บทที่ 727 พี่จะต้องไปฆ่าใครบางคน! (ต้น)
ทันใดนั้นเจ้าสัตว์อสูรพุ่งเข้าจู่โจมชายชรากู่ซิว ฝ่ายหลังเมื่อเห็นเข้าถึงกับหน้าตื่นด้วยความตกใจและถอยหลังกรูดอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามสัตว์อสูรจ้อยมีความว่องไวกว่ามาก เพียงพริบตาเดียวมันออกมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าแล้ว
ยามนี้กู่ซิวตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อตกอยู่ในภาวะวิกฤตร้ายแรงเขามีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวในการละทิ้งกายเนื้อจึงฟาดฝ่ามือข้างขวาเปรี้ยงเข้าที่บริเวณกลางลำตัวของตนเอง
ตูม!
ร่างกายของชายชราระเบิดแหลกทันที จากนั้นร่างวิญญาณของเขาทะยานหนีไปอย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้นเองปรากฏลำแสงกระบี่แทงพรวดเข้าใส่ร่างวิญญาณ
หนึ่งกระบี่ชี้ชะตา!
หลังจากได้เห็นตัวอย่างจากตู๋กูเฝิงก่อนหน้า เยี่ยฉวนจึงเตรียมการไว้พร้อมแล้ว ดังนั้นเมื่อสัตว์อสูรตัวจ้อยเริ่มเปิดการจู่โจม ชายหนุ่มจึงเตรียมการป้องกันกู่ซิวละทิ้งกายเนื้อและหลบหนีไปด้วยร่างวิญญาณ
เมื่อเผชิญหน้ากับหนึ่งกระบี่ชี้ชะตา นัยน์ตาของกู่ซิวเบิกกว้าง แววตาบ่งชัดว่าเจ้าตัวไม่อยากเชื่อต่อสิ่งที่เห็น ด้วยไม่คาดคิดว่าสัตว์อสูรจ้อยจะกล้าจู่โจมและอีกใจหนึ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดมันจึงลงมือ
เขาไม่อาจหาคำตอบเลยแม้ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต
หลังจากที่กู่ซิวถูกสังหารแล้ว เยี่ยฉวนดึงกระบี่กลับพร้อมกับหยิบแหวนของสำนักพลังสันโดษ ออกมาใช้ดูดเอาพลังวิญญาณของกู่ซิวอย่างบ้าระห่ำ
สำหรับเขาสิ่งนี้เปรียบได้กับยาชูกำลังขนานเอก แม้สรรพคุณจะไม่ได้ทำให้พละกำลังเพิ่มพูนในทันทีทันใด หากค่อยๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ ในภายหน้าจะเกิดผลอย่างมากมหาศาลโดยเฉพาะต่อจิตวิญญาณของตัวเอง!
อีกฟากหนึ่ง สัตว์อสูรจ้อยยืนมองพฤติกรรมของชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงล่าถอยกลับเข้ามุมตามเดิม
มันเกิดความหวาดกลัวต่อเยี่ยฉวน อันที่จริงมันกลัวสตรีผู้นั้นต่างหาก
ผู้มีนามว่าเจียนจื่อไจ้!
สตรีชื่อนี้……มันไม่อยากนึกถึงนางอีกต่อไป อย่ายุ่งกับนางดีกว่า! เพราะฉะนั้นทันทีที่ได้ยินเยี่ยฉวนขอความช่วยเหลือ ชายหนุ่มขอให้สตรีผู้นั้นมาช่วยเช่นนั้นมันจึงได้ออกจู่โจมโดยไม่รีรอ
เวลานั้นมันหวังแต่เพียงอย่างเดียวว่าเยี่ยฉวนกับคนอื่นๆ จะออกไปจากที่นี่เสีย ไปกันให้หมดโดยเร็ว!
ในที่ห่างออกไป เยี่ยฉวนใช้แหวนพลังสันโดษดูดพลังวิญญาณของกู่ซิว เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มยอมรับว่ารู้สึกสบายกายขึ้นเป็นอันมาก!
