บทที่ 886 : จะไม่ก่อปัญหา ข้าสัญญา! (ปลาย)
เยี่ยฉวนนิ่วหน้าเล็กน้อย “หมายความว่าอย่างไร?”
เสียงผู้เฒ่าตอบว่า “เหนือกว่าขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิตคือขั้นไขว่คว้าเต๋า คนที่บรรลุถึงขั้นไขว่คว้าเต๋าจะเริ่มเข้าใจเต๋าอย่างถ่องแท้ แต่เจ้าต้องรู้เอง ข้าไม่อาจอธิบายได้”
ขณะนั้นชายชราหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ณ วันนี้ในดินแดนจักรวาลดวงดาว มีการจำแนกยอดฝีมือออกเป็นสามประเภท ประเภทที่หนึ่ง ‘หยั่งรู้’ ประเภทที่สอง ‘เขตแดน’ และสามคือ ‘สุดขั้ว’ นั่นเอง”
เสียงเยี่ยฉวนถามขึ้นว่า “สุดขั้ว? มันคืออะไรขอรับ?”
ชายชรามองตรงคนถาม “อย่างเจ้าจัดเป็นพวกสุดขั้วด้วยให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งกับความรวดเร็วเป็นหลัก เพียงแต่พลังและความเร็วของกระบี่ถึงขีดจำกัดของตัวเองแล้วเท่านั้น หาใช่ขีดจำกัดแห่งฟ้าดินไม่”
เยี่ยฉวนถามย้ำ “ถ้าเช่นนั้นหมายความว่ากระบี่สามารถพัฒนาให้รวดเร็วได้มากกว่านี้……ใช่ไหมขอรับ?
คนถูกถามพยักหน้า “แต่การที่จะทำให้กระบี่จะรวดเร็วขึ้นนั้นยากนัก”
ชายหนุ่มค้อมตัวลงอย่างให้ความเคารพนับถือ “โปรดสอนสั่งด้วยขอรับ!”
ชายชรานิ่งไปชั่วขณะก่อนจะพูดว่า “เจ้าต้องการเชี่ยวชาญในแนวสุดขั้วโดยเฉพาะงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนสั่นหน้า “ข้าสนใจศึกษาแนวหยั่งรู้ด้วยขอรับ!”
คนชรามองอีกฝ่ายนิ่ง “ช่างเป็นคนทะเยอทะยาน! ถึงอย่างไรคงต้องเรียนรู้เข้าสักวัน ถ้าเน้นเฉพาะแนวสุดขั้วอย่างเดียว ต่อไปหากเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามที่เป็นพวกแนวหยั่งรู้ เจ้าจะลำบาก!”
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้นแล้วเอ่ยถาม “ผู้อาวุโส ในสามแนวทางนั่นใครแข็งแกร่งที่สุดขอรับ?”
ชายชราสั่นหน้า “ความแข็งแกร่งขึ้นอยู่กับตัวของผู้ฝึกฝน มานี่สิข้าจะพาเจ้าไปหาตาเฒ่าคนหนึ่ง”
ว่าแล้วเขาขยับลุกขึ้นจากที่ ราวกับฉุกคิดอะไรขึ้นได้จึงหันหาเยี่ยฉวน “ไอ้หนุ่มข้าไม่รู้จักนิสัยใจคอหรือภาวะทางอารมณ์ของเจ้ามาก่อน ถึงจะเป็นผู้ฝึกฝนที่มีอนาคตและมีค่า แต่ไม่อยากให้การฝึกฝนกลายเป็นเหตุนำหายนะมาสู่สำนักกระบี่เรา”
หลังจากนิ่งงันไปชั่วครู่ ชายหนุ่มจึงกล่าวกับอีกฝ่ายยิ้มๆ ว่า “ผู้อาวุโสข้าเคยสังหารคนมาก็มาก แต่ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มสังหารก่อนโดยไม่มีสาเหตุ! ตอนนี้เข้าใจดีถึงสิ่งที่ท่านเป็นกังวล เอาอย่างนี้ไหม? ขอสัญญาว่าจะไม่ลงแข่งประลองฝีมือเพื่อชิงตำแหน่งเจ้าสำนักกระบี่อย่างเด็ดขาด”
ชายชราย้อนด้วยเสียงบอกว่าฉุนขาด “เจ้ามันเก่งแล้วนี่ ทำไมถึงไม่ลองดูเล่า? อยากเห็นพวกปัญญาอ่อนได้เป็นเจ้าสำนักกระบี่งั้นหรือ?”
