บทที่ 711 กำเนิดของเจียนจื่อไจ้!
“ที่นี่?”
เยี่ยฉวนนิ่วหน้า “เจ้ากำลังพูดถึงอะไร?”
เจียนจื่อไจ้ตอบกลับมาว่า “ว่ากันว่า……ผู้ที่สร้างแดนแห่งไฟชำระคือเทพดาวนรกแห่งดินแดนจักรวาลดาวนรก ใช้เป็นที่คุมขังศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของดินแดนจักรวาลดาวนรก……พวกสำนักเซียน”
“สำนักเซียน?”
เยี่ยฉวนสงสัยขึ้นมาทันใด “ทุกคนเป็นเซียนทั้งหมดเลยหรือ?”
สำเนียงเย้ยหยันสวนมาทันควัน “เซียนงั้นหรือ? พวกนั้นอวดอ้างว่าตัวเป็นเซียนน่ะสิ!”
พลันเสียงคนพูดหยุดชะงักไปนิดหนึ่ง “ถึงอย่างไรที่สำนักนั่นมีอัจฉริยะชั้นเลิศอยู่มากมายจริงๆ ไม่งั้นพวกเขาคงไม่ได้ครอบครองดินแดนวิมานหรอก”
เยี่ยฉวนถามกลับ “สำนักที่เจ้าว่ายังมีอยู่ไหม?”
เจียนจือไจ้บอกเสียงแหบ “ล่มสลายไปนานแล้ว! เหมือนกับดินแดนจักรวาลดาวนรกนั่นล่ะ”
ชายหนุ่มนึกฉงนยิ่งนัก “เป็นแบบนี้ได้อย่างไร?”
ฝ่ายสตรีพูดว่า “เมื่อเจ้ากล้าแกร่งมากๆ เจ้าจะหลงตัวเอง ไม่งั้นสำนักเซียนจะครอบครองดินแดนวิมานได้อย่างไร……”
เมื่อถึงตอนนี้คนพูดชะงักหยุด จากนั้นถึงค่อยมีเสียงบอกมาว่า “ในเวลานั้นเทพดาวนรก สร้างแดนแห่งไฟชำระขึ้นมา ยอดฝีมือมากมายถูกนำมาขังไว้ที่นี่ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดมันจึงมาอยู่ที่นี่ ที่นี่น่ะไม่ใช่ธรรมดา!”
เยี่ยฉวนสีหน้าเครียดขรึมถามไปว่า “เปรียบเทียบกับหอคอยแห่งเรือนจำของข้าแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ถามอะไรโง่ๆ”
เจียนจื่อไจ้ย้อนถามราวกับฉุกคิดขึ้นมาได้ “แน่ใจนะว่าสมองของเจ้ายังใช้การได้?”
เยี่ยฉวนนั้นไม่รู้จะพูดสิ่งใดตอบกลับ
เสียงอีกฝ่ายพูดขึ้นอีกว่า “แดนแห่งไฟชำระไม่ใช่ธรรมดา ทว่านำไปเปรียบกับหอคอยแห่งเรือนจำของเจ้าได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มย้อนถามทันที “ทำไมล่ะ?”
ฝ่ายที่ถูกถามพูดเรื่อยๆ “หอคอยของเจ้าไม่ใช่วัตถุของจักรวาลแห่งนี้ สิ่งนั้นแสดงถึงความเจริญทางอารยธรรมของเต๋าแห่งวิทยายุทธ์ เจ้ายังไม่เคยพบกับความน่าสะพรึงกลัวของมันต่างหาก”
หอคอยแห่งเรือนจำ!
ชายหนุ่มนิ่งฟัง จนถึงเดี๋ยวนี้เขายอมรับว่ายังไม่รู้จักหอคอยสักเท่าใด ทว่าที่รู้คือการเป็นเจ้าของหอคอยตนต้องใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม
เขาไม่รีรอรีบสาวเท้าเดินลงไป
ไม่นานต่อมาชายหนุ่มมาถึงยังชั้นที่หก
ที่ชั้นหกนี้เปล่งประกายเจิดจ้าอะร้าอร่าม สัตว์อสูรเพียงตัวเดียวถูกคุมขังไว้ที่นี่ หน้าตาเหมือนสุนัขจิ้งจอกทว่ามีหางยาวประหนึ่งหางมังกร ยิ่งกว่านั้นบนหัวของมันมีเขางอกออกมาสองเขาแลดูคมกริบดุจใบมีดทั้งยังแผ่รังสีเย็นยะเยือกออกมาโดยรอบ
เยี่ยฉวนไม่คิดไปยุ่งกับเจ้าสัตว์อสูรตัวนี้จึงเดินเลี่ยงลงไป เมื่อเขามาถึงยังปากประตูเท่านั้นมีเสียงของเจียนจื่อไจ้บอกทันทีว่า “นี่มันจิ้งจอกปีศาจสวรรค์ เทพดาวนรกเป็นคนสร้างสัตว์อสูรชนิดนี้ ทำให้มันมีความว่องไวอย่างยิ่งอีกทั้งพละกำลังการต่อสู้มีมากมหาศาลด้วย”
ชายหนุ่มตอบทันที “ข้าไม่มีปัญญาปราบให้มันสิ้นฤทธิ์แน่!”
