Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 134

ตอนที่ 134 หวังทงออกศึกแรก

เมื่อก่อนในหนังมักเห็นการศึกใหญ่ของคนนับพันนับหมื่น แต่ล้วนไม่ได้เหมือนจริงเช่นที่การศึกเล็กๆ ตรงหน้าในวันนี้ที่ประสบด้วยตนเอง หวังทงอยู่บนหลังม้า มือที่จับเชือกชุ่มไปด้วยเหงื่อ หูทั้งสองได้ยินแต่เสียงหึ่งๆ ตาทั้งสองจับจ้องประตูวัดที่กำลังจะเกิดศึกอย่างไม่อาจกระพริบตาได้

เมื่อเสียงสูงแหลมเริ่มดังให้กำลังใจทุกคน ในวัดฮุ่นหยวนก็เริ่มมีเสียงตะโกนดัง เช่นว่า ‘ชาตินี้ทุกข์หนักหนา ชาติหน้าสุขาวดี’ อะไรทำนองนี้

ประตูใหญ่ที่เพิ่งปิดไปจากด้านในตอนนี้มีเสียง ปัง ดังขึ้น คนข้างในถอดสลักกลอนประตูออก เตรียมออกมาสู้ หวังทงเช็ดมือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเข้ากับกางเกง เตรียมชักดาบยาวที่แขวนไว้บนอานม้าออกมา แต่ไม่รู้ว่าเครียดหรือเพราะอะไร มือจับไปหลายครั้งก็คว้าเอาด้ามดาบไม่ได้

การเคลื่อนไหวแข็งทื่อเกินไปแล้ว หวังทงหายใจเข้าออกอย่างแรงพลางก้มหน้าไปชักดาบ ก็มีคนมาตบบ่า ทำเอาสะดุ้งไปทั้งตัว หันหน้าขวับไปทันที ก็เห็นหลี่เหวินหย่วนสีหน้ายิ้มเล็กน้อย ถานเจียงที่อยู่อีกด้านก็มีสีหน้าอบอุ่น หลี่เหวินหย่วนเอ่ยขึ้นว่า

“ใต้เท้าอย่าได้กังวลไป หากลงมือกันขึ้นมาจริง พวกเราน่าจะเป็นทัพที่สี่ที่จะบุกเข้าไป คอยดูไปก็พอ”

หวังทงหน้าแดงก่ำ ปกติวางตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่พอถึงสนามรบกลับลนลานเช่นนี้ได้ ราวกับเดาได้ว่าเขาคิดอะไร ถานเจียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า

“ใต้เท้าออกสนามรบครั้งแรกกระมัง เราพี่น้องในปีนั้นยังสู้ใต้เท้าไม่ได้ ข้าจำได้ว่ามีคนหนึ่งร่วงหล่นจากหลังม้าตอนที่โจรตะโกนดังขึ้นคำแรกเลย”

กล่าวจบก็สบตากับหลี่เหวินหย่วน หัวเราะขึ้นเบาๆ เสียงหัวเราะนี้ล้วนเป็นเสียงหัวเราะที่ผู้ใหญ่กล่าวหลักการเหตุผลกับผู้น้อย หวังทงก็พลอยผ่อนคลายไปไม่น้อย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สงบจิตสงบใจลง เอ่ยถามขึ้นว่า

“ต่อจากนี้ก็ต้องลงมือสังหารใช่หรือไม่ พวกโจรร้ายถูกล้างสมองไปแล้ว ตะโกนว่าสู้ตาย อีกสักครู่คงมีศึกหนัก”

หลี่เหวินหย่วนยิ้มส่ายหน้ากล่าวว่า

“หากคนพวกนี้ไม่ส่งเสียง ปิดประตูไม่ออกมา นั่นจึงจะเรียกว่ามีศึกหนัก แต่เปิดประตูกรูกันออกมาเช่นนี้ ยังมาต่อสู้กับพวกยอดฝีมือแห่งสี่กองกำลังประจำพระองค์ นั่นมิใช่ว่ารนหาที่ตายหรอกหรือ?”

