ตอนที่ 145 หอฉินก่วน แม่เล้าซ่ง
“ถูกรุม!?”
หวังทงลุกขึ้นยืนทันที หวังซื่อรีบพยักหน้า หลี่ว์วั่นไฉก็หุบพัดลงลุกขึ้นยืนตามไปด้วย ถามขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า
“หอฉินก่วนทำการค้าในเขตปัจจิม วันนี้พวกเจ้าไปตรวจสอบได้อย่างไร!”
พูดถึงตรงนี้หวังทงก็นึกขึ้นได้ เขาไม่รู้ว่าหอฉินก่วนอยู่ที่ไหน หันไปมองหลี่ว์วั่นไฉ ผู้ช่วยเจ้ากรมคนใหม่รีบอธิบายว่า
“หอฉินก่วนเป็นหอคณิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเขตปัจจิม เดิมคิดจะเอาไว้เป็นที่สุดท้าย!”
“รีบไปตามคนข้างนอกพวกนั้นเข้ามา ข้ามีเรื่องจะถาม”
เห็นหลี่ว์วั่นไฉเหมือนเคยไปมาก่อน สีหน้าดูกระอักกระอ่วน หวังทงก็ไม่อยากตามต่อ สั่งให้หวังซื่อนำคนผู้นั้นเข้ามา คนมาส่งข่าวผู้นั้นรออยู่ข้างนอก ไม่นานก็ตามตัวเข้ามาถึง
คนที่เข้ามารูปร่างกำยำแข็งแรง เสื้อผ้ามีรอยขาด ใบหน้าเขียวช้ำสองแห่ง พอเข้ามาก็ถูกหวังซื่อตวาดว่า
“ยืนเซ่อร์อทำไม รีบโขกคำนับใต้เท้าหวังสิ”
คนผู้นี้ย่อมเคยได้ยินอายุของหวังทง ก็รู้ได้อย่างง่ายดาย รีบคุกเข่าโขกศีรษะคำนับ หวังซื่อยิ้มแหะๆ กล่าวว่า
“หยางอิ๋นสั่ว เป็นน้องชายคนเล็กสุดของภรรยาข้า อายุ 17 ไม่อยากทำไร่ทำนาที่บ้าน ครั้งนี้ที่ทำการมีตำแหน่ง ก็เลยมาขอมารับตำแหน่ง!”
หวังทงพยักหน้า ในใจหวังทงรู้ดีกว่าหวังซื่อคิดจะให้คนผู้นี้อยู่ต่อ น้ำใจนี้ให้กันสักหน่อยก็ย่อมได้ แต่ตอนนี้มิใช่เวลาคุยเรื่องนี้ เอ่ยถามว่า
“พวกเจ้าไปกันหลายคน ทำไมถูกรุม เล่ามาให้ข้าฟังแต่ต้น!”
