Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 138

ตอนที่ 138 ความยุ่งยากกับของที่ระลึกเล็กน้อย

พอมองเห็นคูน้ำรอบกำแพงเมือง หวังทงก็รู้สึกผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด สองชั่วยามสั้นๆ กับการสังหารที่หมู่บ้านหวงนอกเมืองนั้น คิดแล้วยังคงหวาดหวั่น ทุกอย่างราวกับความฝัน

หลังจากหวังทงได้ไปมาเก๊ามากับบิดาครั้งหนึ่ง โลกใบนี้ก็อยู่แค่ในเมืองหลวง เรื่องโลกภายนอกแค่ได้ยินคนเล่ากันเท่านั้น

ทหารรักษาการณ์บนประตูเมืองล้วนอยู่ใต้บังคับบัญชาของศาลอาญาใหญ่ ย่อมไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับคนของกองกำลังมังกร สำนักบูรพาและองครักษ์เสื้อแพร ปล่อยให้เข้าเมืองกันมาด้วยความเกรงอกเกรงใจ

ทหารในเมืองหลวงล้วนมีเวลาและระเบียบปฏิบัติเข้มงวด เกรงก็แต่ปฏิบัติการกองทัพจะเป็นที่คาดเดากันไปของราษฎรและพวกขุนนางโดยไม่จำเป็น

พอเข้าเมืองไป คนของกองกำลังมังกรและสำนักบูรพาก็แยกกับหวังทง รอบกายหวังทงพลันสงบลง หวังทงบนหลังม้าก็คิดจะกลับไปนอนพักสักงีบ ตอนนี้ไม่ว่าจิตใจหรือร่างกายก็ล้วนเหนื่อยล้า เพิ่งจะเข้าเขตถนนหนิวหลัน พวกพี่น้องซุนต้าไห่ก็ปลีกตัวไปทักทายคนรู้จัก หวังทงกลับคิดขึ้นได้เรื่องหนึ่ง ตะโกนไปว่า

“ถานปิง ถานเจี้ยน!!”

ทั้งสองคนเป็นอะไรที่พวกทหารจวนถานต้องระวังไว้ วันนั้นที่จวนเสนาถานก็รู้สถานะของทั้งสองคนแล้ว จากความเข้าใจของหวังทงที่มีต่อสำนักบูรพาและองครักษ์เสื้อแพร ถานปิงกับถานเจี้ยนในเมื่อติดตามมาด้วย ตอนนี้ก็ย่อมจะนำเรื่องประจำวันของตนขึ้นรายงานเช่นกัน

มีคนคอยจับตาดูตลอดเวลามีอะไรไม่ดีกัน หวังทงคิดตก ตนเองเป็นคนสนิทฮ่องเต้ ย่อมต้องถูกจับตา ก็เปิดเผยดี

ถานปิงกับถานเจี้ยนอายุราว 30 กว่า ล้วนแต่งงานมีลูกกันแล้ว ภาพตามความคิดของหวังทง พวกทำหน้าที่สายลับจะต้องสีหน้าเจ้าเล่ห์ทุกวัน ลับๆ ล่อๆ แต่สองคนนี้กลับร่าเริงที่สุด หัวเราะเฮฮา ไม่เคยมีเรื่องอะไรในใจ กับพวกซุนต้าไห่ก็สนิทกับพวกเขาสองคนเป็นกลุ่มแรก ทั้งวันฝึกด้วยกัน ดื่มด้วยกัน สนุกสนานอย่างยิ่ง

พอได้ยินหวังทงเรียก สองคนก็รีบขี่ม้ามาด้านหน้า หวังทงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงนิ่งเรียบว่า

“ทุกเรื่องที่พวกเราค้นพบมาในวันนี้ทั้งหมด เขียนรายงานมอบให้ข้าก่อน ทุกเรื่อง ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าและพวกเจ้าได้ทำกัน เขียนให้หมด”

ถานปิงสบตากันถานเจี้ยน ถานเจี้ยนกระซิบเสียงเบาๆ อย่างระแวดระวังว่า

“นายท่าน เรื่องเงินทองนั่นกับสมุดรายชื่อนั่น…”

นี่เป็นเงินก้อนใหญ่ที่จำนวนมากยิ่งนัก หากรายงานไปมิใช่ว่าจะต้องถูกริบเข้าวังหรือ ความหมายก็คือความหมายนี้ แต่ออกจากปากถานปิง ถานเจี้ยนสองคนแล้วก็รู้สึกแปลกๆ หวังทงหันหน้าไปสบตาพวกเขาเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม เพียงแค่ลากเสียงยาวๆ ขึ้นว่า

“แล้ว-เจ้า-ว่า-ไง~~~~”

