Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 105

ตอนที่ 105 ครึกครื้นดีจริง

บรรดาเด็กๆ กินดี ฝึกหนัก และยังอายุน้อย นอกจากหวังทงแล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนเตี้ยกว่าคนของอีกฝ่าย

แต่ถนนที่ไม่กว้างนักเช่นนี้ เด็กๆ ตัวเล็กจึงกลับได้เปรียบกว่า ผู้คุ้มกันพวกนั้นก้มตัวลงต่อยก็ไม่สะดวกนัก แต่พวกเด็กๆ กลับลงมือได้คล่องกว่า

เด็กวัยเดียวกันเวลาลงมือต่อยตีก็มักจะไม่มียุทธวิธีอะไรนัก และก็ไม่รู้จักการโจมตีจุดยุทธศาสตร์ แต่พวกเด็กจากลานฝึกเหล่านี้ฝึกการใช้มีดไม้กันมาแต่เล็ก ลงมือกันขึ้นมาก็รุนแรงไม่เบา

ผู้คุ้มกันสองแถวบาดเจ็บและโมโหอย่างมาก หากได้เห็นความเป็นระเบียบและขบวนแถวของบรรดาเด็กๆ แล้ว ก็ยังคงไม่เห็นเด็กพวกนี้อยู่ในสายตา พอลงมือจึงเสียเปรียบทันที

คนหนึ่งที่ขวางอยู่ด้านหน้าเป็นคนที่ใกล้ที่สุด พอรู้สึกว่าท้องน้อยกับจุดยุทธศาสตร์ถูกโจมตี ก็อ้าปากล้มลงกับพื้นทันที ยังถูกเท้าหลายคู่ตามมากระทืบซ้ำ

มีการคุ้มกันหน้าประตูอย่างเข้มงวด คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้อีก มีแต่ตอนที่เด็กๆ กรูกันเข้าไป พอถูกตีก็จะรัดตัวอีกฝ่ายไว้ เมื่อคนแรกเอาไม่ลง ก็จะตามด้วยอีกหลายคน จนล้มอีกฝ่ายลงกับพื้นได้ แล้วช่วยกันรุมตี

พวกที่ผ่านการฝึกกับพวกที่ไม่เคยเข้าร่วมการฝึกร่วมนั้นต่างกัน เด็กสิบกว่าคนรวมเป็นหนึ่งกลุ่ม รุกรับประสานกัน พอตีล้มลงได้ก็จะจัดการคนถัดไปต่อ

หวังทงทางนี้ต่างจากคนอื่น แม้ว่าตอนนี้จะเป็นพวกเดียวกัน แต่เขากับว่านลี่และหลี่หู่โถวสามคนอย่างไรก็ต่างจากคนอื่นๆ

ดังนั้นเขาสามคนจึงรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ฮ่องเต้ว่านลี่นอกจากการต่อสู้สะเปะสะปะที่ลานฝึกครั้งนั้นแล้ว ไหนเลยจะเคยพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ ทว่าพอรอบกายมีแต่พวกเดียวกันที่กล้าหาญชาญชัยบุกขึ้นหน้า เขาก็ฮึกเหิมอย่างมาก ขาที่โขยกเขยกนั้นก็ไม่ออกอาการ เดินรุกคืบไปอย่างเร็ว หวังทงได้แต่เร่งฝีเท้าวิ่งไปบังอยู่ด้านหน้าฮ่องเต้ว่านลี่ให้เร็วขึ้นอีก

พวกฮ่องเต้ว่านลี่เดินขึ้นหน้าไปเรื่อย พวกเด็กๆ กำลังต่อยตีชุลมุน ก็ตามมารวมกันไม่ทัน สุดท้ายก็ถูกโดดเดี่ยว ไม่นานก็มีคนมาขวางอยู่ด้านหน้าพวกเขาสามคน