คนผู้นั้นโขกศีรษะลง กุมใบหน้ากล่าวว่า
“แถวหอฉินก่วนมีร้านพนันลูกเต๋าสูงต่ำ ว่ากันว่าร่วมกับบ่อนพนันละแวกนั้นสี่ร้านหุ้นกันซื้อป้ายสงบสุข หลายวันนี้คนมาติดต่อขอป้ายกันมาก ก็เลยไม่ทันได้สนใจร้านเล็กๆ พวกนี้…
คนเยอะก็มีเหตุที่ทำให้เยอะ กิจการสีเทาพวกนี้ล้วนมาจ่ายเงินซื้อป้ายกัน หลี่ว์วั่นไฉและพวกเป็นคนริเริ่ม คนอื่นๆ จึงไม่ช่วย รอแต่หัวเราะเยาะ จึงยุ่งกันจนอยู่กันไม่ติดที่
พวกหยางอิ๋นสั่วกับพวกอีกสี่คนตกเย็นเตรียมกลับไปพักผ่อน หลั่ว์วั่นไฉตรวจสอบรายชื่อพบว่าตกหล่นไป หวังซื่อรีบมาด่าไปยกใหญ่ ให้พวกเขารีบเอาป้ายไปส่งมอบ
พอไปส่งเสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว บรรดาพ่อค้ารายเล็กๆ ก็รั้งพวกเขาไว้เลี้ยงดูปูเสื่อ พอกินดื่มอิ่มหนำออกมา ก็เห็นหอฉินก่วนที่อยู่ไม่ไกลจุดโคมไฟสว่างไสว
กลางคืนในเมืองหลวงนั้นส่วนใหญ่เป็นเวลาต้องห้าม หากที่ไหนมีแสงไฟสว่างไสว ไม่ใช่คฤหาสน์คหบดีใหญ่ ก็ย่อมเป็นสถานที่อย่างเช่นหอคณิกา พวกเขาประการแรกเพราะอยากรู้อยากเห็น ประการที่สอง ผู้ช่วยหลี่ว์และหัวหน้าทั้งสองก็พูดชัดเจนแล้วว่า ลำดับต่อไปก็จะเสนอป้ายที่เขตปัจจิม หลายคนปรึกษากัน มิสู้ไปทักทายกันก่อน จะได้ชมสถานที่ด้วย
คิดไม่ถึงว่า พวกเขาแต่งตัวแบบเจ้าพนักงานด้วยชุดสีดำหมวกทรงเหลี่ยม ยังไม่ทันได้เข้าใกล้แม้แต่ประตูหน้าหอฉินก่วน ก็ถูกผู้คุ้มกันหอขวางเอาไว้ ด้วยเพราะเป็นพวกวัยรุ่น และยังแต่งกายชุดเจ้าพนักงาน จึงยิ่งฮึกเหิม สองฝ่ายยากที่จะหลีกเลี่ยงปะทะวาจาไม่เกรงใจกัน นี่ก็ไม่เท่าไร แต่พอบอกกล่าวชัดเจนถึงเจตนาที่มาเรื่องป้าย ผู้คุ้มกันหอฉินก่วนก็เริ่มลงมือทันที พวกเขาแค่ห้าคน สู้กับหลายสิบคน จะไปสู้ไหวได้อย่างไร
ลงมือกันไปสักพัก สี่คนถูกจับกุมตัวไว้ แต่หยางอิ๋นสั่วร่างกายแข็งแรง วิ่งเร็ว หนีออกมาก่อน ผู้คุ้มกันพวกนั้นตะโกนดังตามหลังมาว่า
“ป้ายหนึ่ง 500 เจ้าพนักงานสี่คนก็สี่ป้าย เอา 2,000 มาไถ่ตัว!”
ยังมีวาจาหยาบคายตามมาอีกมาก แต่หยางอิ๋นสั่วก็ไม่ทันได้ยิน ได้แต่รีบวิ่งกลับมาอย่างสุดชีวิต เขตปัจจิมและเขตทักษิณมีเขตติดกันถึงถนนทักษิณ ระยะทางย่อมไม่สั้น เขาวิ่งกลับมาทั้งอย่างนี้
วาจากล่าวจบ หวังทงก็ขมวดคิ้วถามว่า
“พวกเจ้าใช่ว่าไปหาเศษหาเลย หรือคิดไปเที่ยวสาวงามกันไม่จ่ายเงินหรือไม่!?”
เจ้าพนักงานศาลซุ่นเทียนเป็นคนประเภทไหน หวังทงก็รู้มาไม่น้อย ชายหนุ่มพวกนี้กำลังอยู่ในวัยพลังอย่างว่าสูง ที่นั่นยังน่าดึงดูด ยากที่จะเชื่อได้จริงๆ
หยางอิ๋นสั่วผู้นั้นรีบโขกศีรษะลง พร้อมอธิบายอย่างลนลานว่า
“ใต้เท้า พี่เขยข้าน้อยได้บอกไว้แล้วว่า หากอาศัยชื่องานนี้ไปทำเรื่องอื่น จะตีขาน้อยให้หักแล้วค่อยโยนกลับบ้านนอกไป ข้าน้อยทำงานสงบเสงี่ยม ไม่เคยกล้าแสดงโทสะร้ายกาจเลย!”
