนใจถามขึ้นว่า “อาจารย์เซียนกระบี่ของเจ้าพูดงั้นหรือ?”

คนถูกถามพยักหน้าขณะตอบมาทันที “ขอรับ อาจารย์ข้าบอกว่าข้าเป็นยอดอัจฉริยะผู้ฝึกกระบี่ที่เยี่ยมยอดสุด ต่อไปทั้งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางจะต้องยอมจำนนต่อคมกระบี่ของข้า ข้า……เยี่ยฉวนจะต้อง……”

“พอได้แล้ว!”

ชายชราโบกมือทันทีเป็นเชิงห้าม “ข้าไม่ได้ถาม เจ้าควรเลิกพูดได้แล้ว!”

เยี่ยฉวน “……”

จากนั้นทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบ ราวหนึ่งชั่วยามให้หลังพลันอวิ๋นเซิงสะบัดมือขวาออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และกระบี่พร้อมฝักกระบี่ทะยานวูบออกจากบ่อน้ำพุทันที ก่อนจะลอยละลิ่วมาหยุดนิ่งตรงหน้าเขานั่นเอง

ชายชราหันมายังเยี่ยฉวนอีกด้านพร้อมกับยื่นกระบี่ในมือส่งให้อีกฝ่าย “ดูสิ!”

เยี่ยฉวนรีบรับไว้ก่อนจะชักกระบี่ออกมา……

ชิ้งงง!

เสียงแห่งกระบี่ดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งผืนฟ้า!

กระบี่!

ในมือของเยี่ยฉวนปรากฏกระบี่ยาวราวสามฉื่อและมีความกว้างประมาณสองนิ้วมือ หน้าตากระบี่ออกจะธรรมดา แวบแรกที่เห็นความรู้สึกของคนบอกว่าธรรมดามาก เป็นกระบี่ที่สุดแสนจะธรรมดายิ่งนัก

ชายหนุ่มยกฝักกระบี่ขึ้นพิจารณาอย่างใกล้ชิดจึงพบว่าเป็นฝักกระบี่สีทองคล้ำ ทั้งปรากฏเส้นสายน่าประหลาดอยู่รอบๆ นอกจากนั้นได้มีกระแสลมหายใจเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งฝักกระบี่

ขณะต่อมาอวิ๋นเซิงพูดขึ้นว่า “กระบี่เล่มนี้มีลักษณะเดียวกันกับกระบี่ของเจ้าไม่ผิดเพี้ยน ทว่าต่างกันตรงที่ปราศจากจิตวิญญาณ ถึงอย่างไรก็เหมาะกับเจ้าในตอนนี้ ส่วนฝักกระบี่นั้นข้าหล่อขึ้นจากเหล็กเย็น……ทั้งกระบี่และฝักกระบี่เป็นอาวุธขั้นศักดิ์สิทธิ์ทั้งคู่ จัดเป็นขั้นศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอด”

ขั้นศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอด!

ท่าทีแสดงออกของชายหนุ่มบอกว่าพึงพอใจไม่น้อย เขารู้ดีว่าขั้นศักดิ์สิทธิ์ได้จำแนกออกเป็นชั้นต้น ชั้นสูงและขั้นศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอด

และกระบี่เล่มนี้รวมทั้งฝักกระบี่ ทั้งคู่เป็นอาวุธขั้นศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอด บอกได้เลยว่าเมื่อรวมทั้งสองอย่างไว้ด้วยกันจึงมิอาจประมาณค่าได้เลย!

เยี่ยฉวนจัดการเก็บสิ่งที่ได้มาเข้าที่ให้เรียบร้อยจากนั้นจึงหันไปพูดกับอวิ๋นเซิงว่า “ผู้อาวุโส ขอบคุณมากขอรับ?”

ชายชรามองพลางกระซิบตอบเสียงอุบอิบ “ไม่เป็นไร ข้ายอมด้วยเพราะแพ้พนัน! อ้อถ้าเจ้าอยากขอบคุณข้าจริง ก็ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก”

พูดจบก็หันหลังกลับและเดินออกไป

พลันมีเสียงของอีกฝ่ายเรียกมาจากข้างหลัง “ผู้อาวุโส ไหนว่าจะสอนวิชาหล่อเหล็กให้ข้าไงล่ะขอรับ?”

“ว่าไงนะ วิชาหล่อเหล็ก?

อวิ๋นเซิงหันกลับมามองเยี่ยฉวนอย่างจะเอาเรื่อง “ข้าไปรับปากเจ้าตั้งแต่เมื่อไรว่าจะสอนให้?”

เยี่ยฉวนหน้าซื่อ ถามเสียงจริงจัง “ท่านบอกว่าข้าเป็นผู้สืบทอดของท่าน!”

ชายชรากะพริบตาปริบ “นี่เจ้าเชื่อด้วยหรือไง?”