ผู้คุ้มกันสิบกว่าคนทางนี้ขวางไว้ไม่อยู่ บ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันที่ล้อมหน้าประตูไว้ก็แยกออกมาปิดทางไว้ พวกที่อยู่หน้าสุดก็กำลังเผชิญหน้ากับพวกหวังทง

คนผู้นี้แม้ว่าแต่งกายแบบบ่าวรับใช้ แต่รูปร่างสูงใหญ่ พอเห็นหวังทงเป็นเด็กที่ยังไม่โตนัก ข้างกายมีเด็กสองคน ในใจก็รู้สึกมั่นใจมาก พุ่งเข้าใส่ไปหนึ่งหมัด

หมัดพุ่งไปถึงกลางทาง แขนก็ค้างแข็งอยู่อย่างนั้น หน้าตาบิดเบี้ยว เพราะตอนที่ต่อยหมัดออกไปเมื่อครู่นั้น หลี่หู่โถวโจมตีช่วงล่างเขาอย่างเร็วและดุดัน กระแทกศอกลงไปอย่างแรง

จุดยุทธศาสตร์ถูกโจมตี ไหนเลยจะไม่เจ็บปวด การเคลื่อนไหวของร่างยักษ์ก็ชะงักงัน แต่เบื้องหน้าเขายังมีหวังทง หวังทงขยับตัว ฉวยโอกาสจังหวะนี้ทุบหมัดลงไปทันที

หวังทงลงมือรุนแรง ประสบการณ์ต่อยตีบนท้องถนนก็นับว่ามีมากที่สุดในบรรดาเด็กทั้งหมด กำลังของเขาก็ไม่มีเด็กคนไหนเทียบได้ ออกหมัดไปเช่นนี้ คนผู้นั้นก็ร้องเจ็บปวดดังลั่น ล้มหงายท้องกระแทกพื้นทันที

ฮ่องเต้ว่านลี่ยืนอยู่ตรงนั้นอยู่นาน แต่กลับไม่มีโอกาสได้ลงมือ เมื่อครู่ตอนที่คนท่าทางดุดันพุ่งเข้ามา เขายังตกใจหลบไปอีกทาง พอเห็นคนล้มลง ก็รีบเข้ามาฉวยโอกาสกระทืบท้องคนผู้นั้นสองที รู้สึกสะใจมาก

ช่วงเวลาที่ถูกถ่วงเอาไว้ ทำให้ช้าลง เด็กๆ ด้านหลังล้มอีกฝ่ายลงได้แล้วก็กรูตามมา ไม่ต้องให้พวกหวังทงสามคนตีเปิดทางเป็นแนวหน้าแล้ว

ในที่สุดหวังทงก็รู้สึกคลายความกังวลลงได้ ตอนนั้นบริเวณพื้นที่ระหว่างประตูบ้านกับบ้านนั้นตีกันชุลมุนราวกับหม้อโจ๊กเละตุ้มเป๊ะ พวกเด็กๆ มีคนมาก พวกจวนเสนามีคนน้อยกว่า ตอนนี้ยังมาถูกจัดการล้มไปสิบกว่าคน การได้เปรียบเรื่องจำนวนคนก็ยิ่งเห็นได้ชัด

การต่อยตีกันชุลมุนเช่นนี้ พวกหวังทงมีแค่สามคนจึงมักมีคนคิดอาศัยความได้เปรียบรุกเข้าใส่ แต่คิดไม่ถึงว่าหวังทงจะมีแรงมากและลงมือรุนแรง หลี่หู่โถวก็หลบหลีกโจมตีฉับไว ประสานมือกันแล้วรับมือยากกว่าพวกเด็กๆ ที่ตีกันมั่วพวกนั้นอีก และตอนที่ถูกตีล้มลงไป ก็จะต้องโดนเจ้าเด็กอ้วนฉีกยิ้มกระทืบซ้ำอีกหลายที

