บทที่ 740 เจ้ารู้มากเกินไป! (ต้น)
ร่วมมือกัน!
ข้อเสนอให้ร่วมมือกัน!
แม้ว่าอสูรตัวจ้อย ซึ่งปัจจุบันก็คือเจ้าสุนัขอสูร จะเพิ่งคุ้นเคยกับเยี่ยฉวนได้ไม่นาน แต่มันก็รู้ว่าเจ้ามนุษย์ตรงหน้าไม่ค่อยมีพิษมีภัย ทว่าข้อเท็จจริงแล้วชายหนุ่มคนนี้เต็มไปด้วยความคิดชั่วร้าย
เพราะฉะนั้นมันจึงมักคอยปกป้องเยี่ยฉวน
โดยรวมแล้วชายคนนี้เป็นคนที่เลวมาก!
ไม่ไกลกันนัก เยี่ยฉวนเดินตรงไปหาชายชราช้าๆ ซึ่งฝ่ายหลังไม่ไว้ใจชายหนุ่มมากอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ด้วยตามที่ตนสืบรู้มา ตระกูลกู่ล่มสลายลงเป็นไปได้ว่าเจ้าหนุ่มเยี่ยฉวนอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ว่าใจหนึ่งยังแบ่งรับแบ่งสู้ไม่เชื่อว่าเยี่ยฉวนจะสามารถล้มล้างตระกูลกู่ หากระวังไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย
ทว่าเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาในระยะใกล้ ชายชราถึงกับผงะด้วยตกตะลึงไปทันที “เจ้าเป็น……ขั้นพลังผสานลมปราณงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้ายอมรับโดยดุษฎี “ยามที่ข้าประมือกับผู้ใด เมื่อผลักออกพลังใช้คัมภีร์เวท ข้าจะต้องรับมือกับผลข้างเคียงซึ่งส่งผลต่อพลังชี่ที่บ่มเพาะมาลดลงอย่างรุนแรง……อ้อมีปัญหาอะไร?”
ชายชราจ้องมองผู้พูด “เจ้า……ไม่มีอะไร!”
คนตรงข้ามพูดเบาๆ “ถึงแม้ข้าจะเกรงกลัวเจ้า แล้วยังไง? อย่างไรก็ตามเจ้าก็คงไม่ยอมปล่อยข้าไปง่ายๆ อยู่ดี ใช่ไหม?”
ชายชราตอบเสียงแหบต่ำ “ถ้างั้นก็ไปกัน!”
ว่าแล้วเขาหันกลับและออกไปทันที โดยมีพลังจิตตรวจตราคอยจับตาดูเยี่ยฉวนเอาไว้ตลอดเวลา
เยี่ยฉวนไม่ได้ฉวยโอกาสหลบหนีทว่าตามไปแต่โดยดี อีกทั้งตู๋กูเสวียนก็รีบเร่งตามหลังพวกเขาไปด้วยเช่นกัน
เจ้าสัตว์อสูรจ้อยมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะออกตามไปข้างหลังเยี่ยฉวน
ตลอดทางไปนั้น ชายหนุ่มมีสีหน้าสงบนิ่งส่วนคนที่อยู่อีกข้างตู๋กูเสวียนเดินตามไปเงียบๆ
ที่ด้านหน้า ชายชราผู้นำคอยชำเลืองมองมาทางเยี่ยฉวนอยู่บ่อยครั้ง สัญชาตญาณของตาแก่บอกว่ามีบางอย่างไม่ค่อยชอบมาพากล
ในเวลานั้นคนที่มีพลังแกร่งกล้าแห่งสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือซึ่งอยู่ด้านหนึ่งเปิดการสนทนาผ่านพลังชี่เร้นลับมาว่า “พวกเราควรจัดการมันเสียก่อนดีไหม?”
