บทที่ 975 : นี่เป็นความโง่เขลาสิ้นดี……โง่อย่างไม่น่าเชื่อ! (ปลาย)
ถังชิงย้อนถามพลางยิ้ม “น้องรอง เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าเอนเอียงไปเข้าข้างเยี่ยฉวนสินะ?”
ทว่าถังเอ้อยิ้มเยื้อน “พี่ใหญ่ เข้าใจผิดแล้วขอรับ”
คนตรงข้ามพูดเสียงเรียบสีหน้ายิ้มแย้ม “ข้าเป็นคนของเผ่าถังคนหนึ่ง!”
จากนั้นนางจึงหุบปากไม่พูดอีก
คนของเผ่าถัง!
ถังเอ้อเขม้นมองถังชิงด้วยสายตาแน่วนิ่ง ไม่พูดอะไรอีกเช่นกัน ด้วยถ้าขืนพูดต่อไปดูจะกลายเป็นไล่บี้ถังชิงเกินไป
เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย กับการจงใจพุ่งเป้าไปที่นางในตอนนี้
พลันนั้นถังเหยี่ยนขยับตัวลุกขึ้นยืน “พวกเราจะทำตามแผนของถังชิง”
ผู้พูดพลันหายวับไป
ต่อมาไม่นานเขาย้อนกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง “เรื่องในตระกูลฉินมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล พวกเจ้าไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว ข้าจะจัดการด้วยตัวเอง!”
ร่างนั้นหายวาบไปอีกครา
ในขณะที่ถังเหยี่ยนออกไป คนอื่นๆ ที่อยู่ในหอโถงพากันทยอยกลับไปทีละคนสองคน
เมื่อเหลือถังชิงอยู่ตามลำพัง จู่ๆ ถังเอ้อเข้ามาพูดอยู่ที่ด้านหลัง “พี่ใหญ่ก่อนหน้าเผ่าเรา……ตัดขาดท่านไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองสักนิดเลยเชียวหรือ?”
ถังชิงหยุดกึกและตอบเสียงแผ่วเบา “แน่นอนว่าโกรธ ทว่ากลับโกรธตัวเองมากกว่า! ถ้าเป็นคนที่มีค่ามากพอ เผ่าถังจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องข้า จริงไหม?”
คนตรงหน้าบิดมุมปากยกยิ้ม “พี่ใหญ่ ท่านเป็นคนที่มองการณ์ไกลนัก”
ถังชิงกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “น้องรอง คนที่สืบทอดตำแหน่งหัวหน้ามีเพียงคนเดียว ทุกคนต่างอยากเป็นคนที่ได้รับสืบทอดตำแหน่งหัวหน้ากันทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม เราทั้งคู่อาจเป็นบันไดให้คนอื่นก้าวไปสู่ความสำเร็จก็ได้!”
ถังเอ้อยิ้มกว้าง “นี่กำลังจะบอกว่าท่านไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าสินะ?”
หญิงสาวตอบพลางยิ้มในหน้า “ข้าว่าเจ้ารู้คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว……แค่อยากเตือนความจำให้เท่านั้น”
อีกฝ่ายมองไปยังรูปปั้นของมู่หนานจื่อตรงหน้า ก่อนรำพึงกับตัวเองเสียงแผ่ว “ข้าเชื่อในโชคชะตา ทว่าจะทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงมันให้ได้!”
กล่าวจบคนพูดหันหลังและเดินกลับออกไป
ในบริเวณเดิม ถังชิงเดินตรงไปหยุดต่อหน้ารูปปั้นมู่หนานจื่อ หญิงสาวมองตรงไปที่รูปปั้น ก่อนจะตั้งจิตเข้าฌานสมาธิ
……
บนเกาะร้างกลางทะเลมหันต์สมุทร เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าต้นไม้ผลดกต้นหนึ่ง
กลืนอัญมณีเพชรน้ำค้างเซียน!
เวลานี้ความหวาดกลัวในใจยังไม่จางหาย
สตรีสวมชุดยาวสีดำเป็นคนที่ทรงพลังอำนาจเหลือรับ พอๆ กับหญิงสาวจ้าวมู่คนนั้น!
เคราะห์ดีที่ทั้งสองเป็นคนอารมณ์ร้อน จึงลงไม้ลงมือทันทีภายหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างสาดวาจาเชือดเฉือนเข้าใส่กัน มิเช่นนั้นเขาอาจไม่มีโอกาสหนีมาได้เช่นนี้อย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้นเบื้องหน้าเยี่ยฉวน หอคอยแห่งเรือนจำปรากฏตัวขึ้น ก่อนจะเริ่มกระโดดไปมาอย่างรวดเร็ว
อาหลิงน้อยโผล่มายืนข้างๆ อีกฝ่าย หลังจากมองดูหอคอยแห่งเรือนจำแล้ว เด็กตัวน้อยหันไปหาเยี่ยฉวน “มันถามว่าจะหนีมาทำไม เจ้าควรจับนางแล้วพามาขังไว้ในนี้!”
เยี่ยฉวนตอบเสียงห้วน “ข้าไม่คู่ควรประมือกับนาง!”
อาหลิงน้อยถาม “มันถามว่าทำไม!”
ชายหนุ่มชี้ไปที่หอคอยแห่งเรือนจำ “ต้องถามมันต่างหากว่าทำไมถึงไม่โผล่ออกมาแล้วรับมือกับนางเอาเอง!”
อาหลิงมองกลับไปยังหอคอยแห่งเรือนจำ ขณะต่อมานางหันกลับมาพูดกับชายหนุ่ม “มันตอบว่าเจ้าเป็นคนเจ้าเล่ห์ น่าจะหลอกล่อนางเข้าไปในหอคอยได้!”
