บทที่ 721 ข้าเป็นคนฉลาดล้ำเลิศ! (ต้น)
เบื้องหน้าเยี่ยฉวน สัตว์อสูรจ้อยจ้องเขม็งตรงมาแววตาแฝงเจตนามุ่งร้ายฉายเต็มเปี่ยมอย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าก่อความรำคาญเคืองให้กับมัน
ทว่าไม่ช้าไม่นานแววตาเข่นฆ่าก็จางหายไป
สัตว์อสูรจ้อยถอยหลังกลับไปที่ไกล “มนุษย์ ไหนบอกข้ามาสิว่าเหตุใดนางจึงรับมนุษย์อย่างเจ้าเป็นศิษย์”
เยี่ยฉวนยืดอกขณะพูดด้วยน้ำเสียงเป็นจริงเป็นจัง “เพราะข้าเป็นคนฉลาด! ฉลาดล้ำเลิศมากๆ!”
เสียงกระแนะกระแหนอย่างอดรนทนไม่ไหวของเจียนจื่อไจ้ดังออกมาจากหอคอยแห่งเรือนจำ “ขอร้องล่ะอย่าหน้าด้านไปมากกว่านี้เลย”
ชายหนุ่ม “……”
ได้ฟังคำตอบของเยี่ยฉวน เจ้าสัตว์อสูรจ้อยถึงกับเหลือกตาไปมาพลางมองคนตรงหน้าอยู่พักใหญ่จากนั้นจึงถอยกลับเข้ามุมที่เดิมโดยไม่กล่าวอะไรอีก
เยี่ยฉวนเมื่อเห็นเช่นนั้นค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง ชายหนุ่มหันกลับไปพูดกับตู๋กูเสวียนว่า “ฝากท่านแม่ดูแลน้องหลิงด้วย”
จากนั้นคนพูดหันหลังทำท่าจะออกจากที่นั่น
ทันใดนั้นตู๋กูเสวียนดึงแขนของเขาไว้ “เจ้าจะไปที่ตระกูลตู๋กูงั้นหรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ
มารดาจึงบอกเป็นทำนองเพื่อเตือนสติบุตรชายว่า “แม้ว่าตอนนี้ประมุขของตระกูลตู๋กูทั้งสองคนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ตระกูลตู๋กูยังคงความแข็งแกร่งอยู่เหมือนเดิม”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ข้ารู้ดี”
ตู๋กูเสวียนนิ่งหน้าเล็กน้อย “รู้อย่างนี้แล้วยังไปที่นั่นงั้นหรือ?”
คนตอบเสียงแผ่วทว่าหนักแน่น “พวกมันทำร้ายน้องข้า!”
ว่าแล้วไม่รอช้า ชายหนุ่มหันขวับและหายออกไป
คนข้างหลังได้แต่มองตาม ตู๋กูเสวียนนิ่งงัน
ไม่นานต่อมาเยี่ยฉวนค่อยเล็ดลอดออกจากแดนแห่งไฟชำระ
ในเวิ้งจักรวาลดารา เยี่ยฉวนกวาดตามองไปในบริเวณ ท่ามกลางความมืดมิดยังปรากฏยอดฝีมือให้เห็นอยู่ทั่วไป
ชายหนุ่มแอบอยู่เงียบเชียบเป็นครู่และหลังจากนั้นจึงหายลับไปทันที
ราวหนึ่งถ้วยชาให้หลัง ปรากฏว่ามีร่างไร้วิญญาณราวสิบกว่าร่างตายเกลื่อน ซ้ำทุกร่างถูกกวาดทรัพย์สินไปจนเกลี้ยง
ถูกลอบสังหาร!
การเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อย่างตระกูลตู๋กู แน่นอนว่าเยี่ยฉวนไม่เลือกต่อสู้แบบซึ่งหน้า!
ในเมื่อไม่อาจเผชิญหน้าสู้ เขาจำต้องเลือกใช้วิธีลอบสังหาร!
ครู่ต่อมา เยี่ยฉวนหายวับไปจากสถานที่เกิดเหตุ
หลังจากที่เยี่ยฉวนออกไปเพียงไม่นาน จู่ๆ ปรากฏร่างเงาดำทะมึนอยู่เหนือแดนแห่งไฟชำระ ร่างเงาหยุดนิ่งขณะมองไปที่แดนแห่งไฟชำระครู่หนึ่งก่อนมีเสียงพึมพำขึ้นว่า “หอคอยปรากฏแล้ว…แจ้งท่านประมุข”
ร่างเงาหันกลับและหายวับไป
…
ในจักรวาลดาราโพ้นไกล ปรากฏอารามหลังหนึ่ง เหนือยอดอารามแห่งนั้นมีมังกรเก้าตัวบินโฉบฉวัดเฉวียนไปมา
อารามเว่ยหยาง!
สถานที่นี้คืออารามจักรวาลดาวเว่ยหยาง กองกำลังชั้นหนึ่งแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางนั่นเอง!
ภายในหอโถง สตรีร่างเล็กบอบบางนั่งหลับตานิ่ง ไม่ไกลจากที่นั่นมีบุรุษสวมชุดดำสนิทนั่งก้มหน้าคุกเข่าลงกับพื้น
หลังจากเงียบไปชั่วขณะ สตรีร่างบอบบางลืมตาขึ้นทันควัน พลันสายตาเบนมองไปยังชายสวมชุดดำเบื้องหน้าขณะสีหน้าเรียบเฉยปราศจากความรู้สึก “แน่ใจหรือ?”