ถานปิงกับถานเจี้ยนพากันหนาวไปทั้งตัวไม่กล้าพูดต่อ รีบคำนับรับคำสั่ง

กลับถึงบ้านพัก เงินทองและเพชรนิลจินดาที่ได้มาจากสนามรบถูกนำมากองรวมไว้ และแปะป้ายคำสั่งห้ามขยับ ยามนี้พระอาทิตย์ขึ้นสูงมากแล้ว เดาว่าโจวอี้น่าจะกำลังปฏิบัติงานอยู่ด้านนอกลานฝึก หวังทงหยิบเอกสารตรงดิ่งไปทันที

ขุนพลเติ้งและนายกองร้อยกองอาญาเซวียจานเยี่ยเร็วกว่าหวังทง พอไปถึงบ้านหลังที่ทุกคนมักอยู่กันในตอนกลางวัน พวกเขาก็อยู่นั่นกันแล้ว

โจวอี้กำลังฟังรายงานจากทั้งสองด้วยสีหน้านิ่งเฉย พอเห็นหวังทงเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นประสานมือยิ้มทักขึ้นว่า

“ได้ยินว่าปราบโจรครั้งนี้ น้องหวังได้สร้างผลงานใหญ่ ยินดี ยินดี!”

เติ้งจิ้นกับเซวียจานเยี่ยรีบขอตัวออกไป หลังผ่านการปฏิบัติการมาด้วยกัน ท่าทีของพวกเขาต่อหวังทงก็ให้ความเคารพมากขึ้นอีกหลายส่วน หวังทงยิ้มตอบไปว่า

“พี่โจวชมเกินไปแล้ว ล้วนเพราะได้รับความช่วยเหลือจากขุนพลเติ้งและนายกองร้อยเซวีย ข้าจึงโชคดีได้สร้างผลงานใหญ่!”

สองคนเดินไปถึงประตูก็ล้วนได้ยินวาจานี้ หันหน้ากลับมามองด้วยความซึ้งใจก่อนจะออกไป เห็นพวกเขาจากไปแล้ว โจวอี้ก็รับเอกสารจากหวังทงมากวาดตาอ่านคร่าวๆ ส่ายหน้ากล่าวว่า

“น้องหวัง เจ้าอะไรๆ ก็ดี เสียแต่ซื่อไปหน่อย ปฏิบัติการนอกพื้นที่พวกนี้ ทุกคนรู้ดีแก่ใจว่าเป็นโอกาสสร้างความดีความชอบ ไยต้องบอกกล่าวทุกเรื่องราวตามจริง กล่าวให้อลังการอีกหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร!”

หวังทงมิได้ตอบรับวาจาดังกล่าว กลับยื่นสมุดบัญชีเล่มนั้นในมือและสมุดบัญชีรายชื่อของคนในวัดฮุ่นหยวน ส่งมอบให้โจวอี้ กล่าวเสียงนิ่งเรียบว่า

“เดิมสมุดบัญชีรายชื่อไม่มีร่องรอยอะไร แต่ไม่กล้าเอาออกมาให้ผู้อื่นเห็น ครั้งนี้ได้ไปนอกเมืองนั่นมา กลับพบว่ารายชื่อพระในวัดฮุ่นหยวนเกือบทั้งหมดอยู่ในสมุดบัญชีนี่ รายชื่ออื่นในสมุดบัญชีก็คงต้องขอให้พี่โจวช่วยดำเนินการต่อในวังสักครั้งแล้ว”

“เจ้าพวกลูกหมา ได้เข้าวังมารับใช้ก็เป็นวาสนาที่สั่งสมมาแต่ชาติก่อนของพวกมันแล้ว แม่มันสิ ยังเชื่อพุทธไตรสุริยันอะไรพวกนี้อีก ชีวิตนี้เกรงว่าคงไร้ลมหายใจงมงายกันต่อแล้ว!”

โจวอี้สบถด่าไปสองสามประโยค ก่อนจะเก็บสมุดลง ในวังย่อมมีการกวาดล้างใหญ่แล้ว หากก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปล่อยไปได้อีกแล้ว หวังทงกำลังคิดจะถามว่าลานฝึกสองวันนี้ยังสงบดีหรือไม่ โจวอี้ก็กลับหยั่งเชิงขึ้นว่า

“น้องหวัง ได้ข่าวว่าเจ้าพังโรงบ้านของใต้เท้าหลิวหรือ?”

