ตอนที่ 148 หากไม่ใช่นายท่าน
เห็นท่าทางแม่นางซ่งไม่สนใจ หวังทงก็มีท่าทีแลดูน่ากลัวขึ้นทันที ในเมื่อไม่กลัว เช่นนี้ก็ต้องแสดงอำนาจเสียแล้ว แต่หากคนผู้นี้หลบอยู่ฉากหลังไม่ออกหน้า เช่นนั้นคืนนี้ก็ย่อมไร้ความหมาย
แต่ภายนอกหวังทงกลับเหมือนไม่สนใจ เขายกนิ้วขึ้นแกว่งป้ายสงบสุขไปมา แกว่งไป แกว่งมาอยู่ตรงนั้น เอ่ยขึ้นว่า
“น้องชายพูดจริงนะ สามพันตำลึงยังว่าถูก หากพ้นคืนนี้ไป น้องชายเช่นข้ามาขายอีกที ก็จะไม่ใช่ราคานี้แล้วนะ!”
สองคนนั่งสนทนาไปหัวเราะไป หากมีคนเพิ่งก้าวเข้ามา ยังจะคิดว่าสองคนกำลังรำลึกเรื่องวันวานกันอยู่ ยังไม่รอให้แม่นางซ่งกล่าวอันใด ก็มีเสียงวุ่นวายมาจากทางด้านหลังของนาง ความสนใจที่เดิมอยู่กับคนสองคนก็กระจายไปทางนั้นไม่น้อย
“หอฉินก่วนนี้ไม่เลวจริงๆ ครั้งหน้าขอเชิญใต้เท้าเก่อมาร่ำสุราชมบุปผาที่นี่!”
เสียงหัวเราะตามดังมาก่อน จากนั้นก็เป็นเสียงคนเมาดังแว่วมา
“มารดามันสิ หากไม่ใช่นางอัปลักษณ์ที่บ้านข้าให้กลับเร็วหน่อยล่ะก็ วันนี้จะนอนที่หอนี่เลย สาวๆ ที่ดื่มเป็นเพื่อนเมื่อครู่นุ่มนิ่มเช่นนั้น แค่เอ่ยวาจาก็ทำเอาข้าอ่อนยวบไปทั้งตัว…”
“ใต้เท้าสำราญก็พอขอรับ รอกลางวันวันนั้น…”
เห็นคนสองคนดื่มกันไปไม่น้อย คนด้านในพากันแหวกทางให้ คนในโถงไม่น้อย แต่ล้วนเงียบฟังหวังทงกับแม่นางซ่งผู้นั้นเสแสร้งใส่กัน เสียงของสองคนนี้ดังชัดเจนยิ่งนัก
อาจเพราะพวกเขารู้สึกตัวว่าด้านนอกเงียบสงบ ก็หยุดพูดอย่างงงๆ แม่นางซ่งหันไปมอง เป็นผู้แต่งกายแบบพ่อค้าผู้หนึ่ง และชายแต่งกายแบบนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรอีกผู้หนึ่ง
พอเห็นชายคนหลัง แม่นางซ่งก็ตาเป็นประกาย ถลึงตาใส่พ่อบ้านด้านข้าง รีบนวดนายเข้าไปรับ ไม่สนใจหวังทงที่นั่งอยู่แม้แต่น้อย เข้าไปส่งยิ้มทักทายว่า
“นี่ไม่ใช่ใต้เท้านายกองพันเก่อหรอกหรือนี่ เชิญท่านมาหลายครั้งก็ไม่มา วันนี้กลับมาได้ ยังมาประสบสถานการณ์เช่นนี้อีก ขออภัยเจ้าค่ะ เจ้าจาง บัญชีใต้เท้าเก่อวันนี้พวกเราเลี้ยงเอง”
นายกองพันเก่อรูปร่างอ้วนใหญ่ ดื่มจนหน้าแดงก่ำไปหมด คนผอมที่แต่งกายแบบพ่อค้าด้านข้างกำลังประคองเขาไว้ เห็นแม่นางซ่งเข้ามารับ สายตาก็หรุบต่ำ ยื่นมือมาคิดลูบคลำ เลียลิ้นดังแพร่บ เปลี่ยนใจกะทันหัน กล่าวอ้อแอ้ว่า
“มีของดีเช่นนี้อีกด้วย พรุ่งนี้ข้าจะยอมโดนนางเฒ่าด่า คืนนี้จะค้างที่นี่!”
ขณะพูดก็ยื่นมือมาจะลูบใบหน้า แม่นางซ่งสีหน้าพลันเปลี่ยน หลบไปด้านข้าง พ่อค้าที่ประคองนายกองพันเก่ออยู่เหมือนจะจำแม่นางซ่งได้ รีบเข้าไปกระซิบข้างหูเตือนนายกองพันว่า
“ใต้เท้าเก่อ! ใต้เท้าเก่อ! นี่เป็นแม่เล้าที่นี่ ก็คือแม่เล้าซ่งที่เราคุยถึงตอนดื่มสุรานั่น!”