คนฟังหุบปากนิ่งพูดไม่ออก!
เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหอคอยแห่งเรือนจำ?
มันเหมือนจะเป็นเด็กน้อยอายุสามขวบ?
ทำไมชอบตอบคำถามโง่ๆ หลายครั้ง?
เมื่อเยี่ยฉวนขยับปากทำท่าจะพูด พื้นที่ว่างเบื้องหน้าสั่นสะเทือนขึ้นทันใด ต่อจากนั้นคนที่ก้าวออกมาเป็นสตรี
นางคือสตรีสวมชุดยาวสีดำ!
เมื่อเห็นคนที่เดินออกมา พลันสีหน้าของเยี่ยฉวนหมองไปถนัดตา!
นางพบเขาเข้าแล้ว!
ในตอนนั้นอาหลิงน้อยร้องบอกมาว่า “มันเรียกนางมาเอง!”
ชายหนุ่มชะงักงันก่อนจะชี้มือไปที่หอคอยแห่งเรือนจำ “มันเองหรือที่เรียกนางมาที่นี่?”
อาหลิงน้อยผงกศีรษะ
คำตอบที่ได้รับ ทำให้เยี่ยฉวนแทบสิ้นสติไปด้วยความโมโห!
ให้ตายเถอะ!
หอคอยนี่ช่างต่ำช้าสิ้นดี?
คนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก สตรีสวมชุดยาวสีดำเดินย่างสามขุมตรงมาหาเยี่ยฉวน พลันหอคอยแห่งเรือนจำกับอาหลิงน้อยหายวับไปทันที
เยี่ยฉวนมองตามหน้าเหลอ
สตรีสวมชุดยาวสีดำเพ่งมองคนตรงหน้า “ทำไมถึงคอยแต่จะวิ่งหนีนัก?”
ชายหนุ่มตอบเสียงห้าว “เจ้าก็อยากได้หอคอย……เหมือนกันสินะ?”
คนถูกถามย้อนถามน้ำเสียงเย็นชานัก “เหตุใดข้าต้องอยากได้หอคอยต่ำช้านั่น?”
เยี่ยฉวนถามทันควัน “ถ้าเช่นนั้นทำไมถึงมาไล่ตามข้า?”
สตรีสวมชุดยาวสีดำกำหมัดแน่น เขม้นมองด้วยสายตาโกรธเคือง “เป็นถึงนายของหอคอย ทว่าทำตัวอ่อนแออย่างนี้ได้อย่างไร? เจ้าจะมาอ่อนแอเยาะแหยะไม่ได้!”
ชายหนุ่มรีบบอกรัวเร็ว “เดี๋ยวใจเย็นก่อน เจ้ารู้อะไรไหม? ข้ายังเด็ก! เพิ่งอายุครบสิบแปดเท่านั้น!”
“ยี่สิบต่างหาก!”
คนตรงข้ามเขม้นมองเยี่ยฉวน แววตาแข็งกร้าว “ข้าสังเกตเห็นกระดูกของเจ้าแล้ว ตอนนี้คงจะอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบแน่!”
มุมปากของเยี่ยฉวนกระตุกถี่ “เอาล่ะๆ… ข้าเพิ่งอายุยี่สิบ! แต่ก็ยังเด็กอยู่ดี! ไม่สิ เป็นแค่วัยรุ่น! เจ้าคิดว่าข้าแข็งแกร่งได้อย่างไรกันนะ?”
สตรีสวมชุดยาวสีดำกัดฟันกรอด “ปล่อยมันออกมา!”
เยี่ยฉวนตอบเสียงขรึม “มันบอกให้เจ้าเข้าไปเอง!”
สตรีตรงหน้าบิดยกมุมปากอย่างเย้ยหยัน “ในสายตาของเจ้า คงคิดว่าข้าโง่เสียเต็มประดาสินะ? ถ้าเข้าไป……มันจะได้เข้าควบคุมข้าเสียน่ะสิ!”
หากผู้ฟังทำท่าลังเลก่อนจะโพล่งถามออกไป “เจ้าคงไม่อยากเข้าไปในหอคอยสินะ?”
ฝ่ายตรงข้ามมองตรงไปที่เยี่ยฉวนราวกับกำลังมองคนหน้าโง่สักคนหนึ่ง “ข้างนอกสนุกกว่า ทำไมข้าถึงอยากเข้าไปในนั้นด้วย!
เยี่ยฉวนส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยถามนางว่า “เจ้ามาจากโลกห้ามิติงั้นหรือ?”
สตรีสวมชุดยาวสีดำสั่นศีรษะดิก “ไม่ใช่”
คนตรงข้ามมีสีหน้าตกใจ “เจ้า…”
อีกฝ่ายเสียงแหบต่ำ “เมื่อรู้สึกตัว เราก็มาอยู่ในหอคอยต่ำช้านี่เสียแล้ว อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหอคอยพาไปวิ่งเล่นพร้อมกับไล่ตามผู้คน พอถึงวันหนึ่งได้พบกับผู้ฝึกกระบี่สามคน!”
พูดเรื่องนี้แล้ว จู่ๆ นางมีท่าทีเกรี้ยวกราดขึ้นมา “เจ้าหอคอยต่ำช้า! ก็บอกอยู่ว่าจะไม่สู้กับพวกเขา! ทว่ามันกลับไม่ฟังอะไรเลย อีกทั้งยังบอกว่าจะไขว่คว้าเอาชัยชนะมา เจ้าโง่นี่เกือบตายเพราะพวกมัน และเราเกือบพินาศจบสิ้นไปด้วย! นี่เป็นความโง่เขลาสิ้นดี……โง่อย่างไม่น่าเชื่อ!”
เยี่ยฉวนนิ่งอึ้ง



