ตอนที่ 131 ความจริงคล้ายปรากฏ
อากาศเดือนหน้าก็ร้อนบ้างแล้ว หวังทงตื่นขึ้นมาก็รีบไปที่ลานฝึก เขาคิดอยากรู้ว่ารายชื่อและคำให้การส่งไปแล้วมีผลอย่างไรบ้าง
ตามปกติที่ปฏิบัติกันเป็นประจำ ระฆังยามเช้าดังขึ้น ประตูวังเปิด ในเวลาสามในสี่ชั่วยามโจวอี้ก็จะนำสองกองกำลังจากกองกำลังมังกรรักษาพระองค์ออกมา จัดการวางกำลังรักษาการณ์ประจำวัน
แต่วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม กองกำลังมังกรรักษาพระองค์มาแต่หูฉี ไม่เห็นเงาของขันทีคนอื่นๆ ปกตินอกจากพวกที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่แล้ว ก็จะมีพวกประจำเวรกลางคืนจะออกมาที่หอเลิศรสของหวังทงในตอนประตูวังเปิดเพื่อมาดื่มน้ำซุปร้อนๆ และทานอาหารกัน วันนี้กลับไม่เห็นสักคน
เทียบกับยามปกติแล้วยังสายกว่าอีกหนึ่งชั่วยาม ขันทีน้อยเสี่ยวไช่ นามว่าไช่หนาน ที่ติดตามโจวอี้เป็นประจำนั้นก็รีบมาหาหวังทง
ตอนนี้ขันทีน้อยไช่หนานผู้นี้มีท่าทีนอบน้อมกับหวังทงอย่างมากที่สุด นอบน้อมเสียยิ่งกว่าโจวอี้ เจ้านายของตนเสียอีก เป็นเพราะรู้ดีว่าอำนาจวาสนาของตนนั้นตกอยู่ในมือใครกันแน่แล้ว
ไช่หนานเดินเข้ามาในห้อง แม้ว่าไม่มีผู้คน แต่ก็เข้าไปกระซิบใกล้ๆ ว่า
“ใต้เท้าหวัง โจวกงกงให้ข้าน้อยมาเรียนท่านว่า ในวังเริ่มสืบสวนกันแล้ว แต่ข่าวยังต้องอีกวันสองวันจึงจะปล่อยได้ บรรพชนใหญ่และบรรพชนรอง[ 1 ]ล้วนมีคำสั่งให้ปิดปากให้เงียบ ขอให้ท่านอย่าได้แพร่งพรายออกไป”
เพียงแค่เริ่มสืบสวน ก็มีข่าวดียิ่งใหญ่เช่นนี้ หวังทงรู้สึกผ่อนคลายลง เห็นขันทีไช่หนานที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก็ล้วงเอาก้อนทองออกมาจากอกเสื้อส่งให้ไป กล่าวอย่างสุภาพว่า
“ลำบากกงกงท่านที่ต้องมาแจ้งข่าวแต่เช้าเช่นนี้ รีบไปรับน้ำซุปและอาหารร้อนที่หอเลิศรสเถิด!”
ไช่หนานปฏิเสธครู่หนึ่ง ก็เลิกคิ้วยิ้มรับก้อนทองนั้นไป พยักหน้าน้อมกายลงกล่าวว่า
“ใต้เท้าอย่าได้เรียกข้าน้อยว่ากงกง ทำข้าน้อยอายุสั้น จริงๆ นะ ข้าน้อยติดตามโจวกงกง ได้พบใต้เท้าหวัง นับเป็นวาสนาที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนจริงๆ เลย!”
ตอนที่ทำธุรกิจในชาติก่อน ลูกค้าและเจ้านายลูกค้าก็ต้องพูดจาเกรงใจเชื่อมสัมพันธ์ และกับคนทำงานระดับล่างก็ต้องรักษาสัมพันธ์ให้ดี เพราะไม่รู้จะต้องไหว้วานเมื่อใด หวังทงมีความคิดเช่นนี้มาโดยตลอด
ไช่หนานกำลังเอ่ยวาจาสุภาพอยู่นั่นเอง ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าม้าควบมา คนผู้หนึ่งรีบลงจากหลังมา ตะโกนเสียงดังมาจากด้านนอกว่า
“น้องหวังอยู่ไหม? ข้าหลี่ว์วั่นไฉ!!”