เสียงอีกฝ่ายพูด “ถูกของเจ้า……”
เยี่ยฉวนจึงเดินลงไปเรื่อยๆ
เขาสัมผัสได้ถึงพลังความแข็งแกร่งของจิ้งจอกปีศาจขั้นสวรรค์และลมหายใจที่ปลดปล่อยออกมาก็เหนือ
กว่าขั้นยอดอาณาจักรด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามเยี่ยฉวนประจักษ์แน่แก่ใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่สัตว์อสูรตัวนี้จะยอมจำนนต่อตนเอง
ถ้าเขาทำให้มันยอมจำนนไม่ได้ มิหนำซ้ำยังไปกระตุ้นพลังแก่กล้ารอบข้าง ตัวของเขานั่นเองที่จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา
อีกอย่างตอนนี้เขาแค่อยากเข้าไปช่วยเหลือน้องสาวออกมาโดยเร็ว!
ต่อมาเยี่ยฉวนลงมาถึงชั้นที่เจ็ด เมื่อย่างเท้าเข้าไปพลับกระแสเย็นไหลวูบลงมาจากด้านบน ในตอนนั้นเขารู้ได้ทันทีว่าลมหายใจลึกลับกำลังพุ่งเข้ามายังตนเอง
ชายหนุ่มถึงกับตะลึงงัน ใครกันที่หาเขาพบ?
พลันมีเสียงพูดปริศนาดังมาจากทางเบื้องหน้าของเขานั่นเอง “เจ้าเป็นคนหนุ่มอายุไม่เท่าไรสามารถบรรลุขั้นมหาเซียนกระบี่ แล้วยังกายาของเจ้า……สะกดไว้ด้วยโลหิตมังกร! นับว่าไม่เลว เหมาะสมกับการเป็นศิษย์ของข้า”
เยี่ยฉวนได้แต่นิ่ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกอีกครา
จากนั้นเสียงอีกฝ่ายก็ดังขึ้น “ทำไมยังยืนเฉยอยู่อีก มานี่สิ!”
ชายหนุ่มนิ่งไตร่ตรองนิดหนึ่งจากนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้ ที่นั่นเขาได้พบกับชายชราถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก หนวดเคราและเส้นผมเป็นสีขาวโพลนทั้งหมด อีกทั้งอยู่ในสภาพผมเผ้ารุงรังอย่างกับรังนกอย่างไรอย่างนั้น
ชายชราเขม้นมองตรงมาที่เยี่ยฉวนอย่างพินิจพิจารณาก่อนจะเอ่ยชมว่า “ดี ดีมาก……”
เยี่ยฉวนถามออกไปท่าทีไม่ค่อยแน่ใจนักว่า “ผู้อาวุโส ข้าขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านสักหน่อยจะได้ไหม?”
อีกฝ่ายผุดลุกขึ้นยืนทันทีและบอกกับคนตรงข้ามว่า “ทำไมยังไม่รีบคุกเข่า ยอมรับข้าในฐานะอาจารย์ของเจ้าอีก?”
เยี่ยฉวนหมดคำจะกล่าวอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้านิ่งเงียบ ชายชราจึงพูดด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง “ไอ้หนุ่ม รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร เจ้าน่ะ…”
พูดแล้วชายชราถลันพรวดเข้ามา “ช่วยข้าด้วย ถ้าเจ้าช่วยพาข้าออกไปจากที่นี่ได้ ข้าจะทำให้เจ้าได้เป็นประมุขสูงสุดแห่งดินแดนจักรวาลดาวเลยทีเดียว”
เยี่ยฉวนนิ่งอย่างตรึกตรอง จากนั้นจึงส่ายหน้า “ผู้อาวุโส ท่านออกไปเองไม่ได้หรือ?”
พลันสีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และตะโกนใส่อีกฝ่ายราวกับคนวิกลจริต “ถ้าออกไปเองได้ ข้าจะขอให้เจ้าช่วยทำซากอะไรวะ?”
คนตรงข้ามสั่นหน้า “ผู้อาวุโส ที่นี่เป็นสถานที่พิเศษ ข้าพาท่านออกไปไม่ได้หรอกขอรับ”
ชายชราจ้องเยี่ยฉวนนัยน์ตาแทบถลนออกนอกเบ้า ถึงกระนั้นก็มิได้เอ่ยว่าอะไรอีก
เยี่ยฉวนหมุนตัวและเดินกลับออกไป ทันใดนั้นเสียงของชายชราพูดขึ้นว่า “พลังที่เจ้าใช้ซ่อนลมหายใจก็คือพลังชี่โกลาหลใช่หรือไม่?”
อีกฝ่ายหยุดเดินก่อนจะหันมาตอบ “ขอรับ”
คนตรงข้ามเปรยมาว่า “เจ้ามีพลังชี่ แสดงว่าเจ้าต้องไม่ใช่ธรรมดา”
เยี่ยฉวนอีกนิ่งคิดชั่วขณะ จากนั้นจึงถามไปว่า “ท่านเป็นคนสำนักเซียนสินะ?”
เสียงอีกฝ่ายที่ถูกถามตอบรับ “ใช่!”
สำนักเซียน!
ชายหนุ่มมีท่าทีครุ่นคิดบางอย่าง พลันถามทันทีว่า “ผู้อาวุโส ท่านเคยได้ยินชื่อเจียนจื่อไจ้หรือไม่ขอรับ?”
สาเหตุที่จู่ๆ เขาถามเนื่องจากหวนนึกถึงเรื่องที่เทพจักรพรรดิเคยกล่าวไว้ขึ้นมาพอดี คนผู้นั้นเคยเล่าให้เยี่ยฉวนฟังว่าสตรีนามว่าเจียนจื่อไจ้เป็นนักสู้เยี่ยมยุทธ์ที่สุดแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์…
ทันทีที่ได้ยินคำถามของเยี่ยฉวน สีหน้าและท่าทางของชายชราเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนตรงหน้ามองชายหนุ่มด้วยแววตาฉายความหวาดกลัวอย่างชัดเจน “เหตุใดเจ้าจึงรู้จักนาง! เพราะเหตุใดเจ้าจึงรู้จัก! ทำไม!”
หัวคิ้วเยี่ยฉวนขมวดมุ่น เหตุใดชายชราแปลกหน้าจึงมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้?
ขณะนั้นคนในกรงขังชะโงกหน้าเข้ามาจนชิดลูกกรงและจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาคาดคั้น “ทำไมเจ้าจึงรู้จักชื่อของนางได้ เพราะอะไร?”
เยี่ยฉวนนึกทำนองเย้าในใจว่า “แม่นางเจียน เจ้าก็เป็นคนดังไม่ใช่เล่น!”
เสียงเจียนจื่อไจ้ตอบสวนออกมาว่า “ไม่ใช่หรอก”
พลันเสียงตวาดอย่างฉุนเฉียวของชายชราเบื้องหน้าดังขึ้น “บอกมา เหตุใดจึงรู้จักชื่อนาง?”
เยี่ยฉวนหยุดคิดจากนั้นจึงบอกไปว่า “ข้ารู้จักนาง”
เมื่อได้ฟังคำตอบชายชราถึงกับคำรามลั่น “ไม่มีทาง ไม่มีทางเป็นไปได้ นางจะรู้จักคนจรอย่างเจ้าได้อย่างไร! รู้จักได้อย่างไร!
ชายหนุ่มบอกอย่างใจเย็น “นางกับข้ารู้จักกัน”
ชายชราจ้องหน้าเยี่ยฉวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน?”
เยี่ยฉวนไม่ตอบ กลับย้อนถามอีกฝ่ายว่า “ผู้อาวุโส ท่านรู้จักนางหรือไม่?