จัดการไปได้อีกสองคน สถานการณ์ไม่อาจยับยั้งไว้ได้อีกต่อไป บ่าวรับใช้ที่ใช้ไม่ได้ของจวนเสนาพอถูกตีล้มลง ที่เหลือก็จะเป็นพวกผู้คุ้มกันพวกนี้แล้ว

และพอคนถูกตีล้มลงมากขึ้น พื้นที่ก็เปิดโล่งมากขึ้น ผู้คุ้มกันพวกนี้ก็เผชิญหน้ากับเด็กที่ตัวเล็กและเตี้ยกว่า บรรดาเด็กๆ พอเริ่มเสียเปรียบ ก็ระมัดระวังกันมากขึ้น

ทางหวังทงกลับยิ่งยุ่งยาก การที่ฮ่องเต้ว่านลี่รอกระทืบสุดท้ายนั้น ทำให้อีกฝ่ายโกรธมาก ต่างก็คิดจะเข้ามาแก้แค้น

การแก้แค้นนี้แน่นอนย่อมให้หวังทงเป็นคนรับมือ มือหนึ่งรั้งขาด้านในอีกฝ่ายไว้ แต่อีกมือหนึ่งยังไม่ทันตามมา ก็ถูกหมัดของอีกฝ่ายพุ่งใส่ ใบหน้าเจ็บแปลบราวกับไฟลวก

หลี่หู่โถวกำลังจะลอบโจมตี ก็ถูกฝ่ามือของอีกฝ่ายที่เตรียมป้องกันไว้ก่อนหน้าปัดออก ฮ่องเต้ว่านลี่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คนผู้นั้นผลักหวังทงออก เอื้อมมือจะคว้าฮ่องเต้ว่านลี่ หวังทงร้อนใจมาก ไม่สนใจอะไรอีกแล้วตอนนี้ พุ่งโถมเข้าใส่ทั้งตัว

ถูกคนผู้นั้นต่อยจมูกอย่างแรงไปหมัดหนึ่ง น้ำตาร่วง หน้ามืดตาลาย สายตาหวังทงมองได้เลือนลาง แต่ยังคงกอดรัดคนผู้นั้นไว้แน่น

กอดไว้แน่นแล้ว ยังไม่ทันได้รอให้อีกฝ่ายดิ้นรน หวังทงก็ยกหัวกระแทกใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง แม้ว่าจะเล่นเอาเจ็บหัวมาก แต่อีกฝ่ายก็หมดแรงอ่อนยวบลงพร้อมเสียงร้องเจ็บปวดดังลั่น

พอเห็นหวังทงลงมือรุนแรง ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อีกอยู่พักหนึ่ง หวังทงลูบใบหน้าของตนพลางตะโกนเสียงดังลั่นว่า

“หวงอี้จวิน อย่าวิ่งไปไหน ตามอยู่หลังข้า หากวิ่งเปะปะไปอีก ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้!!”

ตอนที่คนผู้นั้นเอื้อมมือจะคว้าตัวฮ่องเต้ว่านลี่ ฮ่องเต้น้อยก็กลัวจนตัวแข็ง หวังทงพุ่งตัวกลับมาจึงได้ผ่อนลมหายใจลงได้ พอหวังทงตะโกนใส่เช่นนี้ เป็นการกระทำที่บังอาจอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาคับขัน เขากลับลืมโกรธและตำหนิ กลับพยักหน้าหงึกหงักแทน

พอลงมือกันชุลมุนเช่นนี้ พวกเด็กๆ ก็หน้าปูดบวมเขียวช้ำกันไปไม่น้อย อีกฝ่ายก็ล้มลงร้องครวญครางเรียกหาแม่กันไม่น้อยเช่นกัน นับว่าเสมอกัน