รีบด่วนเช่นนี้มีเรื่องอันใดกัน หวังทงตะโกนตอบเสียงดัง ไช่หนานกล่าวอำลาขอตัว หลี่ว์วั่นไฉเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน ใบหน้าดำเข้มรู้สึกเขียวคล้ำขึ้นเล็กน้อย ตื่นเต้นตกใจอย่างมาก
เห็นในห้องไม่มีใคร หลี่ว์วั่นไฉก็เข้าใกล้ไปกระซิบเสียงค่อยๆ ว่า
“เมื่อวานตอนน้องหวังไปชิงตัวคนที่หมู่บ้านหวง ข้าทางนี้กลับคิดได้เรื่องหนึ่ง คดีที่ศาลซุ่นเทียนส่วนใหญ่เป็นคดีจากอำเภอต้าซิงและหว่านผิง อำเภออื่นๆ ล้วนไม่ตั้งข้อหา ก็จะไม่รายงานขึ้นมา เมื่อวานตอนบ่ายส่งมือปราบที่ไว้ใจได้ไปตรวจสอบในหลายอำเภอ วันนี้กลับมารายงาน น้องหวังเจ้าเดาสิว่าสืบได้อะไรมา?”
“พี่หลี่ว์อย่าได้หยอกข้าเล่นเลย หรือว่าสืบได้ว่าเกี่ยวข้องกับลัทธิไตรสุริยันกันล่ะ!”
“ใช่เลย! ช่างบังเอิญ พวกเราหาข่าวยากลำบากในเมืองนี่ แต่หมู่บ้านหวงที่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนักกลับมีวัดใหญ่ชื่อว่า วัดฮุ่นหยวน ในวัดกราบไหว้พุทธไตรสุริยันกัน แม่มันสิ เงาดำใต้แสงไฟจริงๆ ใกล้แค่ปลายจมูกนี่ พวกเรากลับไม่รู้!”
หลี่ว์วั่นไฉตบโต๊ะอย่างตื่นเต้น ที่นี่สืบข่าวลัทธิไตรสุริยันไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปจากไหน วัดใหญ่ที่กราบไหว้พุทธไตรสุริยันนี่นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่
“ไปขอเอกสารจากหน่วยงานศาลที่ดูแลสายงานศาสนามาดู วัดฮุ่นหยวนมีมาตั้งแต่ปีที่ 6 รัชสมัยหลงชิ่งแล้ว อาศัยชื่อเสียงของนิกายเซ็น สั่งสมบารมียิ่งใหญ่ นับว่าใหญ่สุดในหมู่บ้านหวง มีผู้นับถือไม่น้อย”
หวังทงยกมือตบลงบนโต๊ะเบาๆ รีบถามขึ้นว่า
“ทำไมมีเอกสารที่ศาลด้วย?”
“ครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านหวงไปกราบไหว้ที่วัด จากนั้นก็ไปแจ้งความที่ศาลว่าลูกสาวหายไป บังเอิญว่ามีคดีแบบนี้ในช่วยเวลานั้นหลายคดี พอเป็นเรื่องใหญ่ ชาวบ้านก็ขอให้ศาลส่งคนไปช่วยสืบ จึงได้รายงานมา คิดไม่ถึงว่าครอบครัวนั้นผ่านไปไม่กี่วันก็กลับมาถอนแจ้งความ บอกว่าลูกสาวกลับมาแล้ คดียุติได้แล้ว แต่เอกสารคดียังคงอยู่”
หวังทงสูดลมหายใจลึก แต่เช้ามามีแต่ข่าวดี ในเมื่อสถานการณ์เป็นประโยชน์แก่ตนเองเช่นนี้ ก็สืบตามน้ำไปละกัน!”
“พี่หลี่ว์ ทางพี่รีบเบิกคดี บอกว่าวัดฮุ่นหยวนแอบซ่อนโจรร้าย ทางพี่หากขาดคนออกหน้าฟ้องร้อง ทางข้าจะหานักพนันในบ่อนไปให้!”
หากจะสืบก็ต้องมีที่มา ในเมื่อตนเองก็ไม่ไดสะอาดนัก น้ำสกปรกนั่นก็ไม่นับว่าใส่ร้ายเขา เรื่องเช่นนี้ที่ศาลนับว่าเป็นเรื่องปกติ หลี่ว์วั่นไฉหัวเราะคิกๆ กำลังจะเอ่ยขึ้น ก็ได้ได้เสียงคนตะโกนดังมาจากด้านนอกว่า
“ใต้เท้าหวัง ใต้เท้าหลี่ว์อยู่ไหม ข้าน้อยหวังซื่อขอรับ!”
