Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 739

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 739 ข้าดูไร้ตัวตนในสายตาเจ้าหรือ?

C

การบำเพ็ญเพียรฝึกตนในครั้งนี้ คือการฝึกย้อนกลับ!

การย้อนกลับนี้เป็นการถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า

หรือก็คือ แม้ว่าขั้นพลังของเขาคือขั้นพลังลมปราณแปรผัน ทว่าสภาพจิตใจของเขาคือ ขั้นทลายสุญตา ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่เขาได้รับเมื่อขั้นพลังของเขาเปลี่ยนจากขั้นทลายสุญตาเป็นพลังลมปราณแปรผันนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของเขาตลอดมา

ขั้นพลัง!

กล่าวง่ายๆ คือ ขั้นพลังนั้นคือขอบเขตและสิ่งที่เขาต้องทำในขณะนี้คือการกระโจนออกจากขอบเขตนี้

เต๋าแห่งกระบี่ก็เช่นกัน!

ทว่าเขาไม่เคยใช้วิธีนี้ สตรีในชุดเรียบง่ายไม่ได้พูดเรื่องนี้กับเขาเช่นกัน นี่เป็นวิธีที่เขาคิดได้เอง

ณ ที่นั้น เยี่ยฉวนสูดหายใจเข้าลึกๆ ในเวลานี้เขาไม่สับสนอีกต่อไป

สติของเขาแจ่มชัดและสภาพจิตใจของเขาก็สงบ!

เยี่ยฉวนลุกขึ้นยืน ในขณะนี้เขาอยู่ขั้นพลังลมปราณแปรผัน!

เขาไม่ได้กลับไปที่ขั้นทลายสุญตา เพราะเขารู้สึกว่ามีช่องว่างเล็กๆ ก่อนที่เขาย้อนคืนไป และมันมักมีช่องว่างเล็กๆ ก่อนที่เขาจะถึงขีดจำกัดในแต่ละขั้นพลังเสมอ

อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีทางเติมเต็มช่องว่างในเวลาอันสั้น ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะอยู่ในขอบเขตที่เขาไปถึงได้ในขณะนั้น

ดูเหมือนเขาจะคำนึงถึงบางสิ่งได้ ทันใดนั้นเขาก็กางฝ่ามือออก กระบี่ปรากฏขึ้นอย่างเงียบๆ

กระบี่เซียนหลิง!

เมื่อมองไปที่กระบี่เซียนหลิงในมือ เยี่ยฉวนยิ้มและเก็บมันไว้ จากนั้นเขาก็มองไปที่กระบี่เจิ่นหุนตรงหน้า

เขาไม่เอ่ยสิ่งใด!

เยี่ยฉวนหันหลังกลับและจากไป เขาเดินช้ามากเพราะอาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายดี เมื่อเขากำลังจะออกไป กระบี่เจิ่นหุนข้างหลังเขาก็สั่นสะท้าน จากนั้นมันก็เปลี่ยนเป็นลำแสงสีดำทมิฬและทะยานวาบไปหาเขา

เยี่ยฉวนมองไปที่กระบี่เจิ่นหุนซึ่งยามนี้อยู่ข้างหน้า หลังจากเงียบไปนาน เขาก็พูดว่า “เจ้าอยากติดตามข้าหรือไม่?”

กระบี่เจิ่นหุนสั่นสะท้าน

เยี่ยฉวนยิ้ม “ดี”

ว่าเสร็จก็เอื้อมมือไปหยิบกระบี่และเดินออกไป

หากดอกไม้นั้นหอม เหล่าผีเสื้อก็จะเข้าหาด้วยความเต็มใจ!

เมื่อเยี่ยฉวนเดินออกจากแดนแห่งไฟชำระ ตู๋กูเสวียนก็รีบบินไปหาเขาอย่างรีบร้อน ยามที่เห็นท่าทางกังวลใจของคนเป็นมารดา เยี่ยฉวนจึงกล่าวยิ้มๆ “ทุกสิ่งเรียบร้อยดี”

ตู๋กูเสวียนพูดเบาๆ “จริงหรือ?”

คนลูกพยักหน้า “ข้าจะไม่โกหกท่าน”

ตู๋กูเสวียนกำลังจะพูดอะไรออกมา ทว่าท้องฟ้าก็บังเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในระยะไกลเสียก่อน จากนั้นบุรุษหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น

เมื่อตู๋กูเสวียนเห็นบุรุษผู้นี้ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “ตู๋กูเหลียน!”