พวกเด็กๆ ค่อยมารวมตัวกันที่ประตูบ้าน อีกฝ่ายล้อมอยู่ทางร้านน้ำชา ยืนเผชิญหน้ากัน การต่อสู้เมื่อครู่ ทำเอาหญิงสาวที่ถือกรรไกรอยู่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย ไม่มีใครสนใจเถ้าแก่เซี่ยกับพวก พวกเขาจึงรีบวิ่งเข้าบ้านเข้าแย่งเด็กน้อยคืนจากพวกบ่าวรับใช้ ทั้งครอบครัวกอดกันร้องไห้เสียงดัง ร้องไห้กันได้พักหนึ่ง พี่สาวและหลานสาวเถ้าแก่เซี่ยก็เริ่มร้องไห้ไปทุบตีไป คนที่ถูกทุบตีนั้นย่อมเป็นพี่เขยเถ้าแก่เซี่ยนั่นเอง

แค่เวลาไม่นานจริงๆ ใครก็คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะแปรเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ไปได้ สองฝ่ายกำลังประจันหน้ากัน คุณชายในร้านน้ำชาผู้นั้นโมโหอย่างมาก

ปาถ้วยชาในมือแตกกระจาย ตบพัดในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง ร้องตะโกนเสียงดังแหลมมาว่า

“พวกเจ้าเลี้ยงเสียงข้าวสุก ถูกเจ้าลูกสุนัขเล่นงานสะบักสะบอมเช่นนี้ได้ไง ยังหัวหดอะไรกันอยู่อีก รีบไปชิงตัวมาให้ข้าเร็วเข้า!!”

ข้างกายเขามีคนอยู่สองคน คนหนึ่งท่าทางเหมือนพ่อบ้าน อายุราวสี่สิบกว่า อีกคนใส่ชุดเกราะ ที่เอวเหน็บดาบไว้ รูปร่างสูงใหญ่ น่าจะเป็นหัวหน้าของผู้คุ้มกัน พอได้ยินว่าคุณชายโกรธมาก พ่อบ้านผู้นั้นก็รีบเดินขึ้นหน้ามาชี้ไปที่หัวหน้าชุดคุ้มกันตวาดเสียงดังว่า

“ซูเปียว เจ้าเคยปราบโจรลัทธิบัวขาวที่ซานตงมาไม่ใช่หรือ บอกว่ามีคนในมือเป็นร้อยไม่ใช่หรือ ทำไมแม้แต่เจ้าลูกสุนัขก็ไม่กล้าลงมือ”

ชายที่ถูกเรียกว่าซูเปียวผู้นั้นก้มหน้าลง กล่าวเสียงหนักแน่นว่า

“คุณชาย พ่อบ้านรอง เมื่อครู่พวกพี่น้องเราจะใช้อาวุธลงมือ ข้าน้อยห้ามไว้ เด็กพวกนี้ร่างกายแข็งแรง แต่งกายเรียบร้อย เห็นก็รู้ว่าผ่านการฝึกมา ยังไมรู้ว่าเกี่ยวข้องอะไรกับผู้ใดในเมืองหลวง ตอนนี้บาดเจ็บยังไม่เท่าไร หากใช้อาวุธกันขึ้นมาแล้ว เกรงว่าจะทำให้จวนเราต้องเดือดร้อน!”

พอพูดจบ ก็มีสายลมพัดมาวูบหนึ่งพร้อมของที่ปลิวมาอย่างแรง ซูเปียวรู้ตัวกระโดดหลบไปอีกทางหนึ่ง ยังไม่ทันได้ดูว่าอะไรปลิวมา คุณชายผู้นั้นก็ลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธมาก ยกมือตบไปที่หน้าอย่างแรง

ซูเปียวจะหลบก็ไม่ยาก แต่ไม่หลบ ยอมถูกตบไปหลายที ได้ยินเสียงคุณชายผู้นั้นด่าด้วยความโมโหว่า

“จะเป็นเด็กตระกูลไหนได้ ไม่มีผู้ใหญ่ตามมาก ยังจะเกี่ยวข้องกับตระกูลไหนได้ ซูเปียว เจ้าอย่าคิดว่าบิดาส่งเจ้ามา ก็จะสั่งนั่นสั่งนี่ได้ ส่งเจ้ามาก็เพื่อมาคอยติดตามข้า ไม่ใช่ให้เจ้ามาคุมข้า ไสหัวไป!”