วันนี้หวังทงอยู่ที่บ้านตนเองไม่ได้ไปที่หอเลิศรส แถบนี้ล้วนไร้ผู้คน คนที่มาต้องส่งเสียงเรียกจึงจะหาพบ
พอได้ยินเสียงตะโกนหวังซื่อด้านนอก หวังทงก็มองตาหลี่ว์วั่นไฉด้วยความแปลกใจ หลี่ว์วั่นไฉก็ส่ายหน้าเช่นกัน แปลว่าตนเองก็ไม่รู้ว่าหวังซื่อมาทำไม
ด้านนอกมีคนบอกทาง หวังซื่อก็รีบผลักประตูเข้ามาในบ้าน สีหน้าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก พอเข้ามาก็เสียงดังขึ้นว่า
“ใต้เท้าหวัง ใต้เท้าหลี่ว์ เมื่อครู่ที่ศาลมีคนมายื่นหนังสือร้องเรียน วัดฮุ่นหยวนหมู่บ้านหวงนอกเมืองซ่องสุมโจรร้าย ฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน และยังเก็บซ่อนอาวุธ เป็นแหล่งซ่องสุมพวกเลวร้าย ขอให้ดำเนินการปราบปราม”
ยื่นหนังสือร้องเรียนจะว่าไปก็เหมือนละครเด็กเล่น ใช้กล่องไม้หรือห่อของสักอย่าง ในนั้นใส่เอกสารร้องเรียนเอาไว้ ขอเพียงไปวางไว้ที่ขั้นบันไดประตูใหญ่ศาลซุ่นเทียนก็พอ
กระบวนการพวกนี้ เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูก็ย่อมต้องรับเอกสาร และไม่อาจรั้งคนส่งเอกสารมิให้จากไป แต่คนส่งเอกสารก็ฉลาด จ่ายเงินไม่เท่าไรจ้างเด็กสักคนให้เอากล่องมาส่ง ใครก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ
แต่การยื่นหนังสือร้องเรียนพวกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกบ้านใกล้เรือนเคียงขัดแย้งกันหรือแค้นส่วนตัว หรือไม่ก็พวกกล่าวเรื่องเหลวไหล เจ้าพนักงานศาลซุ่นเทียนที่รับผิดชอบเรื่องพวกนี้ก็จะอ่านรอบหนึ่งก่อนจะโยนทิ้ง
แต่วันนี้หนังสือร้องเรียนฉบับนี้ดูเป็นเรื่องเป็นราว และยังได้มาตรฐานแบบทางการ ตอนเช้ารับเอกสารมา เจ้าพนักงานยังอ่านไม่จบก็ต้องหลั่งเหงื่อเย็นด้วยความหนาวเหน็บในจิตใจ รีบไปรายงานต่อเจ้ากรมและรองเจ้ากรมศาลซุ่นเทียน
อำเภอนอกเมืองหลวงมีคนรวมตัวก่อการร้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก และยังอยู่ในอาณาเขตความรับผิดชอบของศาลซุ่นเทียน เจ้ากรมหวงเซินร้อนใจอย่างมาก รีบส่งคนไปแจ้งยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วยังรวมกำลังคนของศาลซุ่นเทียนที่พอจะรวบรวมมาได้ตรงดิ่งไปยังหมู่บ้านหวงตรวจสอบทันที
เรื่องทำกันจนใหญ่โตเช่นนี้ หวังซื่อกับหลี่กุ้ยย่อมได้ยินมา พวกเขารู้ว่าหวังทงกับหลี่ว์วั่นไฉตอนนี้กำลังสืบเรื่องอะไร หลี่กุ้ยยังอยู่ที่ศาลเพื่อหาข่าวต่อ หวังซื่อรีบขี่ม้ามารายงานหวังทง
ได้ยินหวังซื่อกล่าวจบ หวังทงกับหลี่ว์วั่นไฉก็มองหน้ากัน สองคนเพิ่งจะปรึกษากันเสร็จยังไม่ทันได้ลงมือ ศาลซุ่นเทียนก็ลงมือไปเสียก่อน
แม้สำนวนกล่าวกันว่า กำลังสัปหงกก็มีคนส่งหมอนมาให้ แต่เรื่องนี้มันบังเอิญเกินไป บังเอิญจนทำให้ยากที่จะเชื่อ หวังทงกับหลี่ว์วั่นไฉสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม ทำเอาหวังซื่อที่มาส่งข่าวถึงกับมึนงงไปด้วย
“ใต้เท้าหลี่ว์ ท่านกลับไปจับตาดูไว้ก่อน มีข่าวอะไรขอให้รีบมาแจ้งข้า ข้าไปรวบรวมคนก่อน เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะตามไปจับกุมด้วย!”