ด้านหนึ่งเจียนจื่อไจ้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เขาไม่ใช่ตู๋กูเหลียน!”

ตู๋กูเสวียนมองไปที่เจียนจื่อไจ้ที่พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ร่างกายเขาเป็นของตู๋กูเหลียน ทว่าวิญญาณของเขาไม่ใช่!”

ตู๋กูเสวียนมองไปที่ตู๋กูเหลียนอีกครั้ง จากนั้นนางก็พบว่าการแสดงออกของคนตรงหน้านางค่อนข้างแตกต่างจากเมื่อก่อน

‘ตู๋กูเหลียน’ จ้องมองเจียนจื่อไจ้ด้วยใบหน้าที่เสแสร้ง “ขอทราบนามของเจ้าได้หรือไม่?”

คนถูกถามกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจียนจื่อไจ้”

‘ตู๋กูเหลียน’ ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าไม่เคยได้ยินชื่อท่าน”

เจียนจื่อไจ้มุมปากกระตุก “แน่นอนว่าเจ้าไม่เคย”

‘ตู๋กูเหลียน’ พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เหตุใดท่านจึงทำลายตระกูลตู๋กูของเรา?”

เจียนจื่อไจ้ตกตะลึงและหัวเราะ “เจ้าคิดผิดแล้ว ข้าไม่ใช่ผู้ที่ทำลายตระกูลตู๋กูของเจ้า!”

เมื่อกล่าวถึงสิ่งนี้นางชี้ไปที่เยี่ยฉวนที่อยู่ด้านล่าง “เป็นเขา!”

‘ตู๋กูเหลียน’ มองไปตามมือคน ยามที่เขาเห็นเยี่ยฉวน คิ้วก็พลันขมวดขึ้น “เจ้ามีสายเลือดของตระกูลตู๋กู!”

เยี่ยฉวนไม่เอ่ยอันใด

‘ตู๋กูเหลียน’ มองตู๋กูเสวียนอีกครั้ง “แล้วก็เจ้ามาจากตระกูลตู๋กูของเราด้วย!”

ตู๋กูเสวียนกล่าวด้วยเสียงต่ำ “ท่านคงเป็นวิญญาณของบรรพบุรุษของพวกเรา”

‘ตู๋กูเหลียน’ พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ในเมื่อเจ้าทั้งสองมาจากตระกูลตู๋กูของเรา เหตุใดเจ้าจึงทำลายตระกูลตู๋กูกัน?”

ตู๋กูเสวียนหัวเราะเบาๆ “ท่านจะรู้เหตุผล หากท่านเสาะหาเอาในความทรงจำของตู๋กูเหลียน”

‘ตู๋กูเหลียน’ มองไปที่ตู๋กูเสวียน หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ค่อยๆ หลับตาลง

ไม่นานนัก ‘ตู๋กูเหลียน’ ก็ลืมตาขึ้นทันใด ในขณะนั้น ‘เขา’ รู้สาเหตุและผลที่ตามมาของเรื่องราวทั้งหมด

เจียนจื่อไจ้มองไปที่ ‘ตู๋กูเหลียน’ ที่อยู่ต่อหน้านางและยิ้มโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

ครู่ต่อมา ตู๋กูเหลียนมองลงมาที่เยี่ยฉวนด้วยสายตาที่เย็นชา “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เจ้าเองก็มีสายเลือดของตระกูลตู๋กูของเรา ทว่าเจ้าสังหารคนในตระกูลของเจ้าอย่างป่าเถื่อน เจ้า…”

เยี่ยฉวนพูดขึ้นมาทันทีว่า “พวกเขาสามารถสังหารข้าได้ ทว่าข้าไม่สามารถสังหารพวกเขาได้หรือ?”

‘ตู๋กูเหลียน’ หรี่ตาลงเล็กน้อย “ใจของเจ้าไม่ได้อยู่ในตระกูลตู๋กู ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่”

หลังจากนั้น เขากำลังจะเริ่มการโจมตี ในเวลานั้นเจียนจื่อไจ้ก็พูดด้วยรอยยิ้มทันทีว่า “ข้าดูไร้ตัวตนในสายตาเจ้าหรือ?” จากนั้นนางก็ตบมือไปข้างหน้า

ก่อนที่ ‘ตู๋กูเหลียน’ จะตอบรับ เขาถูกโยนออกไปกว่าหลายร้อยจั้งในทันที! ไม่เพียงเท่านั้น ร่างกายของเขาก็แตกเป็นเสี่ยงๆ และเหลือเพียงวิญญาณเท่านั้น!

