บทที่ 689 โลกดวงเล็ก!
เยี่ยฉวนสังหารเขา!
อวิ๋นเซิงที่อยู่ข้างหลังเยี่ยฉวนนั้นตะลึงงันไปในทันที เยี่ยฉวนสังหารเขาเช่นนี้หรือ?
ยอดฝีมือในขั้นพลังจุดกำเนิดก็ตะลึงงันไปเช่นกัน พวกเขาไม่คาดคิดว่าเยี่ยฉวนจะโจมตีให้ถึงตาย!
แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นหน้าเป็นตาของตระกูลอวิ๋น!
บัดนั้นเยี่ยฉวนพลันหายตัวไป สีหน้าของยอดฝีมือในขั้นพลังจุดกำเนิดเปลี่ยนไปอย่างมากและเริ่มเคลื่อนไหวอย่างไม่รีรอ
หนึ่งต่อสอง!
ราวหนึ่งถ้วยชาต่อมา รอบด้านนั้นเงียบสงัด เบื้องหน้าเยี่ยฉวน ปรากฏศพอยู่สามศพ!
เยี่ยฉวนยืนอยู่ต่อหน้าร่างไร้ชีวิตทั้งสาม เขาปิดตาลงและใช้แหวนตราสำนักพลังสันโดษ เพื่อดูดซึมพลังของศพทั้งหมด
ห่างออกไปนั้นอวิ๋นเซิงจ้องมองไปเยี่ยฉวนด้วยท่าทางกลัวเกรง ความสามารถในการต่อสู้ของเยี่ยฉวนนั้นมากกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้
เวลาผ่านไปพักใหญ่ เยี่ยฉวนเก็บแหวนตราสำนักพลังสันโดษและจากนั้นก็เก็บแหวนสัมภาระของทั้งสามคนมา ในแหวนสัมภาระนั้นมีเพชรน้ำค้างสีม่วงกว่าล้านก้อน!
ในนั้นยังมีสมบัติขั้นสวรรค์กว่าสามสิบชิ้น ทว่าไร้ซึ่งขั้นศักดิ์สิทธิ์
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป”
ในเวลานั้นอวิ๋นเซิงผู้ที่อยู่ไม่ไกลกล่าวขึ้นมา
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ท่านต้องการบอกข้าว่าสังหารคนของตระกูลอวิ๋น ฉะนั้นตระกูลอวิ๋นจะไม่ปล่อยข้าไปใช่ไหมขอรับ”
อวิ๋นเซิงพยักหน้า “ตระกูลอวิ๋นไม่ธรรมดาอย่างที่เจ้าคิด”
เยี่ยฉวนพลันกล่าว “นั่นเป็นเหตุว่าทำไมข้าจึงต้องสังหารสามคนนี้เสียสิ้น ตอนนี้มีใครรู้เล่าขอรับว่าข้าสังหารคนเหล่านี้?”
เมื่อกล่าวถึงสิ่งนี้เขาจ้องมองไปที่อวิ๋นเซิงและกล่าว “ท่านผู้อาวุโสท่านจะไม่ทรยศข้าใช่ไหมขอรับ?”
อวิ๋นเซิงจับตามองไปที่เยี่ยฉวนและหาได้พูดสิ่งใด
เยี่ยฉวนเดินไปหาอวิ๋นเซิงและกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ท่านจะติดตามข้ากลับไปที่สถานศึกษาเต๋าอี้ หรือท่านมีแผนการอื่นใดกัน?”
อวิ๋นเซิงส่ายศีรษะ “ข้าจะไม่กลับไป!”
จากนั้นเขาจ้องมองไปเยี่ยฉวนและเอ่ยขึ้น “ในช่วงเวลานี้เจ้าจะอยู่ที่นี่เพื่อเรียนรู้วิชาการหล่อจากข้า”
เยี่ยฉวนเร่งรีบคำนับ “ย่อมได้ท่านอาจารย์!”
อวิ๋นเซิงส่ายศีรษะแล้วยิ้ม “เจ้ามันเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก!”
วิชาการหล่อ!
ในวันต่อๆ มา เยี่ยฉวนเรียนรู้วิชาการหล่อจากอวิ๋นเซิงทุกวัน เขาศึกษาอย่างขะมักเขม้นเหตุเพราะเขารู้ว่าตนเองจะต้องใช้กระบี่อีกมากในภายภาคหน้าและเขาคงไม่มีกำลังทรัพย์ในการที่จะซื้อกระบี่ทั้งหมด
เขาจะสร้างกระบี่ด้วยตัวเอง!