หวังซื่อที่อยู่ข้างๆ ก็รีบอธิบายตามมาด้วยว่า
“ใต้เท้า น้องภรรยาข้าผู้นี้เป็นคนสนใจแต่เรื่องสนุกสนาน อยากรู้อยากเห็น แต่เป็นคนซื่อมาก แม้ใต้เท้าไม่จับตาดูอยู่ แต่ข้าน้อยก็ต้องควบคุมคนของข้าน้อยให้ดี เขาไม่โกหกแน่!”
“เจ้าหนูอิ๋นสั่วนี่เป็นคนสงบเสงี่ยม ข้าขอใช้หัวเป็นประกันได้เลย!”
หลี่กุ้ยสำทับมาอีกเสียง หวังทงโบกมือ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“รีบลุกขึ้น พี่จางไปเรือนข้างหาสุราโอสถมาทาให้หน่อย มีชุดของผู้ช่วยงานก็หามาให้เปลี่ยนสักชุด!”
จางซื่อเฉียงรับคำ นำตัวไป หวังทงหันไปถามหลี่ว์วั่นไฉว่า
“พี่หลี่ว์ หอฉินก่วนนี้พี่รู้ไหมว่าเป็นของผู้ใด?”
“ไม่รู้ แต่เคยไปเที่ยวที่นั่นสองสามครั้ง ได้พบพี่ชิวหัวหน้ากองกำลังศาลอาญาใหญ่กำลังคุยกับแม่เล้าผู้นั้นอยู่ ท่าทางนอบน้อมราวกับผู้ติดตาม ขุนนาสงต่างถิ่นที่มาเมืองหลวง และพวกขุนนางหน่วยงานต่างๆ ก็ล้วนพบเห็นที่นั่นบ่อย ข้าเป็นเจ้าหน้าที่สืบคดีมานาน แต่ไรไม่เคยพบว่ามีเรื่องจนถึงขั้นมีคดีอะไร”
หัวหน้ากองกำลังศาลอาญาใหญ่นั้นเป็นขุนนางระดับห้า แม้ว่าเป็นหน่วยงานรองรับอารมณ์ แต่ก็มีค่าน้ำร้อนน้ำชาบ้าง สถานะเห็นอยู่ คนในเมืองหลวงไม่น้อยก็ให้เกียรติกันอยู่บ้าง แต่ยังมีท่าทีระมัดระวัง เห็นชัดว่าเบื้องหลังที่นี่ไม่เบาจริงๆ ก็เหมือนกับเบื้องหลังของหอรับวสันต์ที่เป็นถึงรองเจ้ากรมอาญา
“พี่หลี่ว์ พี่ไปดูก่อน ถามพวกเขาว่าจะปล่อยคนหรือไม่ หากพวกมันไม่ยอมฟัง เช่นนั้นข้าจะนำคนไปสักครั้งก็แล้วกัน”
หวังทงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ เรื่องป้ายสงบสุขนี้ผลักดันโดยศาลซุ่นเทียน เช่นนั้นมิสู้ให้หลี่ว์วั่นไฉออกหน้า จะได้ลองกำลังของอีกฝ่ายดูก่อน หลี่ว์วั่นไฉประสานมือรับคำ นำหวังกุ้ยกับหลี่ซื่อออกไปทันที
“พรุ่งนี้ส่งม้าเร็วออกนอกเมือง นำคนของเรานอกเมืองเข้ามา มีงานให้ทำ!”