เมื่อครู่ทหารตรงกลางของกองกำลังมังกรรักษาพระองค์ยังเรียงหน้ากระดาน ตอนนี้ถอยหลังไปสองสามก้าว ตั้งค่ายกลยุบแถวเข้าตรงกลาง ทหารที่ถือโล่เรียงติดกันอยู่แถวหน้า เห็นแล้วก็เหมือนกับตรงนั้นมีกำแพงไม้ลอยอยู่

ประตูวัดเปิดออก บรรดาพระถือดาบถือกระบองสั้นยาวกรูกันออกมา คนที่เป็นหัวหน้าสองสามคนสีหน้าบิดเบี้ยว ดาบใหญ่และขวานในมือยกสูงเหนือศีรษะ

คนพวกนี้สวมจีวรสั้น เงื้ออาวุธขึ้นสูง ช่วงกลางหน้าอกไม่อะไรปิดกั้น พลทหารสิบกว่านายของกองกำลังมังกรฝ่ายซ้ายรักษาพระองค์ก็ย่อมเลือกช่องโหว่โจมตี พากันง้างคันธนูอยู่บนหลังม้า และยิงไปทันที

ไม่มีความลังเลใดๆ เสียงปล่อยสายธนูดังขึ้นหนึ่งครั้ง ก็จะมีเสียงร้อยโหยหวนของพระดังตามมา แต่พระในวัดกรูกันออกมายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ พลธนูสิบกว่านายก็ไม่อาจยั้งพวกเขาไว้ได้ กรูกันมาถึงหน้าค่ายกลโล่อย่างรวดเร็ว โล่นั้นสูงเกินครึ่งความสูงคน กองกำลังมังกรฝ่ายซ้ายรักษาพระองค์ยกโล่หลบอยู่หลังโล่ ให้อีกฝ่ายกรูกันเข้ามาได้ตามใจ บรรดาพระในมือต่างมีมีดสั้นหรือไม่ก็ขวาน มีสามง่ามและหอกยาวด้วย ชุลมุนกรูกันเข้ามา หลายคนโดดกระแทกใส่โล่ คิดจะปืนข้ามโล่ไปจู่โจมพลทหารถือโล่

ปั่กๆๆๆ เสียงดังขึ้นติดต่อกัน เป็นเสียงเนื้อกระทบโล่ เดิมที่วางค่ายกลเป็นหลุมยุบอยู่แล้วก็ยิ่งถอยให้ยุบลงอีก ดูเหมือนกำลังดูดรับการโจมตีของเหล่ากองทัพพระ

ทหารแถวสองด้านหลังโล่ในตอนที่ศัตรูกระแทกโล่นั่นเอง หอกยาวในมือก็แทงพุ่งออกมาอย่างเป็นระเบียบ แทงโดนแทบทุกจังหวะ จากนั้นชัดกลับไปและจ้วงแทงอีก

เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วหน้าวัดฮุ่นหยวน แม้ว่าหลุมยุบของเหล่าทหารถูกชนร่นถอยไม่หยุด แต่เสียงร้อยโหยหวนก็ดังมาจากทางฝั่งกองทัพพระตลอดเวลา มีพวกใจเด็ดบางคนถูกพลธนูยิงสังหารไปบางจังหวะ

หวังทงกลืนน้ำลายลงคอ ชักดาบออกมากล่าวว่า

“หรือว่าพวกเราต้องเตรียมตัวกันแล้ว หากตีค่ายกลโล่พังลง พวกเราก็ต้องออกไปรับมือ”