สองดวงวิญญาณ!

หนึ่งคือวิญญาณของตู๋กูเหลียน และอีกดวงคือวิญญาณของบรรพบุรุษของตระกูลตู๋กู

บรรพบุรุษของตระกูลตู๋กูตกตะลึง จากนั้นก็มองไปยังเจียนจื่อไจ๋ซึ่งอยู่ไม่ไกลด้วยความหวาดกลัว “เจ้า……เจ้าเป็นใครกัน?”

เจียนจื่อไจ้แสยะยิ้ม “คนที่เจ้าไม่สมควรจะทำให้รำคาญ”

หลังจากนั้นนางยื่นมือไปคว้าอากาศ แล้ววิญญาณของบรรพบุรุษของตระกูลตู๋กูก็ถูกนางจับด้วยเงื้อมมือของนาง ในเวลาต่อมานางก็บีบเค้นมันเบาๆ

ฟึบ!

วิญญาณของบรรพบุรุษของตระกูลตู๋กูกลายเป็นความว่างเปล่าไปในบัดดล

ด้านหนึ่ง สีหน้าของตู๋กูเหลียนเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาหันกลับและหนีไป ทว่าสัตว์อสูรตัวน้อยที่อยู่ด้านล่างกระโจนใส่เขาในทันที ไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากด้านหนึ่ง

เยี่ยฉวนมองไปที่สัตว์อสูรตัวน้อยที่กำลังเลียริมฝีปากของมันอย่างตะกละตะกลาม บัดนี้วิญญาณของตู๋กูเหลียนถูกกลืนหายไปแล้ว

เยี่ยฉวนมองไปที่เจียนจื่อไจ้ “ขอบใจเจ้ามาก!”

เจียนจื่อไจ้กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าคิดออกแล้วหรือไม่?”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “ข้าเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างแล้ว!”

เจียนจื่อไจ้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “บัดนี้เจ้าเพียงยอดเยี่ยมเท่านั้น เจ้ายังห่างไกลจากคำว่าอัจฉริยะอยู่!”

เยี่ยฉวนหัวเราะและพูดว่า “ข้าจะใช้เวลาให้เต็มที่!”

เจียนจื่อไจ้หัวเราะ “ดี ดีมาก ด้วยความปราดเปรื่องของเจ้า เจ้าจะต้องทำบางสิ่งให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน”

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้นางแหงนหน้ามองท้องฟ้า “ข้าจำต้องไปเดี๋ยวนี้”

เยี่ยฉวนถาม “ท่านผู้อาวุโส ท่านกำลังจะไปไหน?”

เจียนจื่อไจ้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ที่ที่ข้าควรจะอยู่”

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ นางมองไปที่สัตว์อสูรตัวน้อยที่ก้มหัวอย่างรวดเร็ว

เจียนจื่อไจ้กล่าวด้วยเสียงต่ำ “สัตว์ร้ายตัวนี้เป็นสุนัขอารักขาราชวงศ์แห่งสำนักเซียน มีลักษณะที่ดุร้ายและเคารพเฉพาะผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเจ้า มันจะไม่ยอมศิโรราบต่อเจ้าและอยู่เคียงข้างเจ้าด้วยความเต็มใจ เป็นทั้งโชคลาภและหายนะ ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะเก็บมันไว้หรือไม่”

เยี่ยฉวนมองไปที่สัตว์อสูรตัวน้อย สัตว์อสูรตัวน้อยยังคงก้มศีรษะจนไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของมันได้

เยี่ยฉวนยิ้มแล้วมองไปที่เจียนจื่อไจ้ เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นางเจียน ข้าต้องการนับถือท่านเป็นพี่สาวร่วมสาบาน ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร!”