อวิ๋นเซิงพอใจในตัวเยี่ยฉวนเป็นอย่างมาก กล่าวให้ถูกคือเยี่ยฉวนทำให้เขาประหลาดใจ เหตุเพราะเยี่ยฉวนนั้นตั้งใจศึกษาและจริงจังเป็นอย่างมาก รวมถึงยังสามารถเรียนรู้ได้ไว ฉะนั้นอวิ๋นเซิงจึงยิ่งพอใจเยี่ยฉวนมากขึ้นและมากขึ้น
เยี่ยฉวนนั้นก็รู้สึกสนใจในวิชาการหล่อมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุเพราะเขาพบว่าการหล่อนั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยามที่เขาได้ทอดมองสิ่งที่เขาสรรค์สร้างขึ้นเองในแต่ละครั้ง ชายหนุ่มรู้สึกถึงการถูกเติมเต็ม
เยี่ยฉวนจึงยิ่งมีสมาธิในการเรียนรู้มากกว่าเดิม
เวลากลางคืน
เยี่ยฉวนกลับไปที่สถานศึกษาเต๋าอี้ ในยามที่เขากลับมาถึง เสี่ยวเก้อก็เรียกหาเขาไปที่หอเพลิงอินทนิล
ในถ้ำนั้น ผู้คนจากกลุ่มขั้นเทพทั้งหมดล้วนมาอยู่ที่นี่ รวมทั้งสิ้นสิบสามคน ซึ่งพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือในขั้นทลายสุญตา ในหมู่พวกเขานั้นหมิงคุนดูจะบรรลุขั้นพลังจุดกำเนิด ทว่านั่นเป็นเพียงการคาดคะเนของเยี่ยฉวนและเขาก็ไม่คิดจะถามอีกฝ่ายเช่นกัน
เยี่ยฉวนจ้องมองไปที่เสี่ยวเก้อ ชายผู้นี้รวบรวมพวกเขามา นั่นหมายความว่าจะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้น
เสี่ยวเก้อหัวเราะและกล่าวอย่างกระตือรือร้น “ศิษย์พี่เยี่ย ท่านได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในดินแดนอุดรของพวกเราช่วงนี้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนเอ่ยถาม “มีเรื่องอะไรกัน?”
เสี่ยวเก้อกล่าว “มีโลกขนาดเล็กดวงหนึ่งเพิ่งถูกค้นพบ ห่างจากที่นี่ออกไปราวๆ พันลี้ได้!”
โลกขนาดเล็กหรือ?
เยี่ยฉวนขมวดคิ้ว “เช่นนั้นแล้วอย่างไร?”
ด้านหนึ่งหมิงคุนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ศิษย์พี่ หากมันถูกพบนั่นหมายความว่าโลกเล็กๆ ดวงนั้นยังไม่มีผู้ใดครอบครอง ทรัพยากรในนั้นย่อมไม่มีเจ้าของ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็ตระหนักทันที เขามองไปที่เสี่ยวเก้อราวกับนึกถึงบางสิ่งได้ “ใครเป็นคนพบมันหรือ?”
เสี่ยวเก้อกดเสียงต่ำ “ข้าไม่รู้หรอก แต่ว่าข้าคาดเดาว่าเรื่องนี้กระจายไปทั่วในหมู่กองกำลังหลักแล้ว ฉะนั้นพวกเราจะต้องไปถึงก่อน”
เยี่ยฉวนกล่าว “คงมีคนมากมายต้องการที่จะหาผลประโยชน์จากมันใช่ไหม?”
เสี่ยวเก้อตอบพร้อมรอยยิ้ม “เป็นไปตามที่ท่านว่า คงมีผู้คนมากมายที่มุ่งหน้าไปที่นั่นในตอนนี้ ทว่าประโยชน์ที่คนเหล่านั้นจะได้รับขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเขา ศิษย์พี่เยี่ย ท่านสนใจหรือไม่?”
เยี่ยฉวนคิดครู่หนึ่งและกล่าว “แน่นอน!”
เสี่ยวเก้อรีบกล่าว “เช่นนั้นก็เป็นเวลาดีที่พวกเราจะออกเดินทาง ไปกันเถิด!”