หลี่เหวินหย่วนส่ายหน้า ชี้ไปยังคนที่ตรงประตูวัดกล่าวว่า

“ค่ายกลไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้อาศัยแค่คนบุกเข้ามาไม่หยุด วัดไม่เล็ก อาจมีคนมาก แต่คนด้านหลังก็เริ่มไม่กล้าบุกเข้ามาแล้ว”

หวังทงมองตามไป เป็นเช่นนั้นจริง บรรดาพระด้านหลังสี่ห้าคนตื่นตกใจมองซ้ายมองขวา คิดหาช่องว่างสองข้างทางวิ่งหนีออกไป หอกยาวแทงสังหารไม่หยุด ค่ายกลโล่ก็เริ่มรุกหน้ามาอย่างช้าๆ ค่อยๆ ยืนเรียงเป็นเส้นตรง ท่าทางบ้าคลั่งของบรรดาพระก็มลายหายไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางการสังหารเช่นนี้ บรรดาทหารเริ่มจู่โจมแล้ว

“พวกพลรถโจมตีทั้งหมดรีบไปที่ประตูวัดฮุ่นหยวน พี่เซวีย ท่านนำคนของท่านไปตระเวนรอบวัด เกรงว่ามีคนกำลังจะหนีออกทางประตูหลัง!”

พวกหวังทงกำลังจับตามองสถานการณ์อยู่นั้น ขุนพลเติ้งจิ้นแห่งกองกำลังมังกรฝ่ายซ้ายก็ออกคำสั่ง นายกองร้อย เซวียจานเยี่ยแห่งกองอาญาสำนักบูรพาก็ตะโกนรับขึ้น ก่อนจะนำไปออกไปตามคำสั่ง

“ด้านหน้าบุกกันรุนแรงเยี่ยงนี้ แน่นอนย่อมเหลือคนที่ฝีมือเก่งกล้าไว้ด้านหลัง คอยฉวยโอกาสหนีออกทางด้านหลัง!!”

หลี่เหวินหย่วนอธิบายอย่างละเอียด พอกล่าวจบ ก็มีพลทหารขี้ม้าเข้ามารายงาน พอมาถึงใกล้พอควรแล้วก็ตะโกนดังอย่างตื่นเต้นว่า

“เจ้าโจรพวกนี้เตรียมกำลังสองร้อยไว้ด้านหลัง อยู่ๆ ก็เปิดประตูกรูกันออกมา แม่มันสิ ยังตั้งค่ายกลด้วย พี่น้องหลายคนถูกแทงล้มลง พลธนูยิงไปสามรอบจึงได้สกัดพวกมันแตกพ่าย วิ่งกลับไป หากมิใช่เรามีพลธนูอยู่ทางประตูหลังด้วย เกรงว่า…”

วาจาเช่นนี้แสดงว่าปิดทางไว้ได้หมดทั้งด้านหน้าด้านหลัง หวังทงถอนหายใจเฮือก ถานเจียงที่อยู่ข้างๆ ก็เอียงตัวมากระซิบว่า

“นายท่าน ข้าน้อยรู้เรื่องนี้ไม่มาก ต้องสืบให้ถึงที่สุดหรือไม่?”

หวังทงหันไปมองอย่างแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“เรื่องนี้ย่อมต้องสืบให้กระจ่างแจ้ง หากจับหัวหน้าใหญ่มาไม่ได้ ก็ย่อมนอนไม่เป็นสุข”

“เช่นนั้นตอนนี้ขอให้คนของนายท่านและขุนพลเติ้งไปทางประตูหลัง ระหว่างทางข้าน้อยมีรายละเอียดชี้แจง!”

หวังทงรับคำ ก่อนจะตะโกนเรียกเติ้งจิ้น

“ขุนพลเติ้ง ข้ามีเรื่องต้องนำคนไปช่วยสนับสนุนทางประตูหลัง ขอโปรดอนุญาต!!”

