บทที่ 747 สู้สุดใจขาดดิ้น! (ต้น)
เยี่ยฉวนมองตู๋กูเสวียน นิ่งเงียบคอยฟังอย่างตั้งใจถึงสิ่งที่นางจะพูดต่อไป
เสียงสตรีพูดเบาๆ ว่า “หนึ่งในนั้นคือคนที่ชื่อว่าปู้เทียนสิง ผู้ก่อตั้งสำนักยุทธ์ คนผู้นี้เชี่ยวชาญในเต๋าแห่งวิทยายุทธ์ ครั้งหนึ่งเขาใช้หมัดเพียงครั้งเดียวซัดทำลายโลกจนย่อยยับ!”
หมัดเพียงหนึ่งหมัดซัดทำลายโลกจนย่อยยับ!
เยี่ยฉวนได้ยินดังนั้นสีหน้าบ่งบอกว่ารู้สึกทึ่งทีเดียว
โลกชิงฉางเป็นเพียงโลกใบเล็กๆ อีกนัยหนึ่งชายคนนั้นซัดด้วยกำปั้นเพียงหนึ่งหมัดก็ทำลายโลกให้แตกดับ!
หากความแข็งแกร่งเป็นอย่างที่บรรยายไปแล้วนั้นนับว่าน่าทึ่งนัก!
ตู๋กูเสวียนกล่าวต่อไปว่า “นอกจากเขา ยังคนอีกผู้หนึ่งที่แม่ไม่รู้จักชื่อแซ่ รู้เพียงว่า……”
ฉับพลันนั้นเอง ชายวัยกลางคนปรากฏกายขึ้นที่เบื้องหน้าคนทั้งสอง “ผู้มาเยือนทั้งสอง หยุดอยู่ตรงนั้น”
เยี่ยฉวนและตู๋กูเสวียนมองชายวัยกลางคนขณะที่ฝ่ายนั้นพูดว่า “ไม่อนุญาตให้เรือเหาะจักรวาลดาราเข้าไปในเขตเมือง จอดเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ ชายคนดังกล่าวหันหลังกลับและหายวับไปในระยะไกล
ชายหนุ่มจัดการกับเรือเหาะจักรวาลดาราเสร็จแล้วจึงหันไปพูดกับตู๋กูเสวียน “เข้าไปในเมืองกันเถอะ!”
นั่นเองทั้งเขาและสตรีผู้เป็นมารดารวมทั้งเจ้าสุนัขอสูรตัวจ้อยจึงพากันตรงไปทางเมืองเว่ยหยาง
เมื่อพวกเขาไปถึงยังหน้าประตูเมือง เยี่ยฉวนจึงยิ่งตระหนักชัดถึงความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองเว่ยหยาง เมืองนี้มีขนาดใหญ่โตเหลือเกิน ถ้าขึ้นไปยืนบนขอบกำแพงและมองลงมายังเบื้องล่างจะเห็นคนตัวเล็กเท่ามดได้ทีเดียว
คนที่จะเข้าไปในเมือง ต้องเสียค่าผ่านทางด้วยอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วงหัวละหนึ่งร้อยชิ้น
นึกถึงจำนวนผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในแต่ละวันชายหนุ่มอดไม่ได้ถึงกับแอบส่ายหน้า เพราะมันเป็นช่องทางทำรายได้ชัดๆ!
หลังจากเสียค่าผ่านทางแล้ว เยี่ยฉวนเดินนำตู๋กูเสวียนและเจ้าสุนัขอสูรเดินตรงเข้าเมือง ถนนหนทางด้านในค่อนข้างกว้างและอาคารตึกรามที่ขนาบสองฟากฝั่งถูกจัดการอย่างเป็นระเบียบ แม้จะมีผู้คนมากมายกระนั้นก็ยังไม่ถึงขั้นพลุกพล่าน
คึกคัก!
เมืองเว่ยหยางเป็นเมืองที่คึกคักจริงๆ มีความคึกคักยิ่งกว่าเมืองไหนๆ ที่เคยเห็น!
