บทที่ 772 เห็นข้าเป็นคนอย่างไร? (ปลาย)
สตรีขยับก้าวเข้าใกล้เยี่ยฉวนเข้ามาอีกนิด มองจ้องสายตาคาดคั้น “ไม่ได้มีแต่ข้าที่ต้องการให้เจ้าไปที่กำแพงใหญ่จางเถี่ยน ยังมีอีกคน……คนที่อยากให้เจ้าไปที่นั่นเพื่อตัวของเจ้าเอง”
ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าไป๋เสี่ยวเซียน “เขาเป็นใครกันหรือ?”
หญิงสาวกลับตอบว่า “เจ้าจะรู้เอง”
อีกฝ่ายนิ่ง……ครุ่นคิดชั่วขณะก่อนจะบอกว่า “ได้……ข้าจะไป”
ฝ่ายหญิงพยักหน้าน้อยๆ “กำแพงใหญ่จางเถี่ยนไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย เมื่อเจ้าไปแล้วอย่าได้ทำเป็นเล่น ไม่อย่างนั้นอาจต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน”
จากนั้นนางหันไปมองตู๋กูเสวียนและพูดว่า “ข้ารู้ว่าท่านอยากตามไปด้วย ทว่าน่าจะรู้จักพลังของตนดี ถ้าไปอาจกลายเป็นภาระของเขาก็ได้”
ตู๋กูเสวียนตอบเสียงแผ่ว “ข้ารู้”
พูดจบจึงเดินไปหาบุตรชายและหยุดมองอีกฝ่ายนิ่งอยู่เช่นนั้น แววตาฉายความอ่อนโยนเต็มเปี่ยม “แม่จะรอเจ้าอยู่ที่นี่”
ผู้เป็นบุตรชายพยักหน้ารับ “เมื่อข้ากลับมา คนในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางจะไม่มีใครคิดร้ายกับพวกเราสามแม่ลูกอีกต่อไป!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตู๋กูเสวียนชะงักงันด้วยความตกตะลึง พลันหยาดน้ำใสหลั่งรินจากดวงตาขณะที่เสียงพูดสั่นเครือ “เจ้า…จะยอมรับแม่เป็นแม่ของเจ้าแล้วใช่ไหม?”
เยี่ยฉวนพูดเสียงเบาแผ่ว “ท่านแม่……ข้าไม่เคยนึกโทษท่านเลย!”
มารดานิ่งงันไปเมื่อได้ฟังเช่นนั้น พลันเข้าสวมกอดเยี่ยฉวนไว้ทั้งตัวและร่ำไห้อย่างหนักปานทำนบกั้นที่พังทลาย!
ฝ่ายชายหนุ่มเมื่อได้พูดออกไปกลับรู้สึกโปร่งโล่งใจเป็นอันมาก ประดุจสิ่งที่เคยหนักอยู่ในใจนั้นได้มลายหายไปหมดสิ้น
เขาไม่เคยถือโทษสตรีที่อยู่เบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย……
ทั้งยังขีดเส้นแบ่งไว้อย่างชัดเจนระหว่างคนที่เกลียดชังและรักใคร่ เมื่อย้อนกลับไปตู๋กูเสวียน……สิ่งที่ผู้เป็นมารดาทำลงไปนั้นก็เพื่อช่วยปกป้องเขาและน้อง จะโทษนางอย่างไรได้?
หลังจากที่น้องสาวประสบเหตุ ชายหนุ่มประจักษ์แจ้งแล้วว่าในโลกนี้สมาชิกในครอบครัวของตนมีเพียงสองคนเท่านั้น!
ถ้าตนเอาแต่โกรธขึง ตู๋กูเสวียนผู้เป็นมารดาย่อมต้องเสียใจเป็นแน่!
หวนนึกถึงคำว่า ‘โกรธขึง’ เยี่ยฉวนสั่นศีรษะและยิ้มกับตัวเอง ชายหนุ่มยอมรับว่าแรกๆ ก็โกรธบ้างนิดหน่อย ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงมีพฤติกรรมแบบเด็กๆ ไปได้……บางทีคนเราเวลาอยู่กับแม่ของตัวเองมักจะเป็นอย่างนี้สินะ!
