บทที่ 764 ถอยก่อน! (ปลาย)
ภายหลังจากประตูทวารภูตผีเข้าสู่หอคอยแห่งเรือนจำแล้ว เยี่ยฉวนเบือนหน้าไปมองรอบด้านทำท่าจะเอ่ยปากออกมา ทันใดนั้นเจ้าสุนัขอสูรหันขวับไปเขม้นตามองที่ไกลสุดขอบฟ้า ครู่หนึ่งสีหน้านั้นแปรเปลี่ยนพลางบอกกับอีกฝ่ายว่า “เวลานี้มีใครบางคนกำลังทะยานพร้อมกับฉีกชั้นบรรยากาศมุ่งมาทางนี้ ใครก็ตามที่กำลังจะมาถึงมีพลังลมปราณถึงสิบเท่าทีเดียว”
ชายหนุ่มถามเสียงเบา “เอาชนะมันได้ไหม?”
สัตว์อสูรนิ่งแทนคำตอบ…
เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย เยี่ยฉวนตัดสินใจทันที “ถอยก่อน!”
ว่าแล้วตัวคนพูดได้หายวับไปต่อหน้าต่อตา!
สุนัขอสูรจึงหายตัวตามไปด้วย…
ทุกคนในที่นั้นหน้าเหวอมองกันเลิ่กลั่ก ‘หนีหายไปแล้ว?’
ฉับพลันนั้นชั้นอากาศว่างเปล่าเกิดการสั่นไหว ทันใดนั้นกลับแตกระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมมีร่างของชายวัยกลางคนก้าวออกมาจากรอยแตกนั้น เมื่อร่างคนปรากฏออกเต็มตัวพลันส่งให้ชั้นอากาศเกิดบิดม้วนดุจเกลียวคลื่น!
ในมุมลับแห่งหนึ่ง ใครบางคนรำพึงออกมาอย่างเผลอไผล “หลีฉางเฟิง เจ้าสำนักมารภูตผี!”
คนในที่นั้นพากันตื่นตะลึง!!
หลีฉางเฟิงมาถึงได้ตรงไปยังบานประตูทวารภูตผี ซึ่งขณะนั้นบริเวณดังกล่าวกลับกลายเป็นว่างเปล่าไปแล้ว…
หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ มีเสียงพึมพำมาจากใครบางคนว่า “ข้าออกไปเพียงเดี๋ยวเดียวเท่านั้น!”
จากนั้นเบนหน้าพลางกวาดตามองไปรอบด้าน “ใครจะช่วยอธิบายให้ข้าทีได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่!”
ขณะที่รอบบริเวณต่างนิ่งไม่มีใครปริปาก พลันปรากฏชายชราผู้หนึ่งขึ้นที่เบื้องหน้า……
ผ่านไปพักใหญ่ หลีฉางเฟิงรำพึงเบาๆ “เยี่ยฉวน?”
ก่อนจะหันไปมองชายชราที่ยืนตรงหน้า “ขอบใจ!”
อีกฝ่ายรีบแสดงคารวะ “ด้วยความยินดี!”
จากนั้นหลีฉางเฟิงเบนหน้าไปและทอดสายตามองดูสถานที่ซึ่งไม่ไกลนัก “ท่านผู้นี้คือมู่โจวแห่งศาลาไป่เสี่ยว สินะ?”
คนที่ถูกกล่าวถึงโผล่ออกมา มู่โจวรีบปรากฏตัวพร้อมกับแสดงคารวะ “ถูกต้อง!”
คนที่เพิ่งมาถึงกล่าวด้วยว่า “ข้าขอให้ท่านช่วยสืบหาที่อยู่ของคนผู้นี้ด้วย”
มู่โจวหน้าเจื่อน ท่าทางลังเลพิกล
“มีปัญหาอะไร?” อีกฝ่ายถามทันที
คนถูกถามยิ้มเฝื่อน “พี่หลี เรื่องนี้ข้าไม่อาจตัดสินใจได้เอง รบกวนท่านไปเจรจากับหัวหน้าของเราโดยตรงจะดีกว่า”
แน่นอนว่าส่วนตัวแล้วไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวสืบหาตัวเยี่ยฉวน ชายคนนั้นเหมือนคนบ้าสติแตกประกอบกับคนหนุนหลังมิใช่ธรรมดา เมื่อใดที่เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวดูเหมือนหายนะจะมาเยือนศาลาไป่เสี่ยวในอีกไม่ช้าก็ว่าได้!
หากแต่ไม่กล้าปฏิเสธคนที่เผชิญหน้าอยู่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน!
แม้ว่าหลีฉางเฟิงมีท่าทีเป็นมิตร แต่ไม่ลืมว่าคนตรงหน้าเป็นเจ้าสำนักมารภูตผี หนึ่งในยอดยุทธ์ที่แกร่งที่สุดในดินแดนสวรรค์! ระดับเดียวกันกับที่หัวหน้าศาลาไป่เสี่ยวเป็นอยู่!
เมื่อได้ยินคำตอบของมู่โจว หลีฉางเฟิงพยักหน้าพร้อมเอ่ยเสียงเรียบว่า “อย่างนี้เอง เห็นทีเยี่ยฉวนคนนี้จะมีต้นกำเนิดที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว!”
ว่าแล้วคนพูดหายลับไปจากสายตาทันที
ได้เห็นเช่นนั้นพลันมู่โจวค่อยหายใจหายคอโล่งขึ้นเป็นกอง หลังจากนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ จึงหมุนตัวและออกไปด้วยอีกคน
ทันใดนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทวารภูตผีได้แพร่สะพัดไปทั่วดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง!
