บทที่ 893 : ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด! (ปลาย)
อันหลานซิ่วไม่ขยับเขยื้อน สายตาจ้องเขม็งผู้พูด “ท่านบอกเหตุผลมา”
เมื่อชินซานทำท่าขยับราวกับจะเอ่ยพูด อันหลานซิ่วพลันสั่นศีรษะทันที “ไม่ว่าท่านจะมีเหตุผลอะไร ข้าจะไม่ฆ่าเขา!”
จากนั้นนางหันหลังให้และเดินไปหาเยี่ยฉวน
ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริดกันหมด
ขัดคำสั่งอย่างโจ่งแจ้งงั้นหรือ?
แม้แต่เยว่อู่เฉินซึ่งอยู่ตรงกลางตะลึงงันไปด้วย นี่บ้าอะไรกัน?
พลันมีเสียงดังตามหลังมา ชินซานตวาดลั่นด้วยความโมโหโทโส “หยุดเดี๋ยวนี้!”
อันหลานซิ่วชะงักฝีเท้าพลางหันกลับไปมองชินซาน ซึ่งบัดนี้มีสีหน้าขุ่นเคืองดุร้ายนัก “เจ้ารู้ตัวไหมว่าทำอะไรลงไป?”
หญิงสาวตอบกลับ “เขาเป็นสหายข้า!”
สหาย!
ทุกคนที่อยู่ในบริเวณมองอันหลานซิ่วเป็นตาเดียว นางเป็นสหายกับคนของสำนักกระบี่งั้นหรือ?
ที่เห็นเด่นชัด สถาบันฝึกยุทธกับสำนักกระบี่มีปัญหาขัดแย้งกัน ทั้งสองต่างฝ่ายต่างไม่มีทีท่าว่าจะยอมลงให้กัน
บัดนี้ศิษย์สถาบันฝึกยุทธพูดออกมาเองว่าศิษย์สำนักกระบี่เป็นสหายกับนาง……
เมื่อได้ยินคำตอบของอันหลานซิ่ว ใบหน้าของชินซานยิ่งบูดบึ้งน่ากลัว “เขาเป็นสหายงั้นหรือ? เจ้าควรจะรู้ตัวนะว่าเวลานี้เป็นศิษย์สถาบันฝึกยุทธ”
หญิงสาวตอบเสียงเรียบ สีหน้าเมินเฉยปราศจากอารมณ์ “งั้นก็ดี นับตั้งแต่นี้ข้าไม่ใช่ศิษย์สถาบันฝึกยุทธอีกต่อไป!”
คำพูดนั้นของอันหลานซิ่วเรียกเสียงคำรามจากคนที่อยู่ในละแวกให้ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที!
ชินซานชะงักงันไปทันทีเช่นกัน เขาไม่คิดว่าอันหลานซิ่วจะพูดออกมาอย่างนี้!
นางไม่ใช่ศิษย์สถาบันฝึกยุทธอีกต่อไป?
ขณะต่อมาอารมณ์ของชินซานหมดสิ้นความโกรธเคือง ทว่าสีหน้าหมองหม่นอย่างเห็นได้ชัด!
เขาประจักษ์ชัดแจ้งถึงฝีมือเยี่ยมยอดของอันหลานซิ่ว หลายปีมานี้นางเป็นศิษย์ชั้นเลิศเพียงคนเดียวที่สถาบันฝึกยุทธรับเข้ามา ยิ่งกว่านั้นนางเป็นคนที่สืบสายโลหิตเทพแห่งสงครามด้วย!
ในตอนนั้นบรรดาคาณาจารย์ผู้อาวุโสของสถาบันฝึกยุทธตกอยู่ในอาการตกตะลึง!
เขารู้ความหมายของสายโลหิตเทพสงครามดี!
เมื่อใดที่มีศิษย์ไปจากสถาบัน เท่ากับว่าสถาบันต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่!
ทันใดนั้นเสียงพูดของใครคนหนึ่งดังออกมาจากอีกด้าน “แม่นางอัน อย่าตัดสินใจหุนหันพลันแล่น!”