สถานการณ์ต่อสู้หน้าวัดฮุ่นหยวนเริ่มเปลี่ยนทิศ บรรดาพระที่บ้าคลั่งหลั่งโลหิตไหลนองก็เริ่มถอยกลับไปอย่างชุลมุนวุ่นวาย แต่ยามนี้กองกำลังมังกรย่อมไม่ปล่อยให้หนีไปได้ ทหารถือดายก็ไล่ตามติดไป ก็สังหารไปพร้อมกับจับกุมตัวไว้ เติ้งจิ้นเห็นคำร้องขอของหวังทง คิดว่าเป็นแค่เด็กน้อยอยากร่วมสนุก พอเห็นทางนี้ไม่มีอะไรให้เล่นแล้ว ก็คิดจะไปทางด้านหลังเก็บเกี่ยวผลงาน

“ใต้เท้าหวังเชิญ แต่ระวังตัวด้วย!”

เติ้งจิ้นโบกมีอย่างไม่สนใจ พวกหวังทง 30 คนก็ชี่ม้ามุ่งไปทางที่เซวียจานเยี่ยออกไป พอออกจากกองทัพใหญ่มาได้ ถานเจียงก็ชะลอม้าลงกล่าวกับหวังทงว่า

“นายท่าน ไม่ว่าเหนือใต้ โรงบ้านของผู้ใหญ่มากบารมีล้วนมีการเตรียมการที่ไม่คาดคิด หากถูกโจมตีพ่าย ก็มักจะเหลือทายาทเอาไว้ ข้าว่าวัดฮุ่นหยวนก็คงจัดการได้ไม่แตกต่าง ย่อมมีทางลับที่เชื่อมต่อมาละแวกนี้ ประตูหน้าประตูหลังโจมตีกันอย่างบ้าคลั่ง ไม่แน่ว่าหัวหน้าใหญ่จะอาศัยช่องทางลับหลบหนี”

บนสนามรบ แค่สนามเล็กๆ ล้อมโจมตีโรงบ้านเล็กๆ แค่นี้ ก็มีกลวิธีพิถีพิถันมากมายเช่นนี้ที่ตนเองอาจต้องใช้เวลาไตร่ตรองนาน

หวังทงสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ สิ่งที่ต้องเรียนรู้มีอีกมากมายนัก ห้ามรู้สึกว่าตนรู้เพียงพอแล้วเด็ดขาด จึงเอ่ยถามถานเจียงที่อยู่ข้างๆ ว่า

“พี่ถาน เช่นนั้นท่านว่าทางลับนี้อยู่ที่ใด?”

“หมู่บ้านหวงล้อมรอบด้วยที่นา ที่นี่นอกจากวัดฮุ่นหยวนแล้วก็มีที่นั่นที่เป็นบ้านคนสี่ห้าหลังคาเรือน ดูแล้วขัดตาไม่เข้าทีอย่างมาก ทางลับนั้นแปดเก้าส่วนต้องอยู่ทางนั้นแน่!”

ถานเจียงชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง หวังทงเหยียบโกลนม้าลุกขึ้นยืนมองไป รอบด้านไม่ใช่พุ่มไม้เตี้ย ก็เป็นที่นาราบเรียบ ไกลออกไปก็มีหมู่บ้าน แต่บ้านสี่ห้าหลังนี่เห็นได้ชัดว่าแปลกประหลาด

เสียงฆ่าฟันต่อสู้ที่ดังมาจากทางวัดฮุ่นหยวนค่อยๆ แผ่วลง หวังทงอดร้อนใจไม่ได้ กล่าวขึ้นทันทีว่า

“เช่นนี้ไยเรายังไม่รีบไป ไม่แน่ว่าหนีกันไปหมดแล้ว”

หลี่เหวินหย่วนมองไปมองมา รู้สึกไม่มั่นใจ กล่าวว่า

“หากหนีไปแล้ว เกรงว่าโจรพวกนี้ก็น่าจะหยุดต่อต้าน แต่ยามนี้ยังคงมีเสียงต่อสู้…”