นายกองพันเก่อมิได้เมามายอย่างที่สุด มือที่ยื่นไปกลางทางก็หดกลับทันที ท่าทางเก้กัง กำลังคิดว่าจะถอยอย่างไรดี จึงถามขึ้นอย่างเก้อๆ ว่า
“แม่เล้าซ่งว่าสถานการณ์เช่นนี้เมื่อครู่นั้น คืออะไรกัน?”
“อ้อ ถนนทักษิณทางนั้นมีนายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรผู้หนึ่ง อ้างชื่อศาลซุ่นเทียนมาปิดทางเข้า ใต้เท้าเก่อ ท่านดูสิ ไม่รู้จะทำการค้าต่อยังไง!”
“…นายกองร้อย…จากเขตทักษิณ…”
นายกองพันเก่อบ่นพึมพัมอย่างงงๆ พลันโมโหขึ้น ผลักพ่อค้าที่ประคองอยู่ออก เดินเซไปมา มาทางด้านหน้า ด่ากราดเสียงดังว่า
“ที่นี่ข้าดูแล นายกองร้อยเขตทักษิณมาที่นี่กันทำไม พวกบัดซบ เจ้าเป็นคนของโจวหลินปิ่งหรือเลี่ยวเหล่าเอ้อร์กัน!!”
เลี่ยวเหล่าเอ้อร์คือนายกองพันคนหนึ่งประจำเขตทักษิณ เขตทักษิณเป็นที่เขาดูแลร่วมกับนายกองพันโจวหลินปิ่ง นายกองพันเก่อสวมชุดขุนนาง เดินเซไปมา ไม่มีผู้ใดกล้ารั้งไว้ สองสามก้าวก็มาถึงหน้าหวังทง
คนทั้งห้องยืนอยู่ มีแต่หวังทงนั่งวางท่ากางขาดื่มน้ำชาอยู่คนเดียว เป้าหมายชัดเจนมาก นายกองพันเก่อมาถึงตรงหน้า ก็ใช้นิ้วอ้วนหนาชี้หน้าหวังทง ตวาดถามว่า
“เจ้าเป็นนายกองร้อยเขตทักษิณผู้นั้นหรือ?”
หวังทงวางป้ายลงบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมอง พยักหน้ารับว่า
“ใต้เท้าเก่อ ข้าน้อยนายกองร้อยเขตทักษิณ มาปฏิบัติภารกิจที่นี่”
สำหรับผู้ใหญ่ในกององครักษ์เสื้อแพร มารยาทพื้นฐานอย่างไรต้องมี หวังทงเห็นท่าทางแม่นางซ่งยิ้มสะใจอยู่ด้านหลังนายกองพันเก่อ เขาก็รู้สึกร้อนใจ หอฉินก่วนยามนี้มีเถ้าแก่จากหอคณิกาและบ่อนพนันอื่นไม่น้อย พวกเขากำลังจ้องมองอยู่ หากตนยอมหดหัว เกรงว่าป้ายสงบสุขก็คงเสนอขายไม่ได้ เกรงว่าคนที่รับไปก็คงมีเอามาคืน
คำตอบหวังทงทำให้นายกองพันเก่อที่กำลังเมาได้ที่อารมณ์เดือดขึ้นทันที ยกฝ่ามือฟาดไป ปากก็ด่าไปว่า
“เจ้าลูกหมา ผู้ใหญ่ที่บ้านไม่สั่งสอนธรรมเนียมให้เจ้าหรือ ไม่มองดูบ้างนี่เป็นใคร…”
กลิ่นสุราและกลิ่นเรอหึ่งโชยมากระทบใบหน้า คนที่มุงดูเรื่องสนุกกันก็เริ่มหัวเราะกันเล็กน้อย หวังทงยกมือขึ้นกัน อีกมือก็คว้ากาน้ำชาปาใส่อย่างแรง
ในกาน้ำชายังมีน้ำชาค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง กาน้ำชาแตกใส่ใบหน้า น้ำชาและเลือดสาดกระจาย หวังทงก้าวตามไปติดๆ ถีบใส่ท้องน้อยของนายกองพันเก่อ เดิมดื่มสุราไปมาก พอถูกโจมตี คนทั้งคนก็ล้มหงายลงกับพื้น กระแทกลงบนพื้นอย่างแรง เสียงดังสนั่น
เสียงหัวเราะเบาๆ ในห้องโถงไม่ได้ยินอีกแล้ว กลับเป็นเสียงหวีดร้องของผู้หญิง ใบหน้าอาบเลือดพร้อมน้ำชาราดรด เจ็บทั้งบนและล่างอย่างที่สุด นายกองพันเก่อสร่างเมาไม่น้อย ชี้หน้าด่าหวังทงอยู่กับพื้นว่า
“เจ้าบัดซบ กล้าลงมือกับผู้ใหญ่ในสังกัด ละเมิดธรรมเนียมเรา เจ้าคอย…”
หวังทงก้มหน้าเข้าไปเตะเข้าที่ซี่โครงไปทีหนึ่ง ก่อนจะนั่งยองลงจ้องมองนายกองพันเก่อ ถามเสียงนิ่งเรียบ
“ลงมือกับเจ้าแล้วทำไม ข้านำคนบุกโรงบ้านผู้บัญชาการหลิวมาแล้ว หลังเกิดเรื่องยังยอมยกโรงบ้านให้ข้าเลย เจ้าว่าข้าต้องคอยอะไร!”