เยี่ยฉวนพลันเอ่ยขึ้น “พวกเราจำต้องบอกกล่าวท่านหัวหน้าผู้อาวุโสหรือไม่?”
เสี่ยวเก้อตอบ “ข้าได้บอกถึงเรื่องนี้กับเขาแล้วพวกเขาไม่มีข้อกังขาใดๆ นอกจากนี้พวกเขาได้บอกพวกเราว่า จงระมัดระวังและต้องแจ้งเรื่องกับสาขาภายในโดยทันทีหากมีสิ่งใดเกิดขึ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็ลอบถอนหายใจ
มันช่างดีเสียจริงที่มีคนคอยหนุนหลัง!
สิ่งที่หัวหน้าผู้อาวุโสหมายถึงคือหากพวกเขาไปที่นั่นและไม่สามารถเอาชนะได้ พวกเขาสามารถขอความช่วยเหลือจากสถานศึกษา ทว่าหากพวกเขาเป็นเพียงผู้ฝึกวิชาไร้สังกัดและไม่สามารถเอาชนะได้ พวกเขาคงต้องหนีหรือสิ้นชีวิต
แตกต่างอะไรอย่างนี้!
หลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยาม คนทั้งสิบสามชีวิตก็ออกเดินทาง
ในจักรวาลดวงดาวนั้น พวกเขาขึ้นเรือเหาะจักรวาลดาราไปยังโลกดวงเล็กๆ ที่เพิ่งถูกค้นพบ
เยี่ยฉวนกำลังศึกษาวิชาการหล่อที่อวิ๋นเซิงถ่ายทอดให้เขาในห้อง เวลานี้ชายหนุ่มค่อนข้างจะเสพติดกับการหล่อแล้ว
อวิ๋นเซิงกล่าวว่าการหล่อนั้นค่อนข้างกว้างขวางและลึกซึ้ง หากวิชาการหล่อของเขาบรรลุไปถึงขั้นสูง สมบัติที่ตนหล่อขึ้นมานั้นสามารถทำลายฟ้าดินได้
ราวกับสมบัติในทำเนียบขุมทรัพย์จักรดารา!
อวิ๋นเซิงยังได้กล่าวว่าสมบัติบางชิ้นในนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา!
และนั่นทำให้เยี่ยฉวนฉงนใจเกี่ยวกับต้นกำเนิดของหอคอยแห่งเรือนจำ
หอคอยแห่งเรือนจำเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเช่นนั้นหรือ?
เคราะห์ร้ายไม่ว่าผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองหรือผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสี่ก็ไม่มีใครให้คำตอบกับคำถามของเขาได้ เหตุเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าหอคอยนั้นสร้างขึ้นเมื่อใด
อย่างไรก็ตาม วิชาการหล่อนั้นมีศักยภาพและความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด
ผ่านไปพักหนึ่งเยี่ยฉวนก็เข้าไปในหอคอยแห่งเรือนจำ อาหลิงก็กำลังหลับใหลอยู่กับผลจิตวิญญาณในอ้อมแขนของนาง
ในชั้นแรกนั้นเต็มไปด้วยผลจิตวิญญาณในทุกๆ ที่!
ในตอนนี้กิจกรรมยามว่างของอาหลิงมีเพียงการปลูกผลจิตวิญญาณหรือเดินสำรวจไปรอบๆ เป็นครั้งเป็นคราว
ด้านข้างของอาหลิงมีอักษรตัวเล็กๆ ว่า ‘นิรมิต’ ลอยอยู่
กฎเต๋าแห่งนิรมิต!
ยามที่จ้องมองกฎเต๋าแห่งนิรมิต เยี่ยฉวนย่างกรายเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
กระบี่นิรมิต!
มันเป็นกฎเต๋าแห่งกระบี่ที่เขาเคยปรารถนาจะกลั่นมาตลอด เขาไม่เคยกล้าดีพอที่จะลองมันมาก่อน เหตุเพราะกฎเต๋านั้นยากจะทานทนยิ่งนัก เขาไม่สามารถควบคุมมันได้
เพราะว่าเขายังไม่ได้บรรลุขั้นทลายสุญตา!