คนตรงข้ามตาใสตอบกลับ “ขอรับ เชื่อสนิทเลย!”

อวิ๋นเซิงทำเสียงฟึดฟัดอย่างฉุนๆ “ข้าก็พูดไปอย่างนั้น อย่าใส่ใจเลย!”

เยี่ยฉวนพูดเสียงขรึม “ท่านพูดไปอย่างนั้น แต่สองคนนั้นมันจริงจังน่ะสิขอรับ……”

พูดพลางทำท่าถอนหายใจเฮือก “เฮ้อ ท่านจะสอนหรือไม่สอนก็ไม่เป็นไร ข้ากลัวแต่ต่อไปจะทำให้ท่านต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถึงตอนนั้นข้าคงรู้สึกผิดไปจนวันตาย!”

คนฟังถึงขมวดคิ้วนิ่วหน้า “ทำให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง? เจ้าจะทำให้ข้าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงได้อย่างไร?”

ชายหนุ่มตอบกลับหน้าตาเฉย “ใครๆ ต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าข้าเป็นศิษย์ท่าน ถ้าข้าไปทำหล่อเหล็กไม่ได้เรื่องได้ราว ท่านจะไม่เสื่อมเสียไปด้วยหรือขอรับ?”

เมื่อได้ยินวาจาออกจากปากอีกฝ่ายสีหน้าของชายชราอวิ๋นเซิงเครียดขรึมไปทันที เขากวาดตามาทางเยี่ยฉวนอย่างจะเอาเรื่องขณะที่ฝ่ายนั้นหมุนตัวกลับและวิ่งหนีหายไป

คงเหลือแต่อวิ๋นเซิงยืนนิ่งงันอยู่คนเดียวที่เดิม ครู่ต่อมาเขาจึงได้หันหลังและเดินออกจากสถานที่ไป

เยี่ยฉวนย้อนกลับไปยังสถานศึกษาเต๋าอี้ ทันทีที่มาถึงก็ได้ถูกเรียกตัวให้ไปพบหัวหน้าผู้อาวุโสที่หอโถงเต๋าอี้

เมื่อชายหนุ่มก้าวเข้าไปภายในหอโถง เขาต้องถึงกับชะงักนิ่งงันพลางสีหน้าตกตะลึง

ในที่นั้นมีคนสองคนอยู่ภายในหอโถง อวิ๋นเสี่ยวและคนหนุ่มนั่นเอง

ทันทีที่เห็นคนผู้มาใหม่ อวิ๋นเสี่ยวมองด้วยท่าทีสงบนิ่งทว่าคนหนุ่มกลับมีสีหน้าเย็นเยียบแววตาวูบไหวเล็กน้อย

หัวหน้าผู้อาวุโสมองไปยังเยี่ยฉวนซึ่งหยุดยืนอยู่ที่พื้นต่างระดับต่ำลงเล็กน้อย “ทั้งสองคนมาจากตระกูลอวิ๋น แห่งดินแดนสวรรค์ อวิ๋นเสี่ยวแจ้งว่าเจ้ามีเรื่องขัดแย้งกับพวกเขางั้นหรือ?”

“เรื่องขัดแย้ง?”

เยี่ยฉวนมีสีหน้างงงันขณะย้อนถามกลับไปว่า “เรื่องขัดแย้งอะไรขอรับ?”

หัวหน้าผู้อาวุโสหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย เจ้าหนุ่มนี่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกแล้วสินะ!

พลันอวิ๋นเสี่ยวเอ่ยวาจาเย็นชาดังขึ้นจากทางด้านหนึ่ง “ขัดแย้งเรื่องอะไรงั้นหรือ?”

ทันใดนั้นเขาชี้มือไปยังคนหนุ่มซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างไปนัก “เขามีบาดแผลถูกแทงด้วยกระบี่ที่แสกหน้า ฝีมือของเจ้าใช่ไหม? เขาเกือบตายเพราะน้ำมือของเจ้า เจ้ามัน……”

เยี่ยฉวนสวนกลับทันควัน “ผู้อาวุโส อย่าพูดไร้สาระสิขอรับ! ข้าโต้กลับขณะที่ถูกจู่โจม พวกเรามีฝีมือคู่คี่สูสีกันมาก ถ้าไม่เพราะท่านเข้าห้ามเอาไว้ อาจเป็นข้าที่ต้องเป็นพ่ายแพ้ก็ได้”

จากนั้นคนพูดหันขวับไปทางคนหนุ่มพร้อมกระแทกกำปั้น “พลังท่านแข็งแกร่งนัก ข้านับถือ!”

เมื่อได้เห็นท่าทีของอีกฝ่ายเช่นนั้นคนหนุ่มถึงกับตะลึงงัน ทว่าอวิ๋นเสี่ยวยืนมองอยู่ไม่ไกลพลันสีหน้าแปรเปลี่ยนทั้งหมองทั้งคล้ำ

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!