ฉะนั้นชื่อของเยี่ยฉวนได้แพร่สะพัดไปเช่นกัน
…
บนเกาะแห่งหนึ่ง ภายในหอขนาดเล็ก
หลีฉางเฟิงยกถ้วยน้ำชาวิเศษที่วางบนโต๊ะตรงหน้าขึ้นจิบนิดหนึ่ง ผ่านไปชั่วครู่ รอยยิ้มผุดขึ้นมุมปาก “ใบชาชั้นเยี่ยม”
ว่าแล้วเบนศีรษะมองไปยังสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้า ท่าทางของหญิงสาวบ่งชี้ว่ายังเยาว์วัยนัก อายุอานามราวสิบห้าหรือสิบหกเท่านั้น
สตรีผู้นี้คือไป๋เสี่ยวเซียน นายหญิงแห่งศาลาไป่เสี่ยว
ริมฝีปากของไป๋เสี่ยวเซียนปรากฏรอยยิ้มบางเบา “ท่านมาถึงนี่ด้วยเรื่องของเยี่ยฉวน สินะ?”
หลีฉางเฟิงพยักหน้า “ถูกต้อง”
ไป๋เสี่ยวเซียนยิ้มกว้างขึ้น จากนั้นนำเอาม้วนกระดาษออกมาและวางลงบนโต๊ะเบื้องหน้าหลีฉางเฟิง “นี่คือข้อมูลทั้งหมดของคนผู้นั้นที่ข้ามีอยู่”
ชายวัยกลางคนหัวเราะหึ “ไม่จำเป็นต้องใช้……ข้าแค่อยากรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
สตรีกล่าวตอบพลางยิ้ม “เจ้าสำนักหลี ข้าว่าท่านอ่านดูเสียก่อนจะดีกว่า!”
หลีฉางเฟิงนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษออกมาเปิด หลังจากนั้นจึงวางลงและเงียบงันไป……
ไป๋เสี่ยวเซียนเอื้อมมือหยิบถ้วยน้ำชาวิเศษขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับอีกฝ่ายว่า “โลกที่เขาจากมาเป็นเพียงโลกใบเล็กๆ เป็นคนที่พบเจอกับปัญหาอยู่ตลอดเวลา มีหลายครั้งที่จู่ๆ ศัตรูกลับหายสาบสูญไปด้วยสาเหตุไม่เป็นที่ปรากฏ เหมือนพวกสำนักผู้ตรวจการเขตแดนที่โลกชิงฉาง ตระกูลตู๋กูและตระกูลกู่…ลำพังความแกร่งกล้าของตัวเอง ไม่น่าถึงขนาดที่สามารถทำลายสองตระกูลใหญ่ลงได้ แม้จะมีสัตว์อสูรปริศนาคอยช่วยก็ตาม!”
หลีฉางเฟิงถามทันที “เจ้าไม่รู้หรือว่าสัตว์อสูรตัวนั้นมีต้นกำเนิดเช่นไร?”
ไป๋เสี่ยวเซียนตอบเสียงแผ่ว “การที่ศาลาไป่เสี่ยวไม่สามารถค้นพบต้นกำเนิดของมันอาจมีความเป็นไปได้สองประการ ประการแรกไม่ได้เป็นสัตว์อสูรในยุคนี้ และประการที่สองไม่ได้อยู่ในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง”
พูดถึงตอนนี้ หญิงสาวมองหน้าหลีฉางเฟิงขณะที่อีกฝ่ายยังคงมีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า “เจ้าสำนักหลี ท่านเข้าใจความหมายที่ข้าพูดใช่หรือไม่?”
หลีฉางเฟิงตอบยิ้มๆ “เข้าใจ! เจ้าจะบอกว่าต้นกำเนิดของคนผู้นั้นเป็นปริศนายิ่งกว่า หรือว่าพลังอำนาจที่หนุนหลังเขาก็เป็นปริศนาเช่นเดียวกัน ใช่ไหม?”
ไป๋เสี่ยวเซียนกล่าวอีกว่า “ไม่เพียงเท่านั้น ใครๆ ต่างรู้ดีว่าสมบัติล้ำค่าอยู่กับเขา ทว่าคนของเขตนักบุญและอารามกลับไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ทำให้เรื่องนี้ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้น!”
หลีฉางเฟิงเงียบไปชั่วขณะและเอ่ยเสียงแผ่ว “แล้วเรื่องของอีกคนว่าอย่างไร?”
ไป๋เสี่ยวเซียนวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะ “เท่าที่รู้ อีกคนเคยติดต่อกับเยี่ยฉวน ทว่าข้อมูลมีเพียงแค่นี้ ไม่มีอะไรอีก!”
ว่าแล้วนางเหลือบตามองหลีฉางเฟิงนิดหนึ่ง “ข้าอยากแนะนำเป็นการส่วนตัว ท่านน่าจะคอยดูไปก่อน”
พลันคนตรงหน้าเอ่ยขึ้นทันทีว่า “ได้ยินว่ามารดาของเขาอยู่ที่ศาลาไป่เสี่ยว งั้นหรือ?”
ไป๋เสี่ยวเซียนจ้องหน้าฝ่ายตรงข้ามเขม็ง “ถามทำไม หรือว่าท่านจะใช้นางเพื่อขู่เยี่ยฉวน?”
หลีฉางเฟิงหัวเราะร่า “เจ้าดูถูกข้าไปหน่อย! เรื่องขัดแย้งของบุรุษก็ต้องให้บุรุษด้วยกันเป็นคนแก้ไขจึงจะถูก!”
จากนั้นคนพูดขยับลุกขึ้นยืน “ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงเลือกที่จะรอดูท่าที ทว่าตอนนี้วิธีนี้ไม่ได้ผลเสียแล้ว……ข้าคงต้องลาก่อน”
กล่าวจบจึงหันหลังและเดินจากไป…