หลี่ว์วั่นไฉที่เป็นเจ้าหน้าที่สืบคดีประจำศาลซุ่นเทียนก็ย่อมมีเรื่องให้ทำมากกว่าหัวหน้ามือปราบอย่างหวังซื่อและ หลี่กุ้ยมากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ารู้เรื่องมากกว่าอีกมากเท่าไร
หลี่ว์วั่นไฉเก็บสีหน้าสงสัยไว้ ก่อนจะพยักหน้าหนักแน่น กล่าวเพียงว่า “รอข่าวจากข้า” แล้วก็ก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไปทันที หวังซื่อขณะนั้นยังคงมึนงง เห็นหลี่ว์วั่นไฉออกไป ก็รีบคำนับหวังงก่อนจะตามออกไปทันที
พวกเขาออกไปแล้ว หวังทงจมอยู่ในความคิดครู่หนึ่ง พอออกจากบ้านไปก็เห็นซุนต้าไห่ไม่ไกลนัก จึงตะโกนเรียกไว้
“ต้าไห่ ไปบอกทุกคนว่า วันนี้มารอรับคำสั่งที่บ้านนั่น ไม่ต้องออกไปฝึกนอกเมือง และก็ไม่ต้องไปไหนกัน!”
ซุนต้าไห่กำลังจะหันหน้าจากไป หวังทงก็ตะโกนบอกไปอีกว่า
“เอาอาวุธอะไรเตรียมไว้ให้พร้อมด้วย ครั้งนี้ไม่เอากระบองแล้ว!”
ได้ยินดังนั้น ซุนต้าไห่ก็มีสีหน้าตื่นเต้น รีบเร่งวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
*****
แถบตะวันออกตอนเหนือของวังหลวง ขันทีและนางกำลังล้วนไม่อยากเข้าใกล้ เพราะที่นี่คือสถานที่ที่สำนักเอกสารใช้ลงทัณฑ์และกักขังคนทำความผิดในวัง
โจวอี้นั่งอยู่บนม้านั่งยาวด้านนอกกับบรรดาทหารและองครักษ์สองสามคน รอฟังข่าวด้านใน มีเสียงร้องโหยหวนดังมาเป็นระยะ ได้ยินแล้วก็ทำเอาขนหัวลุก แต่สีหน้าของโจวอี้ยังคงนิ่งเฉย เย็นยะเยือกจนไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
ไม่นาน ขันทีของสำนักเอกสารก็เดินออกมา มาคำนับเบื้องหน้าโจวอี้ รายงานเสียงนิ่งเรียบว่า
“เรียนโจวกงกง ขันทีในวังทั้งหมด 62 คน มี 60 คนกล่าวว่าตนเองเข้าร่วมสำนักไตรสุริยันฟ้าดิน รู้แต่ว่าหัวหน้าคุมงานคือใคร ทุกเดือนจะไปที่บ่อนเพื่อรับเงิน คอยส่งข่าวตามเวลาที่กำหนด เรื่องอื่นไม่รู้ พวกข้าน้อยใช้กำลังลงทัณฑ์แล้ว นักโทษล้วนไม่รู้กันจริงๆ”
“อีกสองคนล่ะ หัวหน้าคุมงานคือใคร?”
“กำลังจะรายงานขอรับว่า สองคนนั้นก็คือหัวหน้าคุมงาน ทนการลงทัณฑ์ไม่ไหวก็รับแล้ว บอกว่าพอเข้าวังมาก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใด พอออกไปปฏิบัติงานนอกวังก็มีคนมาพบ ให้เงินพวกเขาทุกเดือน ให้เงินทองวาสนาพวกเขา ให้พวกเขาส่งข่าวในวังออกมาตามเวลาที่กำหนด รอคำสั่งจากเบื้องบน”
โจวอี้สบถเสียงเย็นเยียบออกมาว่า ‘โง่เง่า’ แล้วก็ดุด่าต่อว่า
“อย่าได้เล่นอุบายตามแบบฉบับสำนักเอกสารพวกเจ้า รีบเข้าประเด็น ใครคอยบงการพวกมัน รู้ไหมว่าพวกเดียวกันเป็นผู้ใด!!”
“สองคนนั้นมีคนหนึ่งทนการลงทัณฑ์ไม่ไหวสิ้นลมไปแล้ว อีกคนบอกว่าพวกเขาทุกคนล้วนติดต่อกับเจ้าอาวาสหวังตั๋ววัดฮุ่นหยวนแห่งหมู่บ้านหวง เพียงทางเดียว ไม่รู้จักผู้ร่วมอุดมการณ์คนอื่นๆ”
“เจ้าอาวาสหวังตั๋ววัดฮุ่นหยวน? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน?”
“โจวกงกง หวังตั๋วผู้นี้ว่ากันเป็นหัวหน้าสำนักไตรสุริยันฟ้าดิน พวกนักโทษกลุ่มนี้ต่างบอกว่าเขาเป็นพุทธะฮุ่นหยวนที่มีอิทธิฤทธิ์ วันหน้าย่อมได้เป็นถึงโอรสสวรรค์ เป็นพุทธะในกาลปัจจุบัน…”
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
[ 1 ] หมายถึงเฝิงเป่าและจางเฉิงที่ได้อธิบายในตอนที่ 73