คู่สนทนาส่ายหน้าน้อยๆ “ถ้าสมบัติล้ำค่าไม่ได้อยู่กับเขาและพวกเรากำจัดเขาเสีย ทีนี้เราจะตามหาสิ่งนั้นได้อย่างไร? พาเขากลับไปที่สำนักก่อนจะดีกว่า ต่อให้มีความสามารถเป็นเลิศเพียงใด เขาก็หนีไปไม่รอด”
ชายผู้เป็นยอดฝีมือสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือสีหน้าลังเลก่อนจะพูดออกไปว่า “ตระกูลกู่ถูกทำลายบางทีอาจจะไม่ใช่ฝีมือเขา ทว่าตระกูลตู๋กูที่ล่มสลายไปเป็นเพราะเขา ชายคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา”
อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเห็นพ้องด้วย “ถึงกระนั้นก็เถอะ พาเขากลับไปก่อนจะได้ให้ผู้อาวุโสเป็นคนจัดการ”
ทันทีที่พูดจบ ชายชรารีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
คนที่เดินตามมาเงียบๆ ด้านหลัง จู่ๆ ตู๋กูเสวียนเตือนผ่านพลังชี่เร้นลับมาว่า “อาฉวน สำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือเป็นสำนักที่มีอิทธิพลในดินแดนสวรรค์สำนักหนึ่ง ทั้งฐานะและความแข็งแกร่งเหนือกว่าตระกูลกู่เสียอีก แต่พลังของเจ้าเวลานี้……”
เมื่อพูดแล้วนางหยุดชะงักมิได้กล่าวต่อไป
เยี่ยฉวนตอบกลับเสียงเรียบ “การวิ่งหนีปัญหาไม่ทำให้อะไรดีขึ้น”
ตู๋กูเสวียนเอื้อมมือมาจับบุตรชายไว้ ขณะนั้นมือของอีกฝ่ายสั่นน้อยๆ ทว่าเขากลับเฉยเสียมิได้ดึงมือกลับ
เสียงคนมารดาบอกมาว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม่จะอยู่ข้างเจ้าเสมอ”
เยี่ยฉวนค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นทำนองรับทราบโดยไม่พูดออกมา
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาได้มาถึงยังสถานที่มีชื่อว่าหุบเขาเป่ยเสวียน
หุบเขาเป่ยเสวียนตั้งอยู่ทางตอนใต้ของดินแดนสวรรค์ มีอาณาบริเวณใหญ่โตกว้างขวางระยะทางนับหมื่นลี้และล้อมรอบด้วยแนวเทือกเขาทอดยาวสุดลูกหูลูกตา หุบเขาเป่ยเสวียนเป็นที่ตั้งของสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือนั่นเอง
เมื่อพวกเขามาถึงยังบริเวณเชิงเขาของหุบเขาเป่ยเสวียน จะมองเห็นรูปปั้นขนาดมหึมามีความสูงกว่าสามพันหลา ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณเชิงเขาเป่ยเสวียน
เสียงพูดดังมาจากคนข้างเยี่ยฉวน ตู๋กูเสวียนให้ข้อมูลมาว่า “นี่คือเฉินเป่ยเสวียน ผู้ก่อตั้งสำนักยุทธ์ เป็นคนระดับตำนาน!”
เยี่ยฉวนถามอย่างสงสัย “สำนักยุทธ์? ไม่ใช่สำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือหรือขอรับ?”