ความรู้สึกผ่อนคลายประหนึ่งวิญญาณกำลังล่องลอยก็มิปาน
หลังจากที่เขาจัดการเก็บแหวนพลังสันโดษแล้วจึงหันไปบอกกับตู๋กูเสวียนและเยี่ยหลิงว่า “พวกท่านรออยู่ที่นี่ ข้าจะออกไปดูข้างนอกสักประเดี๋ยว”
เยี่ยหลิงรีบถลันเข้ามาคว้าแขนของคนพี่ชาย “ข้าจะไปด้วย!”
ชายหนุ่มใช้มือขยี้ผมของอีกฝ่ายเบาๆ “เด็กดี รอพี่อยู่ที่นี่ล่ะ”
เด็กหญิงสั่นศีรษะรวดเร็ว
คนพี่ชายหัวเราะในลำคอ “เมื่อเจ้าแข็งแรงกว่านี้ค่อยออกไปต่อสู้ด้วยกัน ตกลงไหม?”
อีกฝ่ายไม่ตอบได้แต่ก้มหน้างุด ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของนางในเวลานี้
เยี่ยฉวนลูบศีรษะของเยี่ยหลิงอย่างแผ่วเบา “คอยพี่อยู่ที่นี่ อย่าได้รังเกียจนางด้วย เข้าใจที่พี่พูดไหม?”
คนเป็นน้องเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยฉวน “ไม่! ถ้าไม่ใช่เพราะนาง พี่ชายก็ไม่ต้องลำบากอย่างนี้ ข้าไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด!”
จากนั้นนางก็เริ่มร้องไห้แผ่วเบา
ตนไม่เคยลืมเวลาที่พี่ชายต้องเผชิญกับความยากลำบากตลอดมา การที่เขาต้องพบกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสก็เป็นเพราะสตรีคนนี้ที่ทิ้งพวกเขาไปนั่นเอง!
ถ้าสตรีผู้นี้ไม่ทิ้งนางสองพี่น้อง พี่ชายก็คงไม่ต้องพบกับความยากลำบากอย่างนี้
ความรู้สึกเกลียดชังสตรีผู้นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่นางยังเป็นเด็กน้อย!
เกลียดสตรีผู้นี้ที่ทำกับพี่ชาย!
ไม่ห่างไปนักทางด้านหลัง เมื่อตู๋กูเสวียนได้ยินเยี่ยหลิงเอ่ยถึงตนเช่นนั้น นางรู้สึกเจ็บปวดและรวดร้าวจนยากจะอธิบาย
เยี่ยฉวนใช้มือเช็ดน้ำตาที่เปียกแก้มของเยี่ยหลิงอย่างแผ่วเบาพลางพูดยิ้มๆ ว่า “น้องรู้ไหมว่าท่านแม่ทิ้งเราไปเพราะต้องการช่วยชีวิตพวกเรา?”
เด็กหญิงมองคนพูดนิ่ง ขณะที่เสียงฝ่ายนั้นยังพูดต่อไปว่า “ความจริงนางไม่จำเป็นต้องทำอะไรก็ได้ ตรงกันข้ามนางยอมถูกขังอยู่ในนี้นานนับสิบปีเพื่อที่จะปกป้องพวกเรา……เราต่างหากที่เป็นหนี้บุญคุณของนาง เข้าใจที่พี่พูดไหม?”
เมื่อได้ฟังเยี่ยฉวนพูดเช่นนั้น น้ำตาของตู๋กูเสวียนก็ไหลพราก
ไกลออกไปเสียงเยี่ยฉวนพูดว่า “พี่เลิกเกลียดแม่แล้วจึงหวังว่าน้องจะคิดเหมือนกัน ได้หรือไม่เยี่ยหลิง?”
เยี่ยหลิงนิ่งเงียบและไม่พูดอีกเลย
คนผู้เป็นพี่ชายยิ้มพลางบอกว่า “เจ้าคอยพี่ที่นี่ พี่จะต้องไปฆ่าใครบางคน!”