ฉะนั้นในเวลานี้แล้วเขาจึงควรจะลองมัน
กระนั้นชายหนุ่มยังคงต้องการให้กฎเต๋าแห่งนิรมิตร่วมมือด้วย เหตุเพราะหากมันไม่ร่วมมือกับเขา มันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทำได้สำเร็จ
เพื่อที่จะให้กฎเต๋าแห่งนิรมิตร่วมมือ เยี่ยฉวนจำต้องสื่อสารกับมัน!
ชายหนุ่มครุ่นคิด และจากนั้นก็เข้าไปหากฎเต๋าแห่งเนรมิต ก่อนจะฉีกยิ้ม “เจ้าต้องการพูดคุยกับข้าหรือไม่!”
กฎเต๋าแห่งนิรมิตไม่ได้ตอบรับ!
เยี่ยฉวนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวออกมา “เจ้ามีข้อตกลงยังไง? เจ้าบอกข้าได้นะ!”
มันยังคงไม่ตอบกลับ!
ยามที่เยี่ยฉวนกำลังจะพูด เสียงของผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง “อย่าได้ยุ่มย่าม บัดนี้มันยังไม่แยแสเรื่องของเจ้านัก หากกฎเต๋าแห่งปฐพีและกฎเต๋าแห่งสุญญากาศฟื้นฟู มันคงเมินเฉยเจ้าเช่นกัน อย่าว่าแต่กฎเต๋าแห่งนิรมิตเลย!”
เยี่ยฉวนอับจนคำพูด “ข้าไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้นใช่ไหมขอรับ?”
คนชั้นสองกล่าวอย่างแผ่วเบา “อย่าได้กังวลใจไป ตอนนี้เจ้ายังอ่อนแอนัก”
เยี่ยฉวนส่งเสียงฮึดฮัด “ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง ยามที่ท่านอายุเท่าข้า ท่านแข็งแกร่งเท่าข้าหรือ?”
คนถูกถามเงียบไป
เยี่ยฉวนยิ้มเยาะ “ไม่เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่? ข้า…”
ทันใดนั้นเสียงของผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็ดังขัดขึ้น “ยามที่ข้าอายุเท่าเจ้า ข้านั้นไร้เทียมทานในโลกของข้า บัดนี้เจ้าไม่แข็งแกร่งเท่า คนผู้ที่ถูกกักขังไว้ในชั้นหนึ่ง หากเขาไม่ได้ฝึกฝนแก่นแท้เต๋าแห่งกระบี่ เขาคงไม่คู่ควรพอที่จะถูกกักขังในชั้นที่หนึ่ง”
“แก่นแท้เต๋าแห่งกระบี่หรือ?”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้ว “นั่นคือสิ่งใด?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกดเสียงต่ำ “หากเจ้าได้ฝึกฝนแก่นแท้เต๋าแห่งกระบี่ เจ้าจะสามารถข้ามผ่านเซียนกระบี่ได้”
เยี่ยฉวนเร่งรีบถามออกไป “จะทำแบบนั้นได้ยังไงขอรับ?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกล่าวอย่างเดือดดาล “ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ข้าไม่ใช่ผู้ฝึกวิชากระบี่!”
เยี่ยฉวน “……”
ทันใดนั้นใครบางคนก็มาเคาะที่ประตู เยี่ยฉวนจึงออกจากหอคอยแห่งเรือนจำ!
ชายหนุ่มเปิดประตูออก มองเห็นเป็นเสี่ยวเก้อ ซึ่งอีกฝ่ายกล่าวพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้น “พวกเรามาถึงแล้ว!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ไปกันเถิด!”
หลังจากนั้น เยี่ยฉวนกับเสี่ยวเก้อก็ไปที่ดาดฟ้าเรือของเรือเหาะจักรวาลดารา
บนดาดฟ้าเรือนั้นเยี่ยฉวนจ้องมองลงไป มันมีทิวเขาที่ไร้ที่สิ้นสุดอยู่เบื้องล่าง ในภูเขานั้นมีหมอกสีขาวลอยอยู่ราวกับดินแดนแห่งภูตแม้จะเพียงมองผ่านตา!
เยี่ยฉวนกล่าวอย่างแผ่วเบา “มันช่างเงียบสงบเหลือเกิน”
เสี่ยวเก้อที่อยู่ข้างๆ เขาก็กล่าวด้วยเสียงทุ้ม “นั่นสิ สถานที่นี้ช่างแปลกประหลาด พวกเราจำต้องระวังตัวเข้าไว้!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า จากนั้นก็ปราดมองไปรอบๆ ท้ายที่สุดเขาก็มองไปทางขวา ราวสิบๆ ฉื่อห่างออกไปนั้นมีภูเขาอยู่ดูแปลกประหลาด รูปทรงคล้ายตำหนัก
เสี่ยวเก้อก็มองไปที่ภูเขานั่น “ภูเขานั่นดูพิลึกนิดๆ นะ จะไปตรวจตราที่นั่นดูก่อนไหม?”