เจียนจื่อไจ้ตกตะลึงและหัวเราะ นางชี้ไปที่เยี่ยฉวนรอยยิ้ม “เจ้าคนเจ้าเล่ห์ ถ้าเจ้าเป็นน้องชายของข้า สัตว์อสูรตัวน้อยก็จะไม่กล้าทำร้ายเจ้า แม้ว่ามันจะอาจหาญพอ… ช่างเป็นความคิดที่ดีเสียจริง!”

ไม่ไกลออกไป สัตว์ร้ายตัวน้อยมองไปที่เยี่ยฉวนและไม่พูดอะไร

เจียนจื่อไจ้มองไปที่เยี่ยฉวน จากนั้นก็ยิ้มและพูดว่า “ตกลง ข้าจะยอมรับเจ้าเป็นน้องชายของข้า ฮ่าๆ…”

แล้วนางก็หันกลับไปและเหินไปสุดขอบฟ้า ในเวลาเดียวกันเสียงของนางก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางกล่าวผ่านพลังชี่เร้นลับว่า “ระวังชั้นห้าของหอคอยแห่งเรือนจำด้วย”

ด้วยเหตุนี้เจียนจื่อไจ้ก็หายตัวไปอย่างสมบูรณ์

ชั้นห้า!

เยี่ยฉวนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเร่งรีบดำดิ่งจิตสัมผัสลงไปในร่างกายทันที ในขณะนี้ผนึกทั้งหมดของหอคอยแห่งเรือนจำเริ่มคลายออก ทว่าผนึกของชั้นห้านั้นคลายออกมากที่สุด อย่างไรก็ตามพลังจิตตรวจตราของเขาไม่สามารถเข้าถึงมันได้เลย

มีอะไรอยู่ในนั้น?

เยี่ยฉวนขมวดคิ้วแน่น

เยี่ยฉวนเป็นกังวลยิ่งนัก เพราะยิ่งชั้นสูงเท่าไร คนที่ถูกกักขังอยู่ในนั้นก็ยิ่งทรงพลังยิ่งขึ้นเท่านั้น

ความแข็งแกร่งของเจียนจื่อไจ้นั้นมากเสียจนเกินกว่าความเข้าใจของเขา ผู้ที่อยู่ชั้นห้าอาจแข็งแกร่งกว่า เจียนจื่อไจ้!

บัดนั้นเขาหวังเพียงว่าคนผู้นั้นบนชั้นห้าจะเป็นคนดีเหมือนผู้เยี่ยมยุทธชั้นสองและเจียนจื่อไจ้… ไม่เช่นนั้น เขาอาจจะมีชีวิตที่น่าสังเวชยิ่ง!

ไม่สิ เขาคงไม่มีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อแน่!

เยี่ยฉวนส่ายศีรษะและวางปัญหาที่ยุ่งยากนี้ไว้ชั่วคราว เขาเดินขึ้นไปหาสัตว์อสูรตัวน้อย มันมองมาที่เขาเงียบๆ ไม่พูดอะไร

เยี่ยฉวนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ารู้ เจ้าคงอยากจะเจี๋ยนข้าด้วยการตบสักครั้ง”

สัตว์อสูรตัวน้อยนั้นไม่แสดงความรู้สึกและยังไม่พูดสิ่งใด

เยี่ยฉวนกล่าวต่อ “แม้ว่าท่านพี่ของข้าจะขอให้เจ้าติดตามข้า ข้ารู้อย่างแจ้มชัดว่าเจ้าดูแคลนมนุษย์จากก้นบึ้งของหัวใจ และเจ้ายังรังเกียจข้าด้วย อย่างไรเสียเจ้าจะไม่ขัดคำสั่งของท่านพี่ ทว่าเจ้าคงไม่อยากติดตามข้าจริงๆ…”

กล่าวถึงสิ่งนี้ เขาหยุดเล็กน้อยแล้วพูดว่า “สามปี เจ้าติดตามข้าสักสามปี สามปีหลังจากนี้เจ้าสามารถไปเมื่อใดก็ได้ เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้ท่านพี่รับฟัง เห็นชอบหรือไหม?”

สัตว์อสูรตัวน้อยเงียบงันไป

เยี่ยฉวนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่เป็นบทสรุปที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าและข้า เห็นว่าอย่างไร?”

สัตว์อสูรตัวน้อยมองไปที่เยี่ยฉวน “ย่อมได้ สามปีต่อจากนี้ข้าจะไปจากเจ้า!”

เยี่ยฉวนกล่าวว่า “เป็นอันตกลง!”