ตู๋กูเสวียนสั่นศีรษะ “จริงอยู่ในดินแดนสวรรค์มีทั้งสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือและสำนักยุทธ์ฝ่ายใต้ อันที่จริงสองสำนักเคยเป็นสำนักเดียวกันชื่อว่าสำนักยุทธ์ ต่อมายอดฝีมือสองคนในสำนักเกิดผิดใจกัน ดังนั้นพวกเขาจึงแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย……ถ้าไม่เช่นนั้นสำนักยุทธ์จะแข็งแกร่งไม่แพ้อารามแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางเลยทีเดียว ถึงแม้จะถูกแบ่งออกเป็นสองสำนักแล้วก็ตาม พวกเขาทั้งสองแห่งยังคงน่าเกรงขามอยู่นั่นเอง”
คนบุตรชายพยักหน้า “อย่างนี้เอง”
ต่อมาภายใต้การนำทางของชายชรา คนทั้งหมดได้มาถึงยังหอโถงขนาดใหญ่ของสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือ ซึ่งได้ขนานนามว่า ‘ตำหนักวรยุทธ์’
ผู้นำไม่รอช้าก้าวเข้าไปภายใน
เยี่ยฉวนหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งโดยมีตู๋กูเสวียนกุมมือของเขาเอาไว้ ขณะที่ด้านหลังมีเจ้าสัตว์อสูรจ้อยตามหลังเยี่ยฉวนและตู๋กูเสวียน
สุนัขอสูรไม่ได้ปลดปล่อยพลังลมหายใจของมันออกมาแต่อย่างใด จึงทำให้มันดูเหมือนสัตว์อสูรไร้พิษสงทั่วไป ดังนั้นชายชราและคนฝ่ายตนจึงไม่ใครให้ความสนใจ
ชั่วครู่ต่อมาชายชราย้อนกลับออกมา เขาหยุดมองเยี่ยฉวนก่อนจะบอกว่า “เข้ามาได้!”
ว่าแล้วก็หมุนตัวหันหลังและเดินกลับเข้าไปในหอโถง
ด้วยเหตุนั้นเองตู๋กูเสวียนและเยี่ยฉวนจึงได้เดินตามเข้าไปภายในเช่นเดียวกับสุนัขวังหลวง ตำหนักแห่งนี้ค่อนข้างกว้างขวางขณะนั้นมีคนอยู่ด้านในราวสามสิบ แต่ละคนมีขั้นพลังจุดกำเนิดเป็นอย่างน้อยและมีอีกสองคนมีพลังขั้นศักดิ์สิทธิ์
และเหนือขึ้นไป ผู้นำของที่นี่เป็นสตรีสาวสวยอายุราวต้นสามสิบ นางสวมใส่เครื่องแต่งกายค่อนข้างรัดรูปเผยให้เห็นสะโพกผายทำให้ภาพลักษณ์แสดงออกว่าเป็นคนที่เร่าร้อนเอาการ โดยเฉพาะเนินอกอวบมองเห็นได้ชัดเจนด้วยอยู่ในชุดแนบเนื้อซึ่งดูดีมีเสน่ห์และชวนใหลหลงนัก
นางก็คือเฉินเป่ยเสวียน หัวหน้าผู้อาวุโสแห่งสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือ
เมื่อเหลือบมาเห็นชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามา เฉินเป่ยเสวียนผุดลุกขึ้นยืนทันทีโดยเกือบในเวลาเดียวกันนั้นนางได้ออกมาปรากฏกายอยู่ต่อหน้าเยี่ยฉวน ขณะที่สตรีเข้ามาใกล้ เยี่ยฉวนได้กลิ่นหอมชวนลุ่มหลงโชยมาบางเบา กลิ่นที่ว่าระเหยออกมาจากกายของหญิงสาวนั่นเอง
เฉินเป่ยเสวียนจ้องมองคนตรงหน้านิดหนึ่งพลางบิดมุมปากยกยิ้ม “ในบรรดาวีรบุรุษคนหนุ่มส่วนใหญ่ เจ้าไม่เพียงมีพรสวรรค์ทว่ารูปงามเสียด้วย เจ้าสำนักคนปัจจุบันไปอยู่เสียที่ไหนไฉนจึงไม่เคยได้ยินชื่อ บางทีข้าจะตัดสินใจแทนเขาก็แล้วกัน เข้ามาร่วมกับสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือและเราจะสนับสนุนขึ้นเป็นเจ้าสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือคนต่อไป เจ้าจะว่ายังไง?”



