Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 156

ตอนที่ 156 ในนอกตีกันให้ชุลมุน

เมื่อเอ่ยชื่ออันผิงโหว ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่กลัว แต่เด็กคนอื่นๆ ก็ย่อมหวั่นเกรงอยู่บ้าง ดังนั้นก็ต้องอัดคำพูดนี้คืนกลับไปก่อน

เดิมมีคนคิดจะเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ คิดไม่ถึงว่าเจ้าอ้วนที่ปรี่ออกมาจะลงมือหนักเช่นนี้ พวกฟางจงผิงต่างพากันโมโหอย่างมาก

สถานการณ์ที่รุมพวกเฉินซือเป่าเมื่อครู่เริ่มกลับตาลปัตรกัน พวกเขาโมโหเพียงใดก็ทำไรไม่ได้ เด็กๆ พอเห็นฮ่องเต้ว่านลี่ลงมือก็พากันตะโกนขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ยกอาวุธในมือปรี่เข้าใส่ทันที

อย่าเห็นว่าพื้นที่ชั้นสองแคบ เพราะเด็กๆ ยังคงทำตามที่ฝึกมาจากลานฝึก นอกจากว่านลี่ที่บุกคนแรกอย่างไม่รักษาธรรมเนียมแล้ว คนอื่นๆ ล้วนถือถือไม้นวดแป้งและไม้ราวตากผ้าอยู่ด้านหน้า พวกที่ถือทัพพีไม้กับไม้ซักผ้าอยู่ด้านหลัง รูปแบบเฉพาะทางเช่นนี้ พวกคุณชายพวกนั้นจะรับมือไหวได้อย่างไร

พวกของฟางจงผิงแม้ว่ากล้าหาญมีฝีมือ แม้ปกติชอบดื่มกินเล่นพนัน แต่พวกชนชั้นสูงที่ชอบก่อเรื่องก็มีความใจร้อนกันหลายส่วนอยู่

พวกเขาอย่างไรก็รู้ว่าควรยกม้านั่งมาเตรียมรับมือ แต่แค่ขยับ ก็ถูกราวไม้ง่ามกับไม้นวดแป้งแทงใส่หน้าอกและช่องท้อง เจ็บจนตัวงอถอยร่นไปด้านหลัง ส่วนทัพพีไม้กับไม้ซักผ้าก็ฟาดไปที่ไหล่และหลัง

ดีที่หวังทงบอกไว้ก่อนว่า พวกเฉินซือเป่าแค่บาดแผลภายนอก ไม่ต้องลงมือจนอีกฝ่ายมีอันตรายถึงชีวิต มิเช่นนั้นพวกลี่เทาที่แรงเยอะ ถือไม้ซักผ้าที่ทำจากไม้หนาฟาดไปบนใบหน้า เกรงว่าจะฟาดจนเป็นเรื่องใหญ่ได้

สถานการณ์ตอนนี้ ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้ว พวกอันผิงโหวร่วงไปครึ่งหนึ่ง ยังมีอีกสองคนที่ยังยืนอยู่อีกฟากโต๊ะ กะทันหันเกินไปยังไม่ทันได้โอบล้อม ฮ่องเต้ว่านลี่กับหลี่หู่โถวพอจะลงมือก็ถูกคนตัวใหญ่ดึงไปด้านหลัง เข้าร่วมวงไม่ได้ กำลังรู้สึกร้อนใจ

พอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ สองคนก็อาศัยที่ตัวเล็ก ลอดใต้โต๊ะไปทันที เขาสองคนถือไม้แบบในมือ ไม้แบบนี้ใช้สำหรับกดลายบนชิ้นขนมให้เป็นรูปลวดลายต่างๆ ตัวไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน แต่มือจับมีน้ำหนักไม่เบา สองคนลอดไปถึงก็กระแทกลงหลังเท้าและหน้าแข้งทันที

สองคนนั้นเดิมคิดจะหันหลังโดดลงไป ด้านล่างเป็นหลังคาเพิงน้ำชา ราวไม้ไผ่มีผ้าใบกางอยู่ โดดลงไประวังหน่อยก็จะหนีไปได้

พอหลังเท้าและหน้าแข้งเจ็บปวดก็ร้องเสียงดังตัวงอ พอตัวงอลงก็ยุ่งยากละ คนหนึ่งก้มตัวมากไป ถูกไม้แบบในมือฮ่องเต้ว่านลี่ตบเข้าที่ใบหน้า ลูกหลานชนชั้นสูง ใบหน้าล้วนมีเนื้อแน่น อัดลายลงไปพอดี เกิดรอยแดงขึ้นเป็นคำว่า ‘เงินทองไหลมา’ อีกแล้ว

เจ้าสองคนนี้โกรธจนคลั่ง ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ก้มหน้าก้มตาจะคว้าฮ่องเต้ว่านลี่กับหลี่หู่โถว แต่พวกหวังทงก็ตามเข้ามาติดๆ

สองสามคนบีบคอลากแขน อีกคนตบบ้องหูอย่างแรงหลายทีจนใบหน้าเริ่มบวมช้ำ มุมปากมีเลือดไหลออกมาก่อนจะล้มลง

ขณะนั้นเฉินซือเป่ากำลังลงมือต่อยหน้าดำหน้าแดง ลากคนผู้หนึ่งมาได้ก็กางมือต่อยซ้ายต่อยขวาพร้อมกับตะเบ็งเสียงด่าไปด้วยว่า

“ข้าเคยดื่มมากับเจ้า ตอนเด็กๆ เจ้ายังเคยเล่นกับเสี่ยวถัง เจ้าลงมือได้ลงคอได้ยังไง ยังมีความเป็นคนบ้างไหม”

ต่อยไปครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นยื่นขาเตะฟางจงผิงเข้าอีกทีหนึ่ง ด่าเสียงดังใหญ่ว่า

“ก็แค่ขี่ม้าชนะเจ้าต่อหน้าผู้ใหญ่ครั้งเดียว เจ้าทำไมไม่จบไม่สิ้น…”

การลงมือต่อยตีกันชั้นบนนั้นไม่นานก็เห็นผลแพ้ชนะ ทุกอย่างสงบลง แต่เสียงเอะอะด้านล่างยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ คนข้างด้านด่าทอยกใหญ่จะพังเข้ามา เด็กๆ ด้านในก็ต้านเอาไว้อย่างสุดกำลัง

“หยุด! พวกเจ้าบังอาจมาก!!”

อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากหน้าต่างชั้นสอง หวังทงหันไปมอง พบว่ามีชายฉกรรจ์สามคนกำลังปีนเข้ามา

สามคนนี้สะพายดาบไว้บนหลัง ดูมีฝีมือ สีหน้ายังดูร้อนรนอย่างมาก จ้องมองไปยังพวกที่กองอยู่กับพื้น แปดเก้าส่วนเดาว่าเป็นองครักษ์จวนอันผิงโหวแน่

หวังทงวาบขึ้นในใจ แต่ก็มีปฏิกิริยาฉับไว คว้าม้านั่งเหวี่ยงใส่ทันที ปากก็ร้องตะโกนว่า

“หาของปาใส่พวกมัน!!”

พวกองครักษ์คุ้มกันฟางจงผิงย่อมไม่รู้จักฮ่องเต้ว่านลี่ ใจร้อนคิดจะปกป้องนายตน จึงนำดาบออกมา หากเกิดเป็นเรื่อง คงยุ่งยากเป็นแน่…

พวกองครักษ์คุ้มกันกำลังจ้องไปที่นายตน ไม่สนใจเด็กที่ถือของเล