คนที่เดินข้างเยี่ยฉวน เสียงตู๋กูเสวียนพึมพำมาให้ได้ยินว่า “ในเมืองเว่ยหยางมีผู้คนมาจากที่ต่างๆ ทั่วโลก คนพวกนั้นต่างมีกองกำลังหนุนอยุ่เบื้องหลัง พวกจอมยุทธ์ไร้สังกัดก็มาด้วยเช่นกัน เมื่ออยู่ที่นี่จะทำอะไรพวกเราต้องระมัดระวังตัวให้มาก”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ขอรับ”
คนมารดาทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง ขณะที่เยี่ยฉวนหันขวับไปมองทางฝั่งขวา บริเวณริมกำแพงเมืองปรากฏเด็กสาวหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่นั่น คะเนจากใบหน้าน่าจะอายุราวสิบหกหรือสิบเจ็ดขวบปี ผมยาวสลวยปล่อยทิ้งสยายด้านหลังยาวถึงระดับเอวทั้งแซมด้วยผมที่ถักเป็นเปียตลอดศีรษะ
นางสวมเครื่องแต่งกายธรรมดา เสื้อผ้าที่ใส่สีพื้นแบบเรียบง่าย สวมรองเท้าผ้าลินินและบนบ่าสะพายห่อผ้าขนาดใหญ่
แน่นอน สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเยี่ยฉวนก็คือภาพที่สตรีผู้นั้นกำลังวาดลงไปบนผนังกำแพง
ภาพวาดที่ปรากฏบนผนังกำแพงเป็นภาพทิวทัศน์ พื้นผนังเป็นท้องฟ้าสีครามมีก้อนเมฆขาวลอยละล่อง ต่ำลงไปมีภาพของน้ำตกขนาดใหญ่ไหลลงสู่แอ่งด้านล่างจนเกิดฟองน้ำแตกกระเซ็นไปรอบๆ บริเวณมีวัชพืชขึ้นเต็ม ในภาพมีเด็กชายกำลังขี่หลังวัวขณะต้อนฝูงแกะพร้อมกำลังเป่าขลุ่ยจีนด้วย
ภาพวาดดูราวกับมีชีวิต เพียงมองแวบแรกยังคิดว่าเป็นของจริงด้วยซ้ำ
เยี่ยฉวนเข้าไปพิจารณาอย่างละเอียดโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้างขณะหันไปเอ่ยชมเชยกับสตรีวัยเยาว์คนนั้น “ภาพวาดของเจ้าช่างน่าอัศจรรย์นัก!”
อีกฝ่ายหันมาทางคนพูด จึงทำให้เยี่ยฉวนมองเห็นใบหน้าของนางได้ถนัดชัดเจน
รูปหน้าเรียวเล็ก คิ้วทั้งสองโก่งโค้งประกอบกับดวงตาขนาดกำลังดีสุกใสและได้รูปงดงาม โดยรวมเป็นคนสวยพอประมาณทว่าแสดงให้เห็นพื้นอารมณ์อย่างที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูด
เด็กสาวยิ้มยกมุมปากนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าดูกระจ่างสดใสนัก “ทำไมหรือ?”
เยี่ยฉวนเบือนหน้าไปมองภาพวาดและพูดเสียงแผ่วต่ำ “เวลาที่มองภาพนี้ข้ารู้สึกสุขสงบมากทีเดียว”
อีกฝ่ายยิ้มกว้าง “จริงหรือ?”
จากนั้นนางจึงหันหน้าไปและเริ่มวาดภาพ ไม่นานต่อมาภาพวาดได้เผยให้เห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่ง ชายบนภาพวาดคือเยี่ยฉวนและดูเหมือนตัวจริงยิ่งนัก
ชายหนุ่มเบนหน้าไปมองสตรี แววตาเต็มเปี่ยมด้วยความประหลาดใจ
เจ้าของภาพวาดหันมายิ้มแย้มสดใส “สองวันมานี้เจ้าเป็นคนแรกที่ชมว่าภาพวาดของข้าน่าอัศจรรย์ และเป็นคนแรกที่พิจารณาภาพวาดของข้าอย่างละเอียด เพราะฉะนั้นข้าจึงขอยกภาพนี้ให้กับเจ้า”
เยี่ยฉวนยิ้มขำ “ภาพวาดบนผนัง! เจ้าจะยกกำแพงให้ข้าหรือไง?”