ซูเปียวหน้าสีหน้าซีดเผือด ได้ยินเสียงคุณชายตะโกนสั่งพ่อบ้านว่า

“หวังเหล่าเอ้อร์ ให้พวกมันลุย ฟันตายไปเจ็บไป คุณชายเช่นข้าจะรับไว้เอง เตาปรุงยาชั้นดีอย่างนี้คืนนี้ต้องเอาไปใช้ให้ได้…”

“คุณชาย เมืองหลวงเป็นพื้นที่สำคัญ หากมีเรื่องถึงขั้นเสียชีวิตจะจัดการไม่ง่ายนะขอรับ!!”

“ซูเปียว หากเจ้ายังพูดอีกคำ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะเอาเมียและลูกสาวเจ้าสามคนขายให้ท่าเรือทงโจวนั้นไปซะเลย”

คำพูดรุนแรงเช่นนี้ ทำเอาซูเปียวไม่กล้าตักเตือนต่อ หลบไปยืนอยู่อีกทาง พ่อบ้านผู้นั้นก็กระโดดออกไปตะโกนว่า

“ทุกคน คุณชายสั่งมาว่า ให้พวกเจ้าหยิบอาวุธสู้ ลงมือให้เด็ดขาด พาคุณหนูกลับไปได้ จะตกรางวัลอย่างงาม!!”

ละครเรื่องฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้านเล่นมาถึงตอนนี้ก็เล่นกันได้พอสมควรแล้ว เด็กๆ ที่ล้อมอยู่หน้าบ้านตอนนี้สีหน้าเริ่มซีดเผือด คนที่ถูกตีล้มลงไปตอนนี้ก็ลุกขึ้นมาล้อมพวกเขาเอาไว้แล้ว พวกผู้คุ้มกันถืออาวุธกันอย่างลังเล มีดผาหน้าไม้พร้อมสรรพ

ตอนมาถือไม้พลองมาด้วยก็คงดี ตอนนี้มือเปล่าจะไปรับมือคมอาวุธอีกฝ่าย ผลก็ชัดแจ้งอยู่แล้ว ยามนี้หวังทงกับบรรดาเด็กๆ ที่ปกติเป็นหัวหน้ากลุ่มนั้นก็ยืนอยู่หน้าสุดของขบวน เขากำชับหลี่หู่โถวว่า

“รีบพาหวงอี้จวินเข้าไปในบ้าน เฝ้าให้ดี ได้ยินไหม!!”

หลี่หู่โถวพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ลากฮ่องเต้ว่านลี่ที่กำลังลนลานอยู่นั้นเข้าไปด้านใน บรรดาเด็กๆ มองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกตึงเครียด แต่ก็ยอมเปิดทางให้ว่านลี่ หากจะเปิดฉากลงมือกัน ก็หวังอะไรกับเจ้าอ้วนนี่ไม่ได้เลยจริงๆ

กำลังจะไปถึงประตู พี่เขยเถ้าแก่เซี่ยก็รีบพุ่งมาปิดประตู ไม่ว่าหลี่หู่โถวจะทุบเท่าไรก็ไม่เปิด

แม่มันสิ ถึงกับกล้าเอาตัวรอด รื้อสะพานเมื่อข้ามฝั่งได้ พวกเด็กๆ ด่ากันใหญ่ พวกผู้คุ้มกันที่รุกคืบเข้ามาก็รู้สึกขำในความโชคร้ายของคนอื่น พากันหัวเราะดังลั่น

หวังทงกัดฟันกรอด ดึงเสื้อออกมาพันแขนไว้ ตะโกนดังลั่นว่า

“หาอะไรพันแขนไว้กันมีดดาบ สู้ตาย!!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!