จากนั้นเขาก็หยุดเล็กน้อยและพูดว่า “ข้าสงสัยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้…”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง สัตว์อสูรตัวน้อยก็เอ่ยว่า “แก่นของตันเถียนข้าถูกทำลายและความแข็งแกร่งของข้าลดลงอย่างมากในตอนนั้น บัดนี้ความแข็งแกร่งของข้าเทียบเท่ากับพลังของขั้นศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์ แน่นอนว่าผู้ที่แข็งแกร่งทั่วไปในขั้นศักดิ์สิทธิ์นั้นห่างชั้นเกินกว่าจะเป็นคู่ประมือข้าได้”

เยี่ยฉวนถามว่า “เจ้ากลับไปเป็นอย่างช่วงที่เจ้ากำลังรุ่งโรจน์ได้หรือไม่?”

สัตว์อสูรตัวน้อยดูหดหู่เล็กน้อย “มันเป็นการยาก เว้นแต่จะเคราะห์ดีโดยบังเอิญ”

เยี่ยฉวนพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าเข้าใจแล้ว”

ในเวลานี้ตู๋กูเสวียนเดินไปหาเยี่ยฉวนและพูดเบาๆ ว่า “อาหลิง…”

เยี่ยฉวนค่อยๆ กำมือขวาของตนแน่น ครู่ต่อมาเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “แม่นางเจียนกล่าวว่าไม่พบอาหลิงในตระกูลกู่ นั่นคือนางอาจไม่ได้อยู่ในตระกูลกู่… นางคงไม่เป็นอะไร”

กล่าวเช่นนั้นเขาก็ดูมืดมนลงมาก

นางอาจจะสบายดีหรืออาจจะไม่!

สมานแผล!

เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิบนพื้น เขาหยิบเพชรน้ำค้างสีม่วงออกมาจำนวนหนึ่งและเริ่มดูดซับพวกมันอย่างบ้าคลั่ง

สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือพักฟื้นและออกตามหาเยี่ยหลิง

สำหรับสิ่งอื่นๆ เช่น หอคอยแห่งเรือนจำ เขาไม่ต้องการครุ่นคิดถึงมันเลย!

สุนัขอารักขาจ้องมองที่เยี่ยฉวนแล้วเดินออกไปและถอนหายใจยาว……

น่าละอาย!

ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสุนัขอารักขาราชวงศ์ของสำนักเซียน สง่างามและเก่งกาจ อย่างไรก็ตามบัดนี้มันต้องติดตามมนุษย์ มนุษย์ที่อ่อนแอยิ่ง… ที่สำคัญกว่านั้น มนุษย์ผู้นี้คือน้องชายของเจียนจื่อไจ้… เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ มันก็ทอดถอนหายใจลึกๆ อีกครั้ง

สามปี!

โชคดีที่สามปีเป็นช่วงเวลาสั้นๆ สำหรับมัน

บัดนั้นอยู่ๆ ก็มีสามคนปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าที่อยู่ไม่ไกลนัก นำกลุ่มโดยชายชราผู้หนึ่ง ดวงตาของชายชราจ้องไปที่เยี่ยฉวนที่อยู่ด้านล่างโดยตรง เมื่อเขาเห็นว่าเยี่ยฉวนดูอ่อนแอยิ่ง ชายชราก็ตระหนกตกใจ ในเวลาต่อมา เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย “เยี่ยฉวน เจ้าได้รับบาดเจ็บ”

เยี่ยฉวนเผชิญหน้ากับชายชราที่กำลังยิ้มแย้ม “ข้าต้องการเชิญเจ้าไปที่สำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือ”

ด้านหนึ่งสัตว์อสูรตัวน้อยกำลังจะเคลื่อนไหว เยี่ยฉวนก็พูดขึ้นทันทีว่า “ตกลง ข้าจะไปกับเจ้า!”

สัตว์อสูรตัวน้อยมองไปที่เยี่ยฉวนและไม่เข้าใจเขา

เยี่ยฉวนไม่ตอบ เขาลุกขึ้นและพูดว่า “ไปกันเถิด!”

สัตว์อสูรตัวน้อยมองไปที่เยี่ยฉวน ไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความ ชายผู้นี้กำลังคิดจะกระทำอันใดอยู่เป็นแน่……

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!