คนตรงข้ามเงียบไม่ตอบ
เขาจึงกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่อยากพูดกับข้าเรื่องนาง งั้นข้าเห็นทีต้องขอตัว”
ว่าแล้วชายหนุ่มหันหลังกลับออกไป
พลันมีเสียงชายชราพูดดังไล่หลังมาว่า “นางคือบุตรสาวของนักบวชอาวุโสแห่งสำนักเซียน”
คนที่กำลังเดินออกไปชะงักหยุดกึก เยี่ยฉวนหันกลับมามองชายชรา ขณะที่ฝ่ายหลังพูดเรื่อยๆ ต่อไปว่า “ตอนเยาว์วัยนางก็เหมือนยอดฝีมือทั่วไป หากความที่เกิดเป็นหญิงจึงไม่เป็นที่พอใจของสำนักเซียน แม้แต่นักบวชอาวุโสเองยังดูหมิ่นในตัวนาง กระทั่งมีอยู่ปีหนึ่งจู่ๆ มารดาของนางเสียชีวิตอย่างปริศนาอยู่ภายในอารามเซียน นางอ้อนวอนนักบวชอาวุโสขอให้ฝังศพมารดาไว้ในสุสานบรรพบุรุษของสำนักเซียน ถึงกับยอมคุกเข่าต่อหน้าอารามเซียนนานอยู่นานสามวันสามคืน ถึงกระนั้น…”
เขาหยุดหัวเราะหึกับตัวเอง “มารดาของนางเป็นเพียงสาวใช้ต่ำต้อย อย่างนางหรือจะเหมาะสมแก่การฝังร่างไว้ในสุสานบรรพบุรุษ? ดังนั้นนักบวชอาวุโสจึงไม่ไยดีต่อเสียงอ้อนวอน นางจึงหอบเอาร่างไร้วิญญาณของมารดาออกจากไปสำนักเซียนและหายสาบสูญไปสิบห้าปี”
เยี่ยฉวนถามด้วยความข้องใจ “หลังจากนั้น?”
ชายชราเงียบเสียงไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า “นางกลับมาอีกครั้งเมื่อสิบห้าปีก่อน! ในวันนั้นนางเข้าไปท้าทายนักบวชอาวุโสที่หน้าอารามเซียน และเป็นคนตัดศีรษะของนักบวชผู้อาวุโสที่พลังแกร่งกล้าที่สุดของสำนักเราเสียบประจานไว้ที่หน้าอารามเซียน ที่ร้ายกาจยิ่งกว่า ในวันนั้นนางไล่เข่นฆ่ายอดฝีมือในสำนักเซียนจนเกือบทั้งสำนัก และเผาสุสานบรรพบุรุษจนวายวอดไม่เหลือ… ณ เวลานั้นพลังของเราอ่อนด้อยลงเป็นอันมาก สำนักเทพเจ้าจึงเสื่อมโทรมไป”
เยี่ยฉวนนิ่งงัน
เขาไม่เคยระแคะระคายสักนิดว่าที่แท้เจียนจื่อไจ้มาจากสำนักเซียน นอกจากนั้นยังเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัว ที่เข่นฆ่ายอดฝีมือชั้นเลิศของสำนักเซียนจนหมดทั้งสำนัก
เพียงคิดเท่านั้นเยี่ยฉวนรู้สึกเหงื่อเย็นชื้นซึมออกมาเต็มหน้าผากเลยทีเดียว
ถ้าไม่เป็นเพราะหอคอยแห่งเรือนจำ บางทีเขาคงตายไปเป็นครั้งที่ร้อยที่พันครั้งแล้วกระมัง?
ขณะนั้นชายชราทรุดลงไปนั่งกับพื้น พลางส่ายหน้าไปมาริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มขื่น “นับตั้งแต่นั้นข้าไม่เคยพบนางอีกเลย…”
คนพูดเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยฉวน “เจ้าไปพบนางที่ไหน?”
ชายหนุ่มไม่ตอบแต่พูดด้วยเสียงอ่อนเบา “ผู้อาวุโสขอรับ ข้ามีธุระต้องไปจัดการ เช่นนั้นต้องขอตัว”
ว่าแล้วเยี่ยฉวนหันหลังกลับไปทันที
ชายชราคนข้างหลังมองตาม เวลานี้เขาไม่ได้ยับยั้งอีกฝ่ายแต่อย่างใด
ระหว่างทางเดินลงไปยังชั้นที่แปด เยี่ยฉวนเอ่ยในใจว่า “แม่นางเจียน เจ้าเป็นคนสำนักเซียนใช่ไหม?”
เจียนจื่อไจ้พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ “ไม่เกี่ยวอะไรเจ้าไม่ใช่หรือ? อย่ามัวยุ่งเรื่องของคนอื่น เรื่องของตัวเองจัดการให้รอดก่อนดีกว่า”
เยี่ยฉวนบิดมุมปากยกยิ้ม “ข้าแค่สงสัย ถามหน่อยเดียว!”