ชายสวมชุดดำรีบตอบโดยเร็ว “เขามาที่ดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางแล้ว ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าจะถูกตระกูลตู๋กูหมายหัว นอกจากตระกูลตู๋กูก็มี ตระกูลกู่ ตระกูลเหยียน และยังมีเขตนักบุญ สำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือและสำนักยุทธ์ฝ่ายใต้ต่างมีการเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน”
คนพูดเงยหน้าขึ้น สายตามองตรงไปยังเด็กหญิง “ฝ่าบาท เกล้ากระหม่อมเห็นว่าเราน่าจะลองดูสักตั้งและฉวยชิงเอาสมบัติล้ำค่ามาเสีย”
เด็กหญิงมองชายสวมชุดดำด้วยสายตาแน่วนิ่ง “อารามเว่ยหยางไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
อีกฝ่ายเมื่อได้ยินเข้าถึงกับตะลึงจากนั้นจึงรีบลนลานตอบรับ “รับทราบพะย่ะค่ะ!”
พูดจบ คนพูดถอยกลับไปอย่างเงียบเชียบ
หลังจากชายสวมชุดดำออกไปแล้ว เด็กหญิงจึงหลับตาลงช้าๆ
ในจิตส่วนลึก ร่างหนึ่งล่องลอยอ้อยอิ่ง…
…
ตระกูลตู๋กู
ในฐานะตระกูลใหญ่หนึ่งในสามแห่งดินแดนสวรรค์ จึงเป็นธรรมดาที่ตระกูลตู๋กูจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั้งดินแดนสวรรค์ ดังนั้นเยี่ยฉวนสามารถสืบถามหาตำแหน่งที่ตั้งของตระกูลตู๋กูได้อย่างไม่ยากเย็น
ณ เมืองโหย่ว
เมืองโหย่วแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองในสังกัดของตระกูลตู๋กู ตระกูลตู๋กูตั้งอยู่ที่เมืองนี้นั่นเอง
เยี่ยฉวนลอบเข้าไปในเมืองโหย่ว ขณะนั้นเขาเดินไปบนถนนอย่างช้าๆ
จู่ๆ เจียนจื่อไจ้ถามขึ้นว่า “เจ้ายอมทำทุกอย่างเพื่อน้องคนนี้สินะ?”
ชายหนุ่มย้อนถาม “เจ้าจะพูดอะไร?”
เสียงพูดบอกคนพูดพลางยิ้ม “เปล่า แค่อยากเตือนเจ้าว่า หนทางข้างหน้าอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงจะกลายเป็นอุปสรรคและข้อบกพร่องของเจ้า”
เยี่ยฉวนหยุดเดินและโต้กลับเสียงในใจว่า “แม่นางเจียน ขอโทษนะที่ต้องพูดอย่างนี้ ถ้าแม่ของเจ้าฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าจะละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อฝึกบ่มเพาะพลังชี่ไหม?”
ไม่มีเสียงตอบจากเจียนจื่อไจ้
เยี่ยฉวนกล่าวต่อไปว่า “ในเมื่อมีชีวิตอยู่ข้าปรารถนาความแข็งแกร่ง ปรารถนาที่จะเห็นโลกมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและยังปรารถนาในอำนาจทำลายล้างโลกให้พินาศได้ในหนึ่งกระบวนท่า……ทว่าสิ่งที่ข้าปรารถนามียิ่งกว่าคือการมีสหายและคนรอบข้างมีชีวิตรอด ถ้าปราศจากพวกเขาเสียแล้ว การบรรลุพลังขั้นสุดยอดเต๋าแห่งกระบี่จนสำเร็จจะมีความหมายอะไร?”
ว่าแล้วคนพูดเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
เจียนจื่อไจ้พูดขึ้นว่า “สำหรับเจ้าการมีชีวิตยืนยาวและเต๋าไม่ใช่สิ่งสำคัญงั้นหรือ?”
ชายหนุ่มยิ้มในหน้า “ทั้งสองอย่างมีความสำคัญอยู่แล้ว ทว่าน้องของข้าสำคัญกว่าเท่านั้น”
ขณะที่พูดนั้นเขาเงยหน้ามองไปยังทิศที่ไกลออกไป “ตระกูลตู๋กูจับน้องข้าไปมิหนำซ้ำยังทำให้นางเจ็บ……ข้าจะให้พวกมันเจ็บกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า”
อีกฝ่ายเปรยเสียงแผ่ว “พวกคลั่งรักพี่รักน้อง……”
ขณะนั้นเยี่ยฉวนมาถึงยังหน้าคฤหาสน์ของตระกูลตู๋กูพอดี
อาคารหลังใหญ่มหึมาดูละม้ายคล้ายกับวังหลวง
เยี่ยฉวนมองดูที่หมายพลางยิ้มยกมุมปาก และทันใดนั้นชายหนุ่มหายวับไปจากสถานที่ทันที
ต่อมาไม่เกินหนึ่งถ้วยชาให้หลัง ภายในบริเวณคฤหาสน์ตระกูลตู๋กู จู่ๆ มีคนถูกฆ่าตายอย่างเป็นปริศนา
คนในตระกูลตู๋กูต่างตื่นตะลึง!
ไม่นานต่อมาได้ปรากฏอีกสองศพที่บริเวณทางเดินภายในคฤหาสน์ตระกูลตู๋กู
คนที่ตายล้วนแต่เป็นคนของตระกูลตู๋กูนั่นเอง!
เวลาต่อมามีชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู ท่าทีกำลังกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณแววตาเย็นเยียบ และหยุดนิ่งอยู่ที่นั่นมิได้ออกไปในทันที
เพียงไม่นาน ปรากฏว่ามีคนถูกสังหารอีกรายในบริเวณคฤหาสน์ตระกูลตู๋กู ซึ่งเกิดเหตุไม่ห่างจากที่ชายชรายืนอยู่เท่าใดนัก
เมื่อเห็นเช่นนั้นสีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนไปทันที



