บทที่ 797 ไปให้พ้น! (ต้น)
‘เยียวยาบาดแผล!’
เวลานี้เยี่ยฉวนไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น เขาอยากพักสักที!
ชายหนุ่มรู้สึกอ่อนเปลี้ยเหลือกำลัง
ขณะนี้เพิ่งรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าอย่างแท้จริง! เรี่ยวแรงความแกร่งกล้าแทบไม่เหลือ ไม่มีแม้กระทั่งแรงกระดิกปลายนิ้ว
กล่าวได้ว่าครั้งนี้เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดที่สุด!
ชายหนุ่มต่อสู้กับชายคนนั้น เป็นไปตามที่ใจต้องการแล้ว!
ตอนนี้เยี่ยฉวนความเข้าใจอะไรมากขึ้น ทว่าก็พบว่าตนมีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง
ถ้าไม่ต่อสู้กับคนที่มีพลังแกร่งกล้าจริงเสียบ้าง การฝึกฝนบ่มเพาะพลังชี่จะเป็นผลได้อย่างไร การพัฒนาจะเกิดข้อจำกัด
ชายหนุ่มไม่ควรหันหลังให้กับโลกแล้วปลีกตัวไปฝึกบ่มเพาะพลังเพียงลำพัง
ทว่าเขาไม่อยากคิดอะไรมากอีกแล้ว ที่ต้องการในตอนนี้มีอย่างเดียวคือนอนเงียบๆ อยู่บนพื้นนี่เท่านั้น!
ไม่ไกลกันนัก โจวเซิงเซิงเดินตรงไปยังชายสวมชุดคลุมยาวสีเขียว ทันใดนั้น เทียนซาและตี้ซาวูบเข้าปรากฏตัวยืนขนาบข้างชายคนนั้นเสียแล้ว
โจวเซิงเซิงชำเลืองมองคนสวมชุดคลุมเขียว “โม่เยี่ย?”
ชายสวมชุดคลุมสีเขียวบิดมุมปากยกยิ้ม “เสียใจด้วยที่ทำให้ผิดหวัง เปล่า……ข้าไม่ใช่คนผู้นั้น”
คนถามเงียบไป…
ผ่านไปครู่หนึ่ง โจวเซิงเซิงรำพึงออกมา “น่าเสียดาย”
อีกฝ่ายเหยียดมุมปากยิ้มพลางถามกลับ “น่าเสียดายที่เจ้าไม่ได้สู้กับเขางั้นหรือ?”
โจวเซิงเซิงพยักหน้ายอมรับ
ชายสวมชุดคลุมสีเขียวหัวเราะหึ “เจ้าควรคิดว่านั่นเป็นเคราะห์ดีมากกว่านะ!”
คนตรงข้ามถามอย่างใจเย็น “งั้นหรือ?”
ชายสวมชุดคลุมยาวสีเขียวเหยียดมุมปากยิ้ม หากไม่พูดอะไรอีก ก่อนจะหลับตาลงอย่างช้าๆ
โจวเซิงเซิงเหลือบสายตาไปยังเทียนซาและตี้ซา “พวกเจ้าสองคน ใครอยากเจอกับข้าก่อนกัน?”
เทียนซาก้าวออกมาข้างหน้า
ต่อมาตี้ซาหันไปพยุงคนที่สวมชุดคลุมเขียวออกไปแล้วรออยู่อีกทาง ขณะที่จ้านจุนพร้อมกับคนอื่นๆ ช่วยกันหอบร่างของเยี่ยฉวนหลบไปด้านหนึ่งด้วยเช่นกัน
เทียนซาไม่พูดพร่ำทำเพลง ทะยานออกไปพร้อมพุ่งหมัดเข้าหาโจวเซิงเซิงทันที
อำนาจแห่งพลังหมัดพสุธาพินาศของเจ้านั่นประหนึ่งคลื่นยักษ์โถมเข้าใส่จนน่าหวาดกลัว ก่อให้เกิดแรงกดอากาศลงไปยังกลุ่มคนที่อยู่รอบๆ จนแทบหายใจไม่ออกไปตามๆ กัน
โจวเซิงเซิงยืนนิ่งสีหน้าสงบเยือกเย็น จากนั้นเอื้อมมือข้างขวาปลดทวนเหล็กด้ามยาวที่เหน็บไว้ข้างหลังออกมา ครู่หนึ่ง พุ่งตัวออกพร้อมกับผลักทวนแทงออกไปอย่างรวดเร็ว
ทวนที่อยู่ภายใต้การควบคุมประดุจมังกรร้ายกาจโผนทะยานขึ้นมาจากท้องทะเลก็มิปาน!
ตูม!
ทั้งสองฝั่งเคลื่อนไหวเข้าหากัน จนผงะถอยหลังห่างไปอย่างรวดเร็ว ทว่าครู่ถัดมา พวกเขากระโจนเข้าปะทะกันอีกครั้ง……
การปะทะอันหนักหน่วงเป็นคำกล่าวว่าการต่อสู้ครั้งที่สองได้เริ่มขึ้นแล้ว!
อีกด้านหนึ่งเยี่ยฉวนนอนเหยียดยาวบนพื้นอย่างเงียบๆ ภาพการต่อสู้ของชายสวมชุดคลุมยาวสีเขียวก่อนหน้าแวบเข้ามาในห้วงความนึกคิด
อีกมุมหนึ่งในที่ที่ไม่มีใครเห็น ท่านไป่ที่ยืนเหยียบบนยอดไม้ ขณะจับจ้องมองลงมาเงียบๆ โดยมีอากุ้ยเยื้องอยู่ทางด้านหลัง
สายตาของท่านไป่จับจ้องไปยังเยี่ยฉวน
ขณะนั้นเสียงของอากุ้ยดังมาจากด้านหลังว่า “คนผู้นี้เปรียบได้ดั่งเพชรที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน มักจะแสดงให้เห็นถึงการไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ ถ้ารู้จักปิดบังขีดความสามารถไว้เสียบ้างคงจะดีกว่านี้”
ท่านไป่เหยียดมุมปากยิ้ม “อากุ้ย มีคนไม่กี่คนที่ทำให้เจ้าสนใจได้เพียงนี้!”