ไม่มีเสียงตอบจากสตรีอีกเลย
อีกฝ่ายจึงพลอยเงียบไปด้วย เยี่ยฉวนเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกไม่นานได้มาถึงยังทางเข้าชั้นที่แปด
บริเวณทางเข้าชายหนุ่มหยุดนิ่ง เขายืนเฉยอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นจึงก้าวต่อไป
ต่อมาเยี่ยฉวนมาถึงยังชั้นที่แปด
บนชั้นแปดค่อนข้างเงียบ ทั้งปรากฏลมหายใจเย็นเยียบวนเวียนอยู่รอบตัว และทั้งบริเวณมีแต่ความเงียบสงัด
เยี่ยฉวนเดินตรงเข้าไป ขณะนั้นเขายังใช้พลังชี่โกลาหลซ่อนลมหายใจของตนไว้
จู่ๆ เจียนจื่อไจ้โพล่งขึ้นมาอย่างทันที “เวลานี้แดนแห่งไฟชำระมีฐานะเป็นแดนไร้เจ้าของ อีกทั้งดูเหมือนกำลังอยู่ในสภาวะหลับลึกเสียด้วย จัดการกำราบให้อยู่หมัดเสียเลยเป็นไง?”
เยี่ยฉวนถามเสียงเรียบ “ข้าจะใช้สิ่งนี้ทำอะไรได้บ้าง?”
อีกฝ่ายนิ่งคิดชั่วขณะและพูดต่อไปว่า “แม้ว่าเจ้าจะมีหอคอยแห่งเรือนจำอยู่แล้วแต่ตอนนี้ยังควบคุมมันไม่ได้ ทว่าสำหรับแดนแห่งไฟชำระเจ้าสามารถทำได้ ถ้าเจ้าควบคุมได้ก็จะใช้ในการเข้าไปยังดินแดนจักรวาลดาวนรกได้ เอ่อ…”
เสียงพูดชะงักหยุดไปเสียเฉยๆ
ชายหนุ่มเอะใจ “เหตุใดข้าจึงต้องไปดินแดนจักรวาลดาวนรก?”
เจียนจื่อไจ้เสียงเฉย “เผื่อว่าเจ้าอยากแวะไปเที่ยวชมบ้าง เป็นสถานที่ที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะและไม่ใส่ใจจะต่อล้อต่อเถียงกับนางอีกต่อไป จึงเดินหน้าต่อซึ่งยิ่งเขาเดินไกลมากเท่าใด ยิ่งสัมผัสได้ถึงลมหายใจแข็งแกร่งเย็นเฉียบมากขึ้นทุกขณะ ทันใดนั้นเยี่ยฉวนรู้สึกความเจ็บปวดเสียดแทงอย่างกะทันหัน ประหนึ่งถูกแท่งน้ำแข็งเย็นเฉียบทิ่มแทงทั่วร่าง
เสียงของสตรีดังขึ้นในหัว “ถ้าเจ้ามีแดนแห่งไฟชำระ เมื่อกระตุ้นใช้งานเจ้าจะทำให้ดินแดนจักรวาลดารากลายเป็นนรกได้ชั่วพลิกฝ่ามือ ภายในแดนแห่งนี้อัดแน่นไปด้วยพลังชี่มรณะซึ่งน่ากลัวมาก เพียงปลดปล่อยพลังงานออกมาครั้งเดียว ความน่าสะพรึงกลัวจนไม่อาจบรรยาย ยิ่งกว่านั้นถ้าข้าจำไม่ผิด ลึกเข้าไปในแดนแห่งไฟชำระมีกระบี่อยู่เล่มหนึ่งซึ่งมีอิทธิฤทธิ์สยบดวงทิพย์วิเศษและภูตผีทั้งปวง ถ้าเจ้านำมาได้และใช้ควบคู่กับหนึ่งกระบี่พิฆาตวิญญาณของเจ้า ชิ…”
ตอนนั้นเยี่ยฉวนหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ไกลออกไปมากนักที่เสาสูงมีสตรีถูกมัดติดไว้กับโคนเสา
แขนและขาของนางถูกตรึงด้วยตะปูอย่างแน่นหนา ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนร่างกายได้แม้แต่น้อย
เมื่อมองเห็นร่างของสตรี เยี่ยฉวนสีหน้าเต็มไปด้วยความฉงนงงงัน
ใบหน้านั้นทั้งมีความคุ้นตาและเหมือนคนแปลกหน้าในเวลาเดียวกัน



