บทที่ 759 ปล่อยข้าจัดการ! ข้าจัดการเอง! (ปลาย)
อวี่เถียนเหลือบมองคนที่ถูกกล่าวถึง “ถ้าพวกเราลงมือพร้อมกัน คิดว่าจะจัดการเจ้านั่นได้ในระยะเวลาอันสั้นไหม?”
ชายชราสั่นศีรษะขณะสีหน้าดูจะสิ้นหวังด้วยซ้ำ “เจ้านั่นมันมีอาวุธขั้นเซียนห่อหุ้มร่างกายไว้ พวกเราจัดการมันไม่ได้ง่ายๆ แน่นอน อีกอย่างร่างของเจ้ายังเน่าเปื่อยผุพังเช่นนี้ ไหนจะพลังถดถอยลงไปอีก…ยิ่งกว่านั้นพวกเราไม่รู้ว่าเขามีไม้ตายอื่นอีกหรือไม่ เหตุการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงกว่านี้ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ทั้งการแจ้งเจ้าสำนักหรือตั้งค่ายกลผู้พิทักษ์”
อวี่เถียนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นจึงบอกกับทุกคนว่า “เริ่มตั้งค่ายกลผู้พิทักษ์!”
ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดไม่แจ้งเจ้าสำนัก?”
อีกฝ่ายส่ายหน้าก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าสำนักไม่ได้อยู่ในดินแดนสวรรค์ เขาเดินทางไปที่กำแพงใหญ่จางเถี่ยนซึ่งเป็นสถานที่อยู่ในความดูแลของหัวหน้าอารามเว่ยหยาง พวกเราส่งข่าวไปที่นั่นไม่ได้แน่ อีกอย่างถ้าเราลอบทำการติดต่อและเรื่องนี้รู้ถึงหัวหน้าอารามเว่ยหยาง ปัญหาจะยิ่งบานปลายใหญ่โต นอกจากนั้นเจ้าสำนักไม่ต้องการให้หัวหน้าอารามเว่ยหยางรู้ว่าเขาเดินทางไปที่กำแพงใหญ่จางเถี่ยน”
ชายชราจึงสั่งเสียงเคร่ง “เอาละถ้างั้นก็ต้องตั้งค่ายกลผู้พิทักษ์!”
อวี่เถียนพยักหน้า ก่อนจะหันไปออกคำสั่งทางประตู “เริ่มได้!”
หลังจากนั้น หุบเขาภูตผีทั้งลูกบังเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นทันที!
เพียงครู่เดียวบริเวณหุบเขาภูตผีปรากฏแสงสีดำลอยออกมาปกคลุมไว้ทั้งหมด ในแสงดำมีดวงวิญญาณมหาศาลล่องลอยเต็มไปหมด
คนที่อยู่ในระยะไกล เยี่ยฉวนหยุดมองขณะนั้นหัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน
“ค่ายกลหมื่นภูต!”
รอบพื้นที่เกิดเสียงอึงอลดังจนน่าอกสั่นขวัญหาย “สำนักมารภูตผีเริ่มใช้ค่ายกลหมื่นภูตแล้วสินะ!”
“จะไม่เริ่มใช้ได้อย่างไร? ไอ้เยี่ยฉวนสวมเกราะใช้อาวุธขั้นเซียนแบบนั้น คนแกร่งกล้าขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ก็เอาไม่อยู่ ถ้ายังขืนสู้ต่อไปมีหวังยอดฝีมือของสำนักมารภูตผีคงตายเรียบ”
“คาดไม่ถึงจริงๆ พลังของเยี่ยฉวนว่าแกร่งกล้าแล้ว แถมยังมีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัวอีกหลายชิ้น เบื้องหลังของเจ้าคนนี้นี่น่าอัศจรรย์นัก!”
“คอยดูกันต่อไป! ดูสิว่าเขาจะรับมือกับค่ายกลหมื่นภูตของสำนักมารภูตผีได้อย่างไร!”
“…”
ในสถานที่ลับสายตาอีกด้านหนึ่ง มู่โจวแห่งศาลาไป่เสี่ยวลอบสังเกตเยี่ยฉวนที่อยู่ข้างล่างเงียบๆ และสงสัยอยู่ในใจในสิ่งซึ่งคนอื่นไม่รู้
ที่ด้านล่าง พื้นที่รอบหุบเขาภูตผีเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและปลดปล่อยดวงวิญญาณมากมายมหาศาลออกจากหลุมฝังศพ ในที่สุดภูตผีดวงวิญญาณต่างลอยขึ้นสู่บริเวณเหนือหุบเขา จนทำให้ในขณะนั้นยอดเขาภูตผีจึงเต็มไปด้วยดวงวิญญาณล่องลอยอยู่ในอากาศ!
บรรดาภูตผีดวงวิญญาณที่ล่องลอยจ้องเขม็งมายังเยี่ยฉวนด้วยแววตาหิวโหย!
ขณะที่เยี่ยฉวนยืนดูอยู่เงียบๆ เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นดวงวิญญาณมากมายขนาดนี้ ซึ่งมากจำนวนและยิ่งมากพลังแกร่งกล้า……
ในตอนนั้นเองเสียงแสดงความตื่นเต้นดังขึ้นในใจว่า “นายท่าน ปล่อยให้ข้าจัดการ! ข้าจัดการเอง!”
เสียงของเจ้าหุน!