ได้ยินคำสั่งหวังทง ซุนต้าไห่ก็รีบรับคำสั่ง หวังทงพูดจนคอแห้ง ยกน้ำชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ยิ้มหยอกล้อไปว่า
“ขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงพวกนี้เส้นทางหาเงินมีมากมาย เหตุใดจึงได้ยอมเปิดสถานที่เช่นนี้ หรือเป็นจริงดังว่า วันหนึ่งได้เงินเป็นทะนาน หรือทำให้มีหน้ามีตากัน”
ถานเจียงที่เอาแต่เงียบไม่พูดอะไรก็เอ่ยรับคำขึ้นว่า
“ก็แค่เอาไว้ต้อนรับลูกน้องและแขกของตนให้มีที่ทางหาความสำราญที่สะดวกเท่านั้น พวกหน่วยงานทั้งหกกรมกองก็ล้วนมีสถานที่ที่ตนชอบไปกัน เป็นการแสดงความเคารพผู้บังคับบัญชา ล้วนเป็นเรื่องที่รู้อยู่ในใจ ราษฎรทั่วไปจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเบื้องหลังเป็นผู้ใด รอให้นายท่านถึงระดับนั้นก่อนก็ย่อมเข้าใจได้เอง”
หวังทงตบหน้าผาก กล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า
“ไม่รู้ว่าหอฉินก่วนนี้เบื้องหลังจะเป็นมหาเทพองค์ใดอีก!”
****
หลี่ว์วั่นไฉและพรรคพวกขี่ม้าไปกัน ครึ่งชั่วยามก็ไปถึง พวกเขาสามคนล้วนแต่งกายมีฐานะ ตอนนี้ยังมีเงินในมือมาก ไม่ได้สวมชุดขุนนางมา วางท่าแบบพวกคหบดีร่ำรวย
พอมาถึงหน้าประตูหอฉินก่วน ผู้คุ้มกันก็ย่อมไม่ขัดขวาง แต่เจ้าคนเรียกแขกที่หน้าประตูเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว เป็นคนระดับที่ผ่านตาก็จดจำได้แม่นยำ พอเห็นหลี่ว์วั่นไฉมา ก็รีบปรี่เข้าไปทักทายว่า
“นี่ใต้เท้าหลี่ว์ไม่ใช่หรือนี่ ท่านไม่ได้มานานแล้ว รีบเชิญ รีบเชิญ!”
หันไปด้านในตะโกนเสียงดังขึ้น
“มีแขกพิเศษมาเยือน น้ำชาชั้นยอดต้อนรับ~~!”
เสียงตะโกนลากยาว ย่อมมีผู้คุ้มกันหน้าประตูเข้ามารับต่อ หลี่ว์วั่นไฉก้าวเท้ายาวๆ ขึ้นไปบนขั้นบันได กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“ตามแม่เล้าซ่งของพวกเจ้าออกมา ข้ามีเรื่องต้องการพบ!”
ไม่ชัดเจนว่าเบื้องหลังของอีกฝ่ายคือผู้ใด หลี่ว์วั่นไฉก็ย่อมระงับอารมณ์ไว้ ชายต้อนรับเห็นสีหน้าหลี่ว์วั่นไฉไม่ถูกต้องนัก ก็ไม่กล้าชักช้า รีบปรี่เข้าไปกล่าวว่า
“นายท่านทั้งหลายเข้าไปรอด้านในก่อน ข้าน้อยจะรีบไปตามแม่เล้าซ่ง!”