ว่าแล้วบนบันไดหินปรากฏชายวัยกลางคนเดินลงมา!
พลันทุกคนหันไปเห็นคนที่กำลังมา เหล่าศิษย์สถาบันฝึกยุทธรีบค้อมกายลงต่ำแสดงความเคารพ “คารวะ ท่านจ้าว!”
ท่านจ้าว!
บุคคลที่ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาคือท่านจ้าวแห่งสถาบันฝึกยุทธ เหอเหลียนเทียน!
เขายังเป็นผู้ที่มีฝีมือชั้นยอดชนิดหาใครในดินแดนวิมานมาเปรียบได้!
เมื่อมองเห็นเหอเหลียนเทียน หัวคิ้วของชายชราเยว่อู่เฉินขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
ถ้าเหอเหลียนเทียนออกโรงยับยั้งเยี่ยฉวน เขาเองไม่มั่นใจว่าจะพาชายหนุ่มกลับออกไปได้สำเร็จ
คนที่เพิ่งมาถึง ก้าวตรงไปทางอันหลานซิ่วกับเยี่ยฉวน สายตาจับจ้องมองที่ชายหนุ่มไม่วางตาก่อนจะเบนกลับมาที่อันหลานซิ่ว พลางเอ่ยกับฝ่ายนั้นว่า “สหายของเจ้าจากดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง……งั้นหรือ?”
หญิงสาวพยักหน้า
เหอเหลียนเทียนผงกศีรษะเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยถามกับฟางเซวี่ยว่า “ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น?”
ฟางเซวี่ยลังเลไม่ได้ตอบทันที
ท่านจ้าวย้ำว่า “เล่ามาตามความจริง!”
คนถูกถามพยักหน้า นางเบนสายตามองไปทางเยี่ยฉวนก่อนจะตอบว่า “เขามาขอพบน้องสาว……”
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ฟางเซวี่ยได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่เหอเหลียนเทียน โดยไม่ขาดตกบกพร่องหรือต่อเติมเสริมแต่งแต่ประการใด
หลังจากฟังเรื่องราวจากปากของฟางเซวี่ย ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบงัน
หากกล่าวตามสัตย์จริงดูเหมือนเยี่ยฉวนไม่มีความผิด ด้วยเขามาเพื่อพบปะกับน้องสาวของตน……
ชิงซานสีหน้าเย็นชาขณะเหลือบมองไปทางเด็กหนุ่มซึ่งยืนข้างฟางเซวี่ย ก่อนหน้าเขาเป็นคนที่ออกมาขวางเยี่ยฉวน
เมื่อมองสบตาชินซานที่กำลังเพ่งเล็งมาที่ตนเอง หนุ่มคนดังกล่าวถึงกลับหน้าซีดเผือด!
แม้ว่าสถาบันฝึกยุทธกับสำนักกระบี่จะไม่ลงรอยกัน ถ้าหากเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเขาคงจะเสียใจอย่างยิ่ง
พลันต่อมาเหอเหลียนเทียนมองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเยี่ยฉวนพลางยิ้มน้อยๆ “เจ้าบอกว่าเยี่ยหลิงเป็นน้องสาวงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ
เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน รอยยิ้มของเหอเหลียนเทียนชะงักงันสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแข็งขืนขึ้นทันที “ถ้างั้นเหลียนว่านลี่เป็นสหายของเจ้าด้วยอีกคนสินะ?”
ครานี้เยี่ยฉวนตอบชัดเจน “ใช่!”
คนที่ได้ยินคำตอบของชายหนุ่ม ทั้งเหอเหลียนเทียนและชินซานต่างสีหน้าหมองลงทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งชินซาน ด้วยว่าบัดนี้เขาประจักษ์แจ้งแล้วว่าบรรดายอดฝีมืออัจฉริยะที่พวกตนรับเข้าสถาบันฝึกยุทธ แต่ละคนล้วนมีความสัมพันธ์กับเยี่ยฉวนทั้งสิ้น!