กำลังพูดอยู่นั้น ก็มีเสียงตะโกนดังโหยหวยมาจากทางวัด ทุกคนพากันชะลอม้าหันกลับไปมองพร้อมกัน วัดใหญ่เช่นนั้นถูกจุดไฟเผา ขณะนั้นกำลังลุกโชน ควันโขมงดำไปทั่วฟ้า เสียงตะโกนดังในวัดยิ่งรุนแรง ยิ่งดุเดือดมากขึ้นไปอีก

“พุทธองค์เสด็จยังแดนสุขาวดีแล้ว ทุกคนสละชีพนี้ ก็ย่อมได้ติดตามพุทธองค์ไป!”

ในวัดก็มีเสียงตะโกนแหลมดังขึ้น ราวกับว่าบรรดาพระที่กล้าหาญและถูกสังหารไปนั้นถูกกระตุ้นด้วยวาจาเยี่ยงนี้ ทุกคนเริ่มบ้าคลั่งขึ้นอีกครั้ง เสียงสังหารหมู่ก็ดังดุเดือดขึ้นอีก

“นายท่าน พวกโจรนี้อาศัยจังหวะที่ทุกคนคิดว่าพวกมันจุดไฟเผาตัวเอง ตอนนี้ย่อมอยู่ในช่องทางลับกันแล้ว พวกเราค่อยๆ ตีขนาบ เฝ้าหน้าโพรงรอกระต่ายมาติดกับก็พอ!”

ทหารและม้าสามสิบเคลื่อนไหวพร้อมกัน ทยอยวิ่งออกไป พวกถานเจียงบางคนยกธนูขึ้นมา บางคนน้าวสายธนูไว้พร้อม ส่วนหลี่เหวินหย่วนหันไปตะโกนบอกผู้ช่วยงานที่พามาด้วยให้หยิบอาวุธออกมาเตรียมพร้อมรอคำสั่ง

หวังทงกระชับดาบยาวในมือไว้มั่น ถานเจียงกระซิบว่า

“การรบบนหลังม้าต้องใช้อาวุธสังหารทหารราบ นายท่านวันหน้าให้ใช้หอกสั้น ใช้งานได้ดีกว่า หากอีกสักครู่หากมีคนมา พวกข้าน้อยจะยิงสกัดสองสามรอบก่อน จากนั้นค่อยตะโกนบีบให้ยอมจำนน”

เสนาบดีถานกวนแห่งกรมกลมโหมได้มอบถานเจียงผู้นี้ให้แก่ตน ดูท่าแล้วน่าจะคาดหวังกับตนไว้สูงมาก ประสบการณ์ออกรบหลายครั้ง ถ่ายทอดสั่งสอนด้วยตนเอง ตนเองย่อมค่อยๆ เติบโตขึ้น

“ทางนั้น! มีคนออกมา!”

คนด้านหลังหวังทงตะโกนขึ้นไม่ดังนัก ทุกคนรีบมองไปทางนั้น มีคนแต่งกายแบบชาวบ้านสิบกว่าคนแบบห่อผ้า รีบเดินออกมา ดูการแต่งกายของพวกเขาแล้ว ก็เหมือนราษฎรธรรมดาทั่วไป อย่างไรก็แค่คาดเดา หากเป็นราษฎรจริง มิใช่ว่าจับเอาลมเข้าหรอกหรือ

หวังทงครั้งนี้ปฏิกิริยาฉับไว ยกมือขึ้นออกคำสั่งว่า

“ไล่ตามไปสั่งให้หยุด หากไม่ใช่โจรย่อมไม่วิ่ง หากเป็นโจร ย่อมต้องกระเจิดกระเจิง!!”

ทุกคนเร่งม้าไปถึง พวกราษฎรสิบกว่าคนนั้นก็รีบหนีวิ่งกันกระจัดกระจาย…

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!