หวังทงอึ้งไป ในใจคิดว่าคนของตนปิดหน้าปฏิบัติการ และจากไปอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไร โจวอี้เห็นสีหน้าตะลึงพรึงเพริดของหวังทง ก็เข้าใจได้ แค่นยิ้มกล่าวว่า

“น้องหวัง ที่โรงบ้านย่อมมองไม่ออก แต่การเข้าออกทุกประตูเมืองมีทหารศาลอาญาใหญ่คอยบันทึกไว้ พวกเจ้าก็มิได้แยกกันกลับเข้าเมือง สวมชุดมัจฉาเวหากันมา ปฏิบัติการและจำนวนคนทั้งสองสิ่งมาประเมินรวมกัน สืบไม่รู้ได้อย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจ้าหม่าซานเปียว ลองสืบหาละเอียดหน่อย ก็ย่อมมาถึงตัวเจ้าได้”

โจวอี้กับหวังทงเป็นคนกันเอง ใจหวังทงรู้ดี น้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูประหลาดเล็กน้อย หรือเรื่องนี้ยุ่งยากแล้ว ตามความคิดในคราแรกของตน บารมีแต่ละฝ่ายย่อมไม่อาจหักหน้ากันตรงๆ แม้ว่าจะพบความจริงภายหลัง ทุกคนก็จะเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน จึงอดไม่ได้ถามขึ้นว่า

“พี่โจว หรือว่ามีอะไรยุ่งยาก?”

โจวอี้โบกมือ ยิ้มกล่าวว่า

“ยุ่งยากก็มิได้ยุ่งยากอันใด ก็แค่ตอนเช้า คนสำนักบูรพาแต่แฝงตัวอยู่ในสำนักองครักษ์เสื้อแพรรายงานลับมาว่า ผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรหลิวโสวโหย่วเมื่อคืนวานอยู่ที่จวนระเบิดโทสะอย่างแรง เขวี้ยงแจกันลายครามจากเจียงซีสองใบแตกกระจาย ด่าว่า ‘นายกองธงใหญ่ตัวเล็กๆ กล้ามาย่ำยีบนศีรษะข้าเชียวรึ’”

หวังทงได้ยินแล้ว ก็ยกมือกุมขมับทิ้งตัวลงบนพนักพิง นี่เป็นเรื่องน่าปวดหัวจริง ผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรหลิวโสวโหย่วเป็นผู้มีอำนาจสั่งการสำนักองครักษ์เสื้อแพรตัวจริง มีเรื่องกับเขา ไม่ว่าตนจะมีเหตุผลอันควรหรือไม่ก็ย่อมยุ่งยากใหญ่หลวง ขณะกำลังมองไปทางโจวอี้ โจวอี้ก็โบกมือกล่าวว่า

“หลิวโสวโหย่วคนเดียวยังพอเจรจา แต่เขาเป็นคนสนิทของอำมาตย์จางนี่สิ อำมาตย์จางระดับนี้ ราชสำนักฝ่ายในก็เอาไม่อยู่ น้องหวังเรื่องนี้คงยุ่งยากเป็นแน่ แต่ไม่ต้องกังวลมากนัก อย่างมากก็โดนตำหนิไม่กี่คำก็จบ หลิวโสวโหย่วใช่ว่าไม่รู้ว่าเบื้องหลังเจ้ามีผู้ใด”

******

โจวอี้ถือสมุดบัญชีและบัญชีรายชื่อรีบกลับเข้าวังไป หวังทงเดิมก็เหนื่อยล้ามากแล้ว แต่คิดไปคิดมาก็คิดว่ากลับไปเปลี่ยนชุดน้ำเงินสั้นแล้วไปลานฝึกดีกว่า

ยังไม่สายนัก พอไปถึงลานฝึก ก็เป็นช่วงเวลากลางวันพอดี ตั้งแต่ลานฝึกเปิดมา ก็มีแต่หวังทงที่ปลีกตัวออกไปหลายครั้งอย่างกะทันหัน เด็กๆ ที่กำลังนั่งพักก็พากันส่งสายตามองมามาที่เขาอย่างสงสัย

เวลาแค่สามวัน เฉินซือเป่ากับพวกก็พัฒนาความสัมพันธ์เข้ากับทุกคนได้ดีอย่างเห็นได้ชัด พอถึงพักกลางวัน ตะกร้าหวายไผ่สานใบใหญ่ก็วางผลไม้สดใหม่ที่ล้างสะอาดไว้พร้อม กำลังรอให้ฮ่องเต้ว่านลี่เรียกให้แบ่งกัน หวังทงมายืนอมยิ้มมองอยู่ข้างๆ ฮ่องเต้ว่านลี่

เด็กทุกคนหยิบผลไม้ไปก็เอ่ยทักหวังทงด้วยความสุภาพ นับว่าเป็นการทักทาย เด็กๆ ไม่ค่อยใส่ใจอะไร แต่สัญชาติญาณกลับละเอียดอ่อน แม้ว่าไม่พบกันสามวัน แต่ล้วนรู้ว่าหวังทงต่างไปจากเมื่อสามวันก่อน หรือตัวสูงขึ้นอีก หรือเหมือนผู้ใหญ่ขึ้น ไม่มีใครกล่าวได้ชัดเจน แต่ล้วนรู้สึกว่าไม่อาจเข้าใกล้ไปใกล้ชิดสนิทสนมได้ง่ายอีกแล้ว

แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ที่ได้พบกับขุนนางใหญ่แห่งราชวงศ์หมิงทุกวันแล้ว บารมีของหวังทงที่เปลี่ยนไปไม่อาจส่งผลอันใดกับเขาแม้แต่น้อย แจกผลไม้เสร็จ เขากับหลี่หู่โถวก็รั้งหวังทงไว้อย่างตื่นเต้น ลากให้เดินห่างจากกลุ่มออกไปไกลสักหน่อย ฮ่องเต้ว่านลี่ถามขึ้นด้วยความตื่นเต้นว่า

“ข้าได้ยินว่าเจ้านำคนไปปราบโจรที่หมู่บ้านหวง เล่ามาๆ มีเรื่องอะไรน่าสนุกบ้าง?”

“บิดาข้าก็ไปด้วย แต่เรื่องแบบนี้บิดาข้าไม่เคยเล่าให้ฟัง พี่หวัง รีบเล่ามาเร็วว่าลงมือกันอย่างไร!”

หลี่หู่โถวข้างๆ ก็อยากรู้เช่นกัน แววตาเปล่งประกายมองมาหวังทง หวังทงยิ้มๆ ที่ลานฝึกหู่เวย หวังทงรู้สึกผ่อนคลาย ทุกคนล้วนไร้ความกังวล เด็กน้อยสองล้วนคาดหวังอยากได้ฟังเรื่องเล่าสนุกๆ สักเรื่อง อย่างไรพวกเขาก็คงนึกสภาพกลิ่นคาวเลือดและภาพน่ากลัวในตอนนั้นไม่ออก

“ตอนเริ่มต้น พอพวกเราไปถึง วัดฮุ่นหยวนนั่นก็ปิดประตูวัดใส่…”

ใช้ความสามารถในการสอนกรณีศึกษาในชาติก่อน หวังทงเริ่มบรรยาย เล่าว่าพวกพระต่างร้องตะโกนฮึกเหิมพุ่งใส่ค่ายกลโล่ตอนนั้น ฮ่องเต้ว่านลี่กับหลี่หู่โถวก็ลืมหายใจ จ้องมองตาแป๋วฟังอย่างตั้งใจ

“….ม้าถูกห่อผ้าที่มีแต่ทองนั้นขว้างใส่ ก็กระโดดตัวลอย ข้าก็ร่วงลงมา หล่นตุ้บอยู่ที่พื้น…ตอนนั้นข้ายังหงายท้องอยู่ เจ้าโจรอ้วนนั้นก็คว้ามีดพุ่งเข้ามา!”

เรื่องที่หวังทงเล่านั้นย่อมรู้ดีว่าจะดึงดูดความสนใจให้ถึงขีดสุดได้อย่างไร ชาติก่อนนั้นลูกค้าผ่านโลกมามากยังถูกดูดไว้ได้ นับประสาอะไรกับเด็กสองคนในโลกที่ปิดเช่นยุคนี้ พอฟังถึงตรงนี้ ว่านลี่กับหลี่หู่โถวก็ยกมือขึ้นอุดปากพรอมกัน สูดลมหายใจเข้าอย่างหวาดเสียว หวังทงตอนนี้ก็แสดงท่าทาง สองแขนยกขึ้นป้องกัน จากนั้นก็ค่อยเล่าตอนจบ

ได้ยินความร้ายกาจของเจ้าโจรอ้วนนั้นต้องตายลงด้วยน้ำมือหวังทง ว่านลี่กับหลี่หู่โถวก็สีหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นตามไปด้วย กำหมัดแน่นท่าทางเหมือนกำลังคิดจะกระโดด

เล่าจบ หวังทงก็ล้วงเอาแผ่นหยกวงชิ้น ใหญ่และเล็กออกมากำไว้ ส่งให้ว่านลี่และหลี่หู่โถว ยิ้มกล่าวว่า

“พวกเจ้าเอาไว้เล่น นี่เป็นของที่ค้นได้จากตัวเจ้าโจรพวกนั้น”

เด็กสองคนรับมาก็มองหน้ากัน ประคองไว้ในมืออย่างระมัดระวัง ถือมาเล่นกันอย่างตื่นเต้น แม้แต่คำกล่าวขอบคุณก็ยังลืม

เห็นสถานการณ์เช่นนี้ หวังทงอยู่ๆ ก็รู้สึกว่า ตนเองเหมือนออกไปท่องเที่ยวมา กลับมาก็ซื้อของที่ระลึกเล็กน้อยมาให้เด็กๆ…

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!