เยี่ยฉวนพยักหน้าน้อยๆ “ไปกันเถิด!”
หลังจากนั้นตัวเขาและเสี่ยวเก้อก็ออกมาจากเรือเหาะจักรวาลดาราและตรงไปยังภูเขาลูกนั้น ไม่ช้านานทั้งคู่ก็มาถึงตีนเขา บัดนั้นพวกเขาพบว่าภูเขานี้ลอยตัวอยู่และอยู่ห่างจากพื้นดินเกือบร้อยฉื่อ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเสาหินอยู่รอบๆ เบื้องใต้ของภูเขาซึ่งมีตัวอักษรลึกลับถูกเขียนไว้อยู่!
เยี่ยฉวนกล่าวด้วยสุ้มเสียงต่ำ “คงมีใครเคยมาที่นี่แล้ว!”
ยามที่พูดนั้นเขาจ้องมองไปที่เสี่ยวเก้อ “ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีโลกขนาดเล็กเช่นนี้ในพื้นที่นี้ใช่ไหม?”
เสี่ยวเก้อส่ายหน้า “เรื่องนั้นข้าไม่รู้หรอก ข้ารู้เพียงว่าสถานที่นี้เพิ่งจะปรากฏขึ้น!”
อีกด้านหนึ่งหมิงคุนกดเสียงต่ำ “ช่างแปลกประหลาด”
ในเวลานั้นศิษย์คนหนึ่งในสาขาภายในชี้ไปที่พื้นที่ใกล้ๆ “ดูนั่น”
ได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็มองขึ้นไปและพบประตูอยู่ที่ด้านข้างของภูเขาที่อยู่ไม่ไกล มากไปกว่านั้นประตูยังปิดอยู่
พวกเขาสามารถเข้าไปในภูเขาได้!
ทุกคนไปยังประตูนั่นและพบว่ามันช่างใหญ่โตยิ่งนัก ด้านหนึ่งมีลวดลายของสัตว์อสูรหายากถูกวาดไว้
เยี่ยฉวนชี้ไปที่รูปสัตว์อสูรหายากตรงนั้น “มีใครรู้จักพวกมันหรือไม่?”
เสี่ยวเก้อส่ายศีรษะ “ข้าไม่เคยพบเห็นพวกมันมาก่อน!”
ทุกคนจ้องมองไปที่หมิงคุน เหตุเพราะเขานั้นเคยอยู่ที่ดินแดนสวรรค์ และถูกเรียกได้ว่าเป็นผู้รอบรู้!
หมิงคุนมองดูสัตว์อสูรหายากทั้งสองเป็นเวลานาน จากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะ “ข้าก็ไม่รู้!”
เสี่ยวเก้อมองไปเยี่ยฉวน “พวกเราควรเข้าไปหรือเปล่า?”
เยี่ยฉวนกล่าวเสียงแข็ง “พวกเรามาถึงที่นี่แล้วเจ้าจะกลับไปโดยไม่มีอะไรติดมือหรือไง!”
เมื่อพูดเช่นนี้เขาก็หยุดไปชั่วครู่หนึ่ง “ช้าก่อน!”
จากนั้นจิตสำนึกของเขาก็ดำดิ่งลงไป “ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง ด้านในนั้นอันตรายหรือไม่?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกล่าวเสียงแข็ง “ข้าไม่รู้!” เยี่ยฉวนฉงนใจ “ท่านจะไม่รู้ได้อย่างไร? ท่านมีพลังอำนาจมากยิ่งนัก” “ไปให้พ้น!” ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองพลันระเบิดความโมโหออกมา เยี่ยฉวน “……” เวลาต่อมาเยี่ยฉวนถามอีกครั้ง “อาหลิงข้างในนั้นอันตรายหรือไม่?” “ไม่” “เจ้ามั่นใจใช่ไหม?” “อืม…” “เจ้ามั่นใจใช่ไหม?” “ข้าไม่มั่นใจเท่าไหร่…” เยี่ยฉวน “……”