อากุ้ยตอบเสียงขรึม “ก่อนหน้านั้น เคยนึกว่าการที่เขามาได้ไกลถึงเพียงนี้เป็นเพราะโชคช่วยกับสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้น ทว่าเดี๋ยวนี้……กลับแสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่มีทั้งความกล้าหาญและเป็นธรรม อย่างในคราวที่ประมือกับชายคนนั้นก็สู้จนสุดกำลังไม่กลัวตาย ข้าชอบคนแบบนี้!”
ท่านไป่เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ถ้างั้นเจ้าจะรับเขาเป็นศิษย์สินะ?
คนถูกถามสั่นศีรษะปฏิเสธ “ข้ายังไม่คู่ควรที่จะเป็นอาจารย์เขาหรอก”
คนตรงหน้าส่ายศีรษะ “ได้สิ เจ้าเหมาะที่สุด!”
อากุ้ยมองผู้พูด ขณะที่ท่านไป่กล่าวอย่างจริงจัง “เต๋าแห่งกระบี่ของเขายังมิใช่เส้นทางสายหลัก! ทักษะกระบี่บินของชายผู้นั้นเหมาะกับมือสังหาร แล้วยังเหมาะในการใช้จู่โจม เต๋าแห่งกระบี่ของชายหนุ่มสามารถผสานกับเต๋าแห่งการสังหารของเจ้าได้เลย”
คนฟังนิ่งงัน…
เสียงอีกฝ่ายพูดต่อไปว่า “เขายังมีโอกาสพัฒนาต่อไป เพียงแต่มองไม่เห็นหรือไม่ก็มองพลาด ถ้าได้เจ้าช่วยชี้แนะ วันหนึ่งข้างหน้าจะกลายเป็นคนที่มีพลังแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้”
อากุ้ยพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ทว่าเหตุใดท่านจึงไม่รับเป็นอาจารย์เขาด้วยตัวเอง?”
ท่านไป่ตอบเสียงเบา “เขากับข้าไม่ค่อยลงรอยกัน กลัวว่าจะตีตายเสียก่อนเท่านั้น!”
อากุ้ยนิ่งอึ้งพูดไม่ออก
ในที่ที่ไกลห่าง การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป
กล่าวได้ว่าเทียนซากับโจวเซิงเซิง มีความแข็งแกร่งพอฟัดพอเหวี่ยงกัน การต่อสู้จึงไม่มีใครอยู่ในสถานะเหนือกว่าอีกฝ่ายอย่างแท้จริง
ตอนนี้ทั้งสองประลองกันแบบตัวต่อตัว ดังนั้นจ้านจุนและคนอื่นๆ รวมทั้งตี้ซาที่อยู่อีกด้านหนึ่ง……ไม่มีใครขยับเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นแต่ไกล “หลีก!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เทียนซาชะงักหยุด ถอยกลับไปที่ตี้ซาทันที
ทุกสายตาหันไปยังที่มาของเสียง ห่างไปราวสามร้อยจั้ง บุรุษหนุ่มยืนตัวตรงอยู่ที่นั่น คนที่เพิ่งเข้ามาสวมผ้าคลุมสีพื้นเรียบ มือขวาไพล่ไว้ด้านหลังท่าทางเหมือนพวกบัณฑิตผู้ลากมากดีกระนั้น
ไหนจะตัวกิเลนสีดำที่นอนหมอบราบไปบนพื้นข้างตัวนั่นอีก
ทันทีที่เห็นคนหน้าใหม่เข้ามา โจวเซิงเซิงถามออกไปทันที “เจ้าคือโม่เยี่ยใช่ไหม?”
ชายสวมผ้าคลุมสีพื้นไม่ตอบคำถามของโจวเซิงเซิง กลับหันไปมองทางทิศที่ไกลออกไป ทำให้ท่านไป่นิ่วหน้าเล็กน้อย……คนที่ตกเป็นเป้าสายตาของชายแปลกหน้าคือตนนั่นเอง
ชายสวมผ้าสีพื้นกล่าวกับฝ่ายตรงข้าม “ข้าเดาว่าท่านคือท่านไป่”
คนที่ถูกถามถึงขยับก้าวออกมาข้างหน้า พลันเท้าสัมผัสพื้นจึงปรากฏอยู่ต่อหน้าบุรุษสวมผ้าสีพื้นแล้ว
ท่านไป่มองดูชายสวมผ้าสีพื้น ทันใดนั้นรอยหัวคิ้วย่นขมวดเข้าหากันอีกครั้ง เมื่อพบว่าไม่สามารถมองคนที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่งอย่างที่ใจนึก……
ชายสวมผ้าสีพื้นเอ่ยพลางยิ้ม “ท่านไป่ ว่ากันว่า……ตอนนั้นท่านลงมือต่อสู้กับสำนักแมวดำไล่ไปจนถึงประตูเมืองด้วยตัวเองจนเกือบทำลายสำนักแมวดำได้สำเร็จ เรื่องนี้ทำให้ข้าเลื่อมใสท่านมานานแล้ว”
คนตรงข้ามกล่าวเสียงเคร่ง “เจ้าคือโม่เยี่ยแห่งสำนักแมวดำ!”
ชายสวมผ้าสีพื้นพยักหน้า “ถูกต้อง”