สตรีคนเยาว์กลอกนัยน์ตาพลางทำหน้าเมื่อยมองมายังคนพูด “ตาบื้อ”
ชายหนุ่มนิ่งงัน ก่อนทำท่านึกขึ้นได้ “เข้าใจล่ะ ข้าจะจดจำภาพนี้ไว้ในใจ!”
คนตรงข้ามชูนิ้วโป้งให้เยี่ยฉวนครั้งหนึ่ง “เจ้าเป็นคนเข้าใจเร็วดีนี่!”
จากนั้นนางหันหลังให้และเดินจากไป
เมื่อรู้ตัวเยี่ยฉวนรีบหันไปตะโกนเรียก “เดี๋ยว!”
สตรีแปลกหน้าหยุดเดินก่อนจะหันกลับมามองอีกฝ่าย เยี่ยฉวนรีบล้วงเอาเศษไม้ชิ้นเล็กออกมาและลงมือแกะสลักทันที ไม่นานนักชิ้นไม้ในมือของเขาได้เปลี่ยนเป็นรูปของสตรี
ไม้แกะสลักรูปสตรีตัวน้อยซึ่งดูอย่างไรก็ละม้ายคล้ายสตรีเยาว์วัยผู้นี้!
เยี่ยฉวนส่งรูปสตรีไม้แกะสลักให้คนตรงหน้า “ข้าให้เจ้า”
คนตรงข้ามรับไม้แกะสลักรูปสตรีมาดูและพูดยิ้มๆ “เจ้าไม่ได้ใช้พลังภายในสร้างมันขึ้นมา หากแต่ใช้ฝีมือของช่างแกะสลักที่แท้จริง……ใช้ได้ เอาล่ะข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน”
จากนั้นนางจึงเก็บรูปสตรีไม้แกะสลักเสียและหมุนตัวกลับไปทางเดิม
ทว่าขณะที่นางเดินออกไปนั้น สายตาพลันเหลือบแลไปยังสุนัขอสูรตัวจ้อย
เยี่ยฉวนยืนที่เบื้องหน้าผนังกำแพง ครู่ต่อมาเขายิ้มน้อยๆ ให้กับตัวเองและเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ!”
ระหว่างทางที่เดินไปนั้น ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นว่า “ข้าอยากได้ที่ตั้งของหอวาณิชที่ใหญ่สักหน่อย และต้องมีกองกำลังพลังอำนาจที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษอยู่ในเมืองนี้”
ตู๋กูเสวียนตอบมาเบาๆ “แม่จะไปเอง น่าจะเหมาะกว่า!”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นไปหาที่พักกันก่อน”
ต่อมาทั้งสองมาพบโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ภายหลังจากเข้าไปในห้องพักแรมเรียบร้อยแล้วตู๋กูเสวียนจึงออกไปสืบข้อมูลภายนอก ขณะเดียวกันเยี่ยฉวนได้สั่งให้สุนัขอสูรไปด้วยกันกับนาง
ถ้ามีเจ้าสัตว์อสูรอยู่ด้วย ก็ไม่น่าห่วงเรื่องความปลอดภัยของตู๋กูเสวียน
ในห้องพักเยี่ยฉวนนั่งลงขัดสมาธิบนพื้น เขาจีบนิ้วมือข้างขวาเข้าหากันและวางเหนือหัวเข่า พลันแสงสีดำทะมึนของลำแสงหมุนวนอยู่บนปลายนิ้ว
พลังปณิธานกระบี่มาร
ช่วงเวลาต่อนี้ไป เขาเริ่มพิจารณาพลังปณิธานกระบี่มารของตนเอง