พอเข้าไปในโถงกลาง แสงโคมไฟคลุมด้วยผ้าแพรไว้ ทำให้บรรยากาศช่างน่าพิสมัยยิ่งนัก ใช้ฉากกำบังลมกั้นเป็นห้องเล็กๆ ชายหญิงหลายคนนั่งอยู่ในนั้นกระซิบอิงแอบคุยกันระริกระรี้
หอฉินก่วนใส่ใจบรรยากาศภิรมย์ คนที่ใจร้อนมาที่นี่ก็ต้องทำเป็นสุขุมไว้ก่อน บรรยากาศที่นี่ได้รับความนิยมจากคนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมาก หลี่ว์วั่นไฉหาที่นั่งได้แล้ว พวกสาวๆ ก็เข้ามารินน้ำชา มีนางหนึ่งเข้ามาถามว่าต้องการสาวคนใด ก็ถูกหลี่ว์วั่นไฉปฏิเสธไป
ไม่นาน ทุกคนก็รู้เจตนาการมาของหลี่ว์วั่นไฉ บรรดาคนเรียกแขกและคนงานระดับล่างของหอฉินก่วนต่างจงใจหลบเลี่ยงพวกเขา
แม่เล้าซ่งเป็นคนดำเนินกิจการหอฉินก่วน ตามหลักแล้วพวกหลี่ว์วั่นไฉระดับนี้มาที่นี่ อย่างไรแม่เล้าซ่งก็ควรออกมาต้อนรับทักทายสักคำ นับประสาอะไรกับได้บอกไปแล้วว่ามีเรื่องพบ
“นี่ใช่ผู้ช่วยหลี่ว์หรือไม่ พอได้เลื่อนตำแหน่งก็ไม่ได้มาหอฉินก่วนเราเลย อย่างไรเจ้าคะ รังเกียจว่าสาวๆ เราไม่งามหรือเจ้าคะ หรือต้อนรับท่านไม่ถึงใจ?”
น้ำเสียงน่าฟัง อ้อล้อหยอกเย้า ยังแฝงด้วยความรื่นรมย์ แต่วาจานี้ไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย ยังกล่าวไม่ทันจบ หญิงสาวอายุไม่ถึง 30 นางหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ความหมายของนาง หลี่ว์วั่นไฉย่อมฟังเข้าใจ ตีสีหน้าขรึมลุกขึ้นยืนกล่าวเสียงดังกังวานว่า
“แม่เล้าซ่ง มีเจ้าหน้าที่ทางการสองสามคนถูกคนหอฉินก่วนท่านจับตัวไว้ เป็นคนของศาลซุ่นเทียนเรา หรือในสายตาพวกท่าน เมืองหลวงนี้ไร้ขื่อแป!”
ไม่อยู่ที่นี่ก็ยากจะเชื่อว่า หญิงสาวงดงามอายุไม่ถึง 30 ผู้นี้จะเป็นแม่เล้าซ่งที่คนเรียกขานกัน ได้ยินหลี่ว์วั่นไฉรุกถาม หญิงผู้นี้กลับหัวเราะขึ้นเบาๆ ก่อนจะโบกผ้าเช็ดหน้าในมือ กล่าวเสียงอ่อนโยนขึ้นว่า
“นายท่านหลี่ว์อย่าได้ทำแขกเหรื่อและสาวๆ ของเราตกใจ เจ้าหน้าที่ ข้าน้อยไม่เคยเห็น หรือว่าเป็นโจรสองสามคนเมื่อครู่กัน เอ่ยปากมาก็บอกพวกเราว่าอีกสองสามวันจะขายแผ่นป้ายไม้ แผ่นป้ายนี้ราคา 500 ตำลึง ทุกปียังต้องจ่ายอีก 300 ตำลึง พวกโจรขูดรีดหลอกลวงเช่นนี้ ข้าน้อยย่อมไม่อาจปล่อยตัวไปได้ ให้พวกเด็กๆ จับมัดเอาไว้ กำลังจะส่งไปที่ศาลซุ่นเทียนพอดีเลย?”
วาจานี้กล่าวจบ หลี่ว์วั่นไฉก็ตบโต๊ะเสียงดัง ยืนขึ้นทันที ตะโกนอย่างโมโหว่า
“หากยังกล่าวเหลวไหลอีก ข้าจะสั่งปิดสถานที่สกปรกของเจ้า!!”
เมื่อได้ยินเสียงตวาดดัง สีหน้าแม่เล้าซ่งยังคงนิ่งเฉย กลับมีคนอยู่ที่ชั้นสองตะโกนเสียงดังด้วยความโมโหมาว่า
“หลี่ว์วั่นไฉ เจ้ากล่าววาจาเหลวไหลอันใด!!”
หลี่ว์วั่นไฉอึ้งไป แม่เล้าซ่งปิดปากหัวเราะเยาะ