เวลานั้นชายชราเยว่อู่เฉินซึ่งยืนฟังเงียบๆ ไม่ห่างออกไปเอ่ยขึ้นพลางยิ้ม “ถ้าเช่นนั้น เรื่องราวครั้งนี้เกิดจากความเข้าใจผิด”
เข้าใจผิด!
เหอเหลียนเทียนผงกศีรษะเล็กน้อย “ใช่!”
ชินซานแย้งเสียงเข้ม “ท่านจ้าว……”
อีกฝ่ายสั่นศีรษะทำนองห้ามปราม “เรื่องเข้าใจผิด……ใหญ่หลวงทีเดียว!”
จากนั้นผู้พูดหันทางเยี่ยฉวน “เจ้าล่ะว่าอย่างไร?”
ชายหนุ่มตอบทันที “ข้าไม่สนว่าจะเข้าใจผิดหรือไม่……ตอนนี้เพียงสนใจแต่น้องเท่านั้น ถ้าสถาบันฝึกยุทธไม่อนุญาตให้พบนาง……งั้นก็ไม่เป็นไรข้าจะรับน้องกลับไปด้วยกัน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พลันชินซานเป็นฝ่ายสีหน้าเปลี่ยนวูบขณะทำท่าจะโต้แย้ง เหอเหลียนเทียนพูดยิ้มๆ ขึ้นเสียก่อนว่า “ทำไมพวกเราจะไม่อนุญาต? ในเมื่อเจ้าเป็นพี่ย่อมสมควรและมีสิทธิ์ที่จะพบนาง!”
คนพูดหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อมาว่า “เอาอย่างนี้ดีไหม? ทำไมเจ้าไม่เข้าร่วมสถาบันฝึกยุทธเสียเล่า? จะได้ศึกษาหาความรู้อยู่ด้วยกันกับสหายและน้องสาว วิธีนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน!”
ทันทีที่ได้ยินวาจาของเหอเหลียนเทียน เยว่อู่เฉินซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลถึงกับหน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ ขณะกำลังอ้าปากจะคัดค้าน เสียงเยี่ยฉวนซึ่งยืนตรงหน้าเหอเหลียนเทียนถามขึ้นทันทีว่า “ท่านอยากให้ข้าเข้าร่วมกับสถาบันฝึกยุทธ……งั้นหรือ?”
คนถูกถามพยักหน้า “ถูกต้อง!”
เยี่ยฉวนสั่นศีรษะหนักแน่นพร้อมกับบอกอีกฝ่ายว่า “ตอนนี้เป็นศิษย์สำนักกระบี่ ตราบใดที่ไม่ถูกสำนักกระบี่ไล่ออก ข้าจะเป็นคนของสำนักกระบี่ไปตลอดชีวิต อันที่จริงชื่นชมในความมีน้ำใจของท่านแต่ขออภัยที่ไม่อาจตอบรับคำเชิญ”
เขาไม่ใช่คนสิ้นคิดที่จะไม่รู้ว่า……หากยอมรับเข้าร่วมกับสถาบันฝึกยุทธในตอนนี้ จะเท่ากับเป็นการกระทำผิดต่อสำนักกระบี่ ยิ่งกว่านั้นถ้าทรยศสำนักกระบี่ คนของสถาบันฝึกยุทธจะดูถูกเหยียดหยามเขาด้วยเช่นกัน!
ถึงตอนนั้น ตนจะกลายเป็นที่น่ารังเกียจจากคนทั้งสองฝ่าย!
ถ้าแสดงออกถึงความภักดีต่อสำนักกระบี่ เชื่อแน่ว่าสำนักกระบี่ต้องพยายามปกป้องเขาอย่างถึงที่สุดแน่นอน!
ทว่าเมื่อใดที่ไปร่วมกับสถาบันฝึกยุทธ แล้วถ้าอีกฝั่งต้องการกำจัดเขาเสีย ครานี้ตนจะขาดคนหนุนหลังอย่างสิ้นเชิง!
เมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่มตรงข้าม เหอเหลียนเทียนได้แต่นิ่งเงียบ มุมปากเผยรอยยิ้มเนือย ทว่าแววตาเย็นเยือกฉายประกายอยู่ภายในลึกล้ำ!