เยี่ยฉวนถึงกับนิ่งงัน…
เจ้าหุนพูดมาอีกว่า “นายท่านไม่รู้สินะว่า ข้าสามารถไล่ภูตผีพวกนี้ไปได้”
ชายหนุ่มฟังแล้วก็ตกตะลึงไปอีกครั้ง จากนั้นจึงรีบบอกกับฝ่ายนั้นว่า “ถ้างั้นก็รีบออกมาไล่พวกมันไปไกลๆ เลย”
เจ้าหุนกลับพูดมาว่า “ไม่ต้องร้อนใจ บนพื้นดินยังมีภูตผีอีกเยอะ รอให้พวกมันออกกันมาให้หมดเสียก่อนเดี๋ยวข้าไปจัดการเอง!”
เยี่ยฉวนได้ยินแล้วพลางนิ่งคิดชั่วขณะ จากนั้นเงยหน้าหันไปมองอวี่เถียนซึ่งอยู่ไม่ไกลนักก่อนจะพูดทำนองเย้ยหยันกับฝ่ายนั้นว่า “นี่หรือค่ายกลหมื่นภูตของสำนักมารอสูร แค่นี้เอง!”
ว่าแล้วคนยกมือขึ้นและตวัดฟาดลงไป พลันนั้นเองเขาใช้หนึ่งกระบี่ตีภูตผีที่ล่องลอยทางด้านหนึ่งจนแตกกระเจิงทันที!
อวี่เถียนจ้องเขม็งมายังเยี่ยฉวน “งั้นหรือ?”
จากนั้นเขาใช้ฝ่าเท้ากดลงบนพื้นเพียงเบาะๆ และทันใดนั้นพื้นที่ในบริเวณปริแตกแยกออกฉับพลันต่อมาปรากฏภูตผีล่องลอยออกมาจากใต้พื้นพิภพมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงชั่วไม่นานทั่วทั้งบริเวณหุบเขาภูตผีก็เต็มไปด้วยสารพัดภูผีดวงวิญญาณ!
ในเวลาเดียวกัน ที่เท้าของเยี่ยฉวนปรากฏวงกลมของหยดโลหิตต่อมาหยดโลหิตมากมายไหลหลากตรงมาทางวงกลมที่ว่านั้นอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เจ้าตัวก้มลงมองวงกลมโลหิตที่เท้าพลันมีเสียงเจ้าหุนพูดขึ้นทันทีว่า “ไม่ต้องร้อนใจไปนายท่าน หยดโลหิตพวกนี้เป็นของดวงวิญญาณสมัยที่พวกมันยังมีชีวิต ตอนนี้มันกำลังจะใช้โลหิตพันธนาการนายท่าน ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวข้าจะจัดการสูบให้หมด ข้ารู้สึกว่าขณะนี้ดวงวิญญาณที่อยู่ใต้พิภพถูกปลดปล่อยออกมาจนเกือบจะหมดแล้ว คอยประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ตกลง!”
พูดจบเขาเบนหน้าไปอีกทางและก้มลงมองยังบริเวณด้านล่าง สุนัขอสูรยังคงต่อสู้กับชายชราคนเดิม ทว่าในตอนนั้นดูเหมือนชายชราจะเอาแต่ล่าถอยและทำได้เพียงต้านรับเท่านั้น……
ถ่วงเวลา!
เขาจะต้องหาทางถ่วงเวลารอให้สุนัขอสูรสบโอกาส ด้วยตนไม่แน่ใจว่าสำนักมารภูตผีจะใช้กลอุบายอะไรอีกหรือไม่!
เมื่อคิดได้ดังนี้เยี่ยฉวนหันไปทางอวี่เถียน “ระหว่างสำนักมารภูตผีและข้าไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง เหตุใดสำนักมารภูตผีจึงต้องจับตัวน้องสาวของข้ามา?”
ฝ่ายอวี่เถียนตอบเสียงแข็ง “ใครจะรู้ว่านางเป็นน้องของเจ้า? แน่ล่ะต่อให้รู้ก็เถอะ พวกเราสำนักมารภูตผีไม่ละความพยายามอยู่ดีเพราะอยากได้ร่างกายที่พิเศษของนาง”
เยี่ยฉวนเม้มปากมือกำหมดแน่น สีหน้าเยือกเย็นนัก “ตอนนี้นางเป็นอย่างไร?”
ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังจะตอบโต้ ชายชราที่อยู่อีกด้านหนึ่งพูดกับเขาว่า “มันกำลังถ่วงเวลา!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี่เถียนถึงกับชะงักงัน เหลือบมองไปยังชายชราที่กำลังต่อสู้กับสุนัขอสูรตรงเชิงเขาข้างล่าง พริบตานั้นหันขวับมายังชายหนุ่ม “เยี่ยฉวน เจ้าต้องได้รับผลจากความเขลาของตัวเอง!”
จากนั้นจึงตวัดฝ่ามือร่ายเวทมนตร์และเปล่งเสียงพึมพำ “บรรดาภูตผีทั้งหลายจงฟัง ดูดกลืนมันให้หมด!”
ว่าแล้วจึงผลักออกผนึกยันต์ฝ่ามือเข้าใส่เยี่ยฉวน!
ทันใดนั้นภูตผีดวงวิญญาณทุกดวงบริเวณหุบเขาภูตผีพากันทะยานตรงมายังเยี่ยฉวนขณะอยู่ท่ามกลางค่ายกลโลหิต ไกลออกไป ประดุจสุนัขล่าเนื้อกระโจนเข้าใส่หมายขย้ำเหยื่อก็ไม่ปาน
ฉับพลันนั้น ความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้นทั้งในสวรรค์และพื้นพิภพ!
เยี่ยฉวนสีหน้านิ่งมองเหล่าภูตผีปีศาจกำลังตรงเข้ามาทางตนเองเฉยอยู่ ฉับพลันนั้นชายหนุ่มเรียกกระบี่ออกมาและชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า “ดูดกลืน!”
กระบี่เจิ้นหุนสั่นสะเทือนเบาๆ ในทันทีนั้น……