น้ำเสียงกดให้เบา คนรอบข้างไม่ได้ยิน นายกองพันเก่อดื่มมาไปทำเอาตอบสนองช้า แต่ได้ยินชัดเจน ไม่สนใจว่าน้ำชาหรือเลือดผสมกันไปหมด ยกมือลูบใบหน้า กระซิบถามเสียงแหบว่า
“…เจ้าก็คือที่เปิดร้านอาหารในเขตทักษิณนั่น…”
หวังทงไม่สนใจ กลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ของตน พ่อค้าผู้นั้นเดินเข้ามาอย่างกลัวๆ กล้าๆ ประคองนายกองพันเก่อขึ้นมาอย่างยากลำบาก นายกองพันเก่อก็ไร้น้ำยา ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดแต่กลับพยักหน้าก้มให้หวังทง เอ่ยขึ้นว่า
“ล่วงเกินท่านแล้ว วันหน้าขอเลี้ยงสุราไถ่โทษ!”
ทุกคนในห้องยามนี้เงียบกริบไปหมด ด่ารองเจ้ากรมเฉินจื้อจงแห่งศาลซุ่นเทียนจากไป หลายคนไม่ทันได้เห็น แต่การลงมือกับนายกองพันเก่อนี้ อีกฝ่ายยังแสดงความเคารพนบนอบ เจ้าเด็กยังไม่โตผู้นี้เป็นใครกันแน่
ยิ่งเป็นคนที่ปฏิบัติงานในสังกัดองครักษ์เสื้อแพร เห็นการแก่งแย่งอำนาจของชนชั้นสูงมาไม่น้อย บุคคลที่ไม่รู้ว่ามีเบื้องหลังอย่างไรเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามที่สุด เพราะพวกเขารู้ความน่ากลัวของผู้มากบารมีดีกว่าผู้ใด
ครานี้แม่นางซ่งก็ตัวแข็งทื่อไปทันที แม้ว่ายังนั่งลงบนเก้าอี้ แต่สีหน้ากลับไม่ได้ยิ้มระรื่นเหมือนเมื่อสักครู่ หวังทงยกนิ้วขึ้นโชว์ป้ายสงบสุข กล่าวน้ำเสียงเฉยเมยว่า
“แม่เล้าซ่ง ป้ายนี่เป็นของดีนะ ครั้งแรกขอแค่ 4 พัน จากนี้ทุกเดือนจ่าย 200 ตำลึง สามารถใช้ได้นาน 3 ปี รับประกันความสงบสุขของหอฉินก่วนเจ้า เจ้าว่าอย่างไร ซื้อเถอะ!”
แม่นางซ่งสีหน้าพลันเปลี่ยน ครั้งนี้ไม่ได้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม เพียงแค่กล่าวเสียงเยียบเย็นว่า
“น้องชาย เจ้าอายุยังน้อย ต้องการเงินทองมากมายไปทำไม มือเปื้อนเช่นนี้ ระวังวันหน้าแม้แต่เงินซื้อเสื่อสักพื้นยังไม่มี”
คนจนในเมืองหลวงซื้อโลงไม่ไหว มักจะเอาเสื้อม้วนไว้ รอฟ้ามืดก็นำไปโยนทิ้งนอกเมือง แม่นางซ่งแช่งหยาบคายเช่นนี้ ช่างอำมหิตนัก
ใจหวังทงนิ่งลงไม่น้อย ตั้งแต่เข้ามาที่หอฉินก่วน แม่นางซ่งเอาแต่ทำตัวเป็นอริ ไม่ยอมอ่อนให้ ยามนี้วาจาอำมหิตร้ายกาจ แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวในใจ
ยามนี้ด้านนอกลับมีเสียงอื้ออึงดังมาก แม่นางซ่งรีบลุกขึ้นยืน หวังทงเอ่ยออกไปเสียงดังว่า
“ปล่อยให้เข้ามา แม่นางซ่งเหมือนจะกำลังรอนายท่านด้านนอกอยู่!”