พักใหญ่ตู๋กูเสวียนจึงคลายอ้อมกอดปล่อยเยี่ยฉวนเป็นอิสระ นางเฝ้าลูบศีรษะบุตรชาย “หลังจากไปถึงกำแพงใหญ่จางเถี่ยน เจ้าต้องระวังตัวให้มาก ตกลงไหม?”
บุตรชายพยักหน้า “ข้ารับปากขอรับ”
ตู๋กูเสวียนยิ้มเศร้า จากนั้นจึงค่อยๆ ถอยห่าง
เยี่ยฉวนบอกอีกฝ่ายว่า “ท่านแม่……ท่านคอยข้ากลับมาอยู่ที่นี่”
ว่าแล้วคนพูดหันหลังให้และจากไปพร้อมเจ้าสุนัขอสูร…
หลังจากเยี่ยฉวนและสุนัขอสูรลับกายไปแล้ว ไป๋เสี่ยวเซียนหันมาทางตู๋กูเสวียนและบอกกับอีกฝ่ายว่า “แม่นางเสวียน…กรุณาไปกับอาวุโสลี่เถิด เขาจะดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านเอง!”
คนที่ยืนอยู่เงียบๆ ถัดไปข้างหลังไป๋เสี่ยวเซียน ชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้าตู๋กูเสวียน “เชิญมากับข้า!”
คนตรงข้ามพยักหน้า “ขอบใจ”
ทันทีที่ตู๋กูเสวียนและอาวุโสลี่ออกไป พลันเบื้องหน้าไป๋เสี่ยวเซียนปรากฏสตรีผู้มาเยือนคนหนึ่ง
ไป๋เสี่ยวเซียนเขม้นสายตามองสตรีที่เพิ่งมาถึง “เจ้าเข้าไปช่วยเขา!”
สตรีผู้มาเยือนถามเสียงเครียด “เจ้ามีปัญหางั้นหรือ?”
ไป๋เสี่ยวเซียนบิดมุมปากยกยิ้ม “เปล่าข้าแค่แปลกใจ ที่เห็นผู้นำแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางออกหน้าให้ความช่วยเหลือคนจากโลกพิภพอย่างเปิดเผยต่างหากเล่า”
ผู้นำแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง!
บุคคลที่อยู่ต่อหน้าไป๋เสี่ยวเซียนจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้นำแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง……นางคือเว่ยหยางเทียน!
เว่ยหยางเทียนกล่าวตอบว่า “เท่าที่ข้ารู้……สำนักแมวดำส่งคนมาที่นี่แล้ว พวกมันคงมีเป้าหมายมาตามหาเขาเป็นแน่”
คำบอกเล่านั้นทำให้คนฟังนิ่วหน้าเล็กน้อย “สำนักแมวดำเองก็อยากครอบครองสมบัติล้ำค่าชั้นยอดด้วยสินะ!”
เว่ยหยางเทียนพยักหน้า “สมบัติล้ำค่าชิ้นนั้น……กองกำลังน้อยใหญ่ต่างปรารถนาที่จะได้ครอบครอง อย่าว่าแต่กองกำลังเหล่านั้นเลย ถ้าเขาไม่ตัดสินใจไปกำแพงใหญ่จางเถี่ยน สักวันคงถูกลอบสังหารตายในไม่ช้า”
ไป๋เสี่ยวเซียนโต้แย้งเสียงขรึมปานกัน “ถึงจะไปกำแพงใหญ่จางเถี่ยน ที่นั่นก็อันตรายสำหรับเขาไม่แพ้กัน!”