ว่าแล้วคนพูดหมุนตัวกลับและไม่นานก็ลับหายไป
ภายหลังจากที่เยี่ยฉวนออกไปแล้ว ตู๋กูเสวียนเดินเข้าไปใกล้เยี่ยหลิงซึ่งยังคงยืนก้มหน้านิ่งไม่พูดไม่จาดุจเดิม
เสียงของสตรีผู้เป็นมารดาพูดเบาๆ ว่า “แม่เข้าใจดีที่ลูกจะเกลียดแม่ แม่จะขอโอกาสอีกสักครั้งได้หรือไม่? ขอโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดที่ทำไว้กับพวกเจ้า”
เด็กหญิงยังคงก้มหน้าโดยไม่เอ่ยปากสักคำ
มารดาเอื้อมมือไปจับเด็กหญิงบุตรสาวและฝ่ายหลังพยายามดึงมือกลับ อย่างไรก็ตามตู๋กูเสวียนจับมือเล็กๆ คู่นั้นไว้จนแน่น เมื่อเยี่ยหลิงพยายามดึงมือออกอีกครั้งแต่ไม่เป็นผลจึงเฉยเสีย
เมื่อเห็นเช่นนั้นคนมารดาจึงค่อยยิ้มออก……
และในที่ไม่ไกลนัก เจ้าสัตว์อสูรจ้อยมีสีหน้าหมองหม่นลงเล็กน้อย!
ป่านฉะนี้แล้วเยี่ยฉวนกับสตรีทั้งสองก็ไม่ได้จากไปไหน……เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่หลบภัยนั่นเอง!
อันเป็นความตั้งใจของเยี่ยฉวน!
ชัยภูมิแห่งนี้เหมาะสำหรับเป็นที่ต่อสู้และป้องกันไปในตัว
ออกจากแดนแห่งไฟชำระแล้ว เยี่ยฉวนตรงไปยังตระกูลตู๋กูทันที!
การที่ชายหนุ่มไม่ยอมเลิกราเรื่องตระกูลตู๋กูย่อมเป็นธรรมดาอยู่แล้ว!
ด้วยตู๋กูเหลียนยังไม่ตาย!
ทันทีที่ก้าวออกจากบริเวณแดนแห่งไฟชำระ เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่พุ่งเข้าใส่!
ประสาทรับรู้เหตุที่เกิดขึ้น พลันสีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนทันที!
ด้วยในขณะนั้นเขากำลังซ่อนกายโดยพลังชี่โกลาหล!
ถึงกระนั้นฝ่ายตรงข้ามยังพุ่งเข้ามาถึงตัวได้!
เยี่ยฉวนเกือบจะหมุนตัวหันหลังและย้อนกลับเข้าไปในแดนแห่งไฟชำระ ขณะนั้นเองลำแสงตาข่ายแผ่กระจายเหนือแดนแห่งไฟชำระทันที จากนั้นช่องอากาศที่อยู่รอบตัวของเขาบังเกิดการสั่นไหวรุนแรงขึ้นทุกขณะ ลำแสงจำนวนมากมายมหาศาลค่อยแผ่กางกั้นปิดล้อมคนทีละชั้นๆ จนหมดทุกด้าน!
ยามนี้ชายหนุ่มกลายเป็นเป้านิ่ง!
เขารับรู้สถานการณ์ของตนเอง สีหน้าแปรเปลี่ยนเคร่งเครียดก่อนจะเรียกกระบี่เซียนหลิงออกมาถือไว้ ในตอนนั้นเองเบื้องหน้าที่ไม่ห่างออกไปเท่าใดนักปรากฏร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
ชายผู้นี้สวมผ้าคลุมสีเทาผืนใหญ่ไว้ที่ด้านหลัง ในมือถือพัดสีดำและมีดวงตาเพียงข้างเดียว