เยี่ยฉวน “……”
เสียงอีกฝ่ายถอนใจใหญ่พลางพูดว่า “ไอ้หนู ข้าไม่ได้อยากเป็นคนพูดจาจุกจิกจู้จี้ แต่ที่ผ่านมาบางสำนักล่มสลายไปด้วยเหตุปัญหาภายในเองทั้งนั้น เจ้าเป็นสุดยอดฝีมือ ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าทำให้สำนักกระบี่เราเกิดปัญหาขึ้นมาล่ะก็……
ชายหนึ่งยิ้มน้อยและตอบว่า “ผู้อาวุโส ข้ารับปากว่าจะไม่ทำตัวมีปัญหา ขอรับ!”
คนตรงข้ามส่ายหน้า “ยิ่งเห็นเจ้าแสดงความมั่นใจ ข้ากลับยิ่งหวั่นใจ!”
เยี่ยฉวน “……”
พลันชายชราตัดบท “ไปกันเถอะ! ข้าจะพาเจ้าไปพบยอดฝีมือแนวสุดขั้วอย่างแท้จริง!”
หลังจากนั้นเขาหันหลังและหายไปปรากฏในที่ไม่ห่างไกลนักอย่างรวดเร็ว
เห็นดังนั้นเยี่ยฉวนจึงรีบสาวเท้าเดินตามหลังไป
ในระหว่างทางไป เสียงมั่นอกมั่นใจของเจ้าสุนัขอสูรพูดออกมาจากหอคอยแห่งเรือนจำ “น้องชาย เจ้ามีปัญหาแน่นอน!”
ชายหนุ่มเงียบเสียงก่อนถามกลับ “พี่ชายพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร!”
สุนัขอสูรพูดอย่างรู้ทัน “เห้ยลองคิดดูสิ เจ้าไปที่ไหนมักมีปัญหาตามไปทุกที ไม่ใช่หรือ?”
เยี่ยฉวน “……”
หลังจากเดินอยู่พักใหญ่ ชายชราและชายหนุ่มมาถึงยังร้านช่างตีเหล็กแห่งหนึ่งในนครอานุภาพ
เบื้องหน้าร้านตีเหล็ก มีชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางแข็งแรงกำลังกระหน่ำตีลงไปบนอาวุธที่ถืออยู่ในมือ
เมื่อหันมาเห็นชายชรา ชายรูปร่างสูงแข็งแรงอุทานน้ำเสียงเย้ยหยัน “เฮอะ ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงที่นี่!”
ชายชราไม่ตอบทันที ทว่าเดินตรงเข้าไปภายในร้านตีเหล็ก ก่อนจะหันหน้าไปทางเยี่ยฉวน “ข้าพาศิษย์มาแนะนำให้รู้จัก!”
เยี่ยฉวนชะงักงัน จากนั้นรีบเปลี่ยนท่าทีด้วยการค้อมตัวลงคารวะต่อชายร่างใหญ่แข็งแรงตรงหน้า “ข้าชื่อเยี่ยฉวน ยินดีที่ได้รู้จักขอรับอาจารย์!”
เพียงได้ยินอีกฝ่าย ชายร่างใหญ่แข็งแรงมีท่าทีงงงัน……
จากนั้นชายชราได้พูดกับคนตรงหน้าว่า “ช่างตีเหล็กเฉิน ข้ามีเรื่องสำคัญมากอยากจะให้ช่วย เวลานี้ได้พบกับชายหนุ่มที่ดูมีอนาคตไกล ดังนั้นจึงพามาหาเจ้า เขาเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง เรียกว่าหมื่นปีถึงจะพบคนเช่นนี้สักครั้ง!”
เยี่ยฉวน “……”
ช่างตีเหล็กเขม้นตามองคนพูด “ไอ้แก่โรคจิต เจ้ากลายเป็นคนไม่รู้ร้อนรู้หนาวไปตั้งแต่เมื่อไร หา?”
อีกฝ่ายโต้กลับสุ้มเสียงจริงจัง “เจ้าเฉิน ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังจะจากไป ไม่อยากถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาหรือ?”
ช่างตีเหล็กสั่นศีรษะ “ไม่”
จากนั้นยกค้อนทุบลงบนทั่งต่อไป
เสียงชายชราเอ่ยอย่างเย็นชา “ไปจากที่นี่กันเถอะ!”
ว่าแล้วจึงหันหลังกลับเดินออกไป
เยี่ยฉวนลังเลเล็กน้อยก่อนจะรีบตามหลังไปทันที
ทันใดนั้นชายชราหยุดเดิน ก่อนจะหันกลับไปมองช่างตีเหล็กเฉิน “สั่งสอนมันเลย!”
เยี่ยฉวนตกตะลึง
อีกฝ่ายหันมาพูดกับเขา “ลงมือ! อย่าได้ปรานีแม้แต่น้อย!”
คราวนี้ชายหนุ่มไม่รีรอ เขาเหลือบตาไปยังช่างตีเหล็กเฉินแวบหนึ่งฉับพลันนั้นปรากฏกระบี่บินสองเล่มพุ่งเข้าใส่ร่างของช่างตีเหล็กเฉินทันที อย่างไรก็ตาม กระบี่สองเล่มกลับหายวับไปเมื่อเข้าใกล้ช่างตีเหล็กคนดังกล่าว
ในเวลาเดียวกันสีหน้าของเยี่ยฉวนแปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับดึงกระบี่ออกมาตวัดฟาดลงตรงหน้า
เชร้งงง!
กระบี่ฟาดลงไปบนความว่างเปล่า!
ไกลออกไป ช่างตีเหล็กยืนนิ่งในมือกำปอยผมไว้กลุ่มหนึ่ง!
เขาทอดสายตามองตรงมาทางเยี่ยฉวน จากนั้นคลายอุ้งมือปล่อยให้ปอยผมค่อยร่วงหล่นอย่างช้าๆ
ชายหนุ่มถึงกับเงียบเสียง
ตอนนั้นสีหน้าของช่างตีเหล็กพลันเปลี่ยนไป ทว่ามิได้เคลื่อนไหวแต่อย่างใด จากนั้นช่องอากาศที่อยู่รอบตัวพังทลายลงทันที แต่เพียงครู่เดียวกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้นกระบี่หนึ่งชะงักหยุดนิ่ง โดยทิ้งระยะห่างจากบริเวณกลางแสกหน้าของชายตีเหล็กเพียงไม่กี่ชุ่นเท่านั้น
กระบี่ไม่อาจเคลื่อนที่ได้เลยแม้ครึ่งชุ่น!
เป็นเพราะช่างตีเหล็กฉวยจับกระบี่ของเยี่ยฉวนไว้ด้วยปลายนิ้วของเขานั่นเอง!
ครู่ต่อมาช่างตีเหล็กมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเคร่งเครียด “เจ้าผสานทักษะลวงตากับเต๋าแห่งกระบี่……”
ขณะที่พูดพลางสั่นศีรษะ “ข้าจะไม่รับคนอย่างเจ้าเป็นศิษย์เพราะเคยพบคนที่เป็นเลิศกว่านี้มาแล้ว!”
กล่าวจบเขาหันหลังเดินกลับไป ยกค้อนฟาดลงบนทั่งต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ
ชายชราหันไปขยิบตาให้เยี่ยฉวน ทว่าชายหนุ่มส่ายหน้าและพูดยิ้มๆ “ผู้อาวุโส กลับกันเถอะ!”
อีกฝ่ายมองเขาอย่างครุ่นคิด ขณะที่เยี่ยฉวนยิ้มพร้อมกับพูดว่า “ข้าอยากมีพลังแข็งแกร่งแต่จะไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากคนอื่น”
จากนั้น ชายหนุ่มหันไปทางช่างตีเหล็กซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก “อีกปีหนึ่ง ข้าจะไม่มีวันแพ้ให้ใครอย่างเด็ดขาด!”