ได้ยินคำสั่งหวังทง เสียงด้านนอกก็เงียบลง มีคนหลายคนก้าวเท้ายาวๆ เข้ามา ทั้งหมด 4 คน กลับไปแค่คนแต่งกายแบบคนระดับลูกน้อง สวมชุดดำหมวกใบเล็ก แต่ชุดดำนั่นเป็นผ้าแพรต่วนเนื้อดีเยี่ยม เห็นคนรับใช้ของตระกูลใหญ่ สี่คนนี้เข้ามาก็ไม่สนใจบรรดาผู้ช่วยงานขององครักษ์เสื้อแพร
กลับเป็นบรรดาแขกเหรื่อที่กำลังชมอยู่รอบๆ ที่พากันไม่สนใจกลัวอะไรกันอีก พากันประสานมือทักทาย น้ำเสียงสนิทสนมยิ่ง
คนทั่วไปไม่สามารถมาสถานที่ระดับสูงอย่างหอฉินก่วนนี้ได้ แขกถ้าไม่ร่ำรวยก็สูงส่ง แขกที่เข้าไปทักทายก่อนล้วนเอ่ยสังกัดตน ล้วนเป็นพวกปฏิบัติงานในสังกัดนี่นั่นโน่น ถึงกับมีขุนนางนอกราชการจากกรมไหนสักกรม
ขณะเดียวกันหวังทงก็สังเกตเห็นว่า สี่คนที่เข้ามานี้ ทำให้แม่นางซ่งรู้สึกผ่อนคลายลง หัวหน้าที่อายุราว 40 กว่า หันมามองพวกหวังทงด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะหันไปห่วงใยแม่นางซ่งว่า
“ท่านสาม ไม่เป็นไรใช่ไหม!”
แม่นางซ่งแม้ว่ารู้สึกผ่อนคลายลง แต่ยังคงกล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดีนักว่า
“ยังจะเป็นอะไรได้ คนพวกนี้มาพังหอนี่ อย่างมากข้าก็กลับไปที่เก่า ไยต้องมาลำบากเช่นนี้ด้วย”
ชายวัยกลางคนอายุราว 40 หันไปกล่าวเสียงเย็นเยียบว่า
“พวกเจ้ามาจากหน่วยไหน กล้ามาค้นหอฉินก่วน?”
“ข้าสังกัดองครักษ์เสื้อแพร!”
หวังทงตอบอย่างเย็นชา ใบหน้าชายวัยกลางคนผู้นั้นยิ่งโมโหมากขึ้น ก้าวเข้ามาใกล้ตวาดว่า
“เหลวไหลสิ้นดี!! รีบโขกศีรษะรับผิดกับท่านสามเดี๋ยวนี้ แล้วไสหัวไป พรุ่งนี้จะส่งคนไปคิดบัญชีกับพวกเจ้า!”
“ถือสิทธิ์อะไร พวกเจ้าสี่คน พวกเราเป็นร้อย เจ้าให้คุกเข่าก็คุกเข่าหรือไง?”
หวังทงได้ยินก็ส่งเสียงฮาลั่น ชายวัยกลางคนผู้นั้นก้าวเข้ามาอีกก้าว น้ำเสียงเข้มงวดจริงจังว่า
“ข้าคือพ่อบ้านของจวนใต้เท้าเสนาบดีกรมขุนนาง ใต้เท้าจางฮั่น แม้แต่ผู้บัญชาการหลิวแห่งสำนักองครักษ์เสื้อแพรพบนายท่านเรายังต้องคารวะเลย เจ้ามันตัวอะไร”
หลังจากเสนาบดีหวังกั๋วกวงแห่งกรมขุนนางถูกปลด ก็แต่งตั้งจางฮั่นขึ้นแทน เสนาบดีกรมขุนนางมีอำนาจมาก มิน่าจึงได้กล้าเหิมเกริมกันเช่นนี้ หวังทงนิ่งงันไป หันไปสบถเบาๆ ว่า
“มารดาหน้ามันสิ ข้าจะไปสู้กับเสนาบดีกรมขุนนางได้อย่างไรกัน!”
พ่อบ้านผู้นั้นเห็นเขาหันหน้าหนี ยังคิดว่าหวังทงหวาดกลัว ก้าวเข้าไปอีกก้าวกล่าวว่า
“โขกศีรษะคำนับรับผิด! แล้วไส…”
กล่าวยังไม่ทันจบ หวังทงก็ลุกขึ้นยืนตบหน้าไปฉาดหนึ่ง ทำเอาคนผู้นั้นล้มลงทันที หวังทงนั่งยองลงกระชากเขาไว้กล่าวเสียงเยียบเย็นว่า
“หากไม่ใช่ข้า จางฮั่นจะได้เป็นเสนาบดีกรมขุนนางหรือ!?”