เว่ยหยางเทียนพูดว่า “อย่างน้อยที่นั่นห้ามให้คนขั้นพลังเหนือกว่าขั้นศักดิ์สิทธิ์เข้าไป หลังจากที่เขาไปถึงแล้ว……จะได้ใช้เวลาฝึกปรือขั้นพลังของตนเองด้วย”
ไป๋เสี่ยวเซียนมองหน้าผู้พูด “เจ้ารู้จักเขามาก่อนงั้นหรือ?”
อีกฝ่ายหุบปากนิ่งเงียบ…
หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นและได้แต่ยิ้ม “ก็ได้ๆ ข้าไม่ถามแล้ว แต่เจ้าน่าจะรู้ว่าเขาเก็บสมบัติล้ำค่าไว้กับตัว ต่อไปคงมีแต่เรื่องเดือดร้อนไม่รู้จักจบจักสิ้น”
เว่ยหยางเทียนตอบเสียงเบาราวกะซิบ “สิ่งนั้นมิได้นำมาแต่โชคดี หากนำหายนะมาด้วย ไม่ว่าจะโชคดีหรือโชคร้าย เขาต้องรับมือกับมันให้ได้!”
กล่าวจบคนพูดพลางลุกขึ้นยืน “กระจายคำสั่งของข้า! ตอนนี้ตู๋กูเสวียนมารดาของเขาอยู่ในความดูแลของดินแดนดาวจักรวาลเว่ยหยาง! แจ้งข่าวบอกกล่าวให้ทราบโดยทั่ว ใครที่จ้องจะทำร้ายนาง อย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวอีก……ไม่ว่าใครก็ตาม!”
เสียงพูดหยุดลง……พร้อมกับร่างคนเลือนหายไปทันที
ไป๋เสี่ยวเซียนมองดูแล้วได้แต่ส่ายหน้าพลางพูดยิ้มๆ “นางยังเป็นคนขี้โมโหอยู่นั่นเอง!”
ว่าแล้วก็หายวับตามไปอีกคน
เยี่ยฉวนย้อนกลับเข้าไปที่เมืองเว่ยหยาง ระหว่างทางนั้นมีเสียงเจ้าสุนัขอสูรเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นว่า “ต้องมีใครบางคนช่วยเจ้าอยู่แน่ๆ!”
ชายหนุ่มตอบเรียบๆ “ข้าก็ไม่รู้!”
หวนนึกในความทรงจำ ครั้งแรกที่มาถึงยังดินแดนสวรรค์เขาไม่รู้จักใครที่นี่เลยสักคนด้วยซ้ำ……
ใครกันที่มาช่วยตน?
เยี่ยฉวนนึกไม่ออกเหมือนกัน!
อสูรสุนัขรำพึงเสียงครุ่นคิด “พลังของเจ้าก็ยังไม่เท่าไร เห็นได้ชัดตอนที่เจอกับสำนักมารภูตผี คนผู้นั้นเพิ่งมีพลังขั้นศักดิ์สิทธิ์ ถึงกระนั้นค่อนข้างมีความแตกต่างในด้านความแข็งแกร่งของขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอดกับขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป ถ้าต่อไปต้องเผชิญหน้ากับคนที่มีขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอด อาจจะรับมือได้ไม่ง่ายเหมือนตอนนี้แล้ว!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าพลันประจักษ์ขึ้น……ในขบวนคนที่มีขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ หลีฉางเฟิงนับว่าแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ชายหนุ่มเคยประมือด้วย จะเห็นได้ว่าหากเป็นคนแกร่งกล้าในขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ฝึกฝนมาอย่างดี นับว่ายากที่เขาจะเอาชนะได้!
สุนัขอสูรเอ่ยถามว่า “ตอนนี้เจ้าจะไปที่ไหน?”
คนตอบว่า “หอวาณิชว่านเป่า!”
สัตว์อสูรชะงักกึกและย้อนถามทันที “เจ้าคิดจะปล้นที่นั่น……อย่างนั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนอ้ำอึ้ง “อะไรกัน? เห็นข้าเป็นคนอย่างไร?”
สายตาของสุนัขอสูรมองมาอย่างรู้ทัน “หรือไม่ใช่?”
ชายหนุ่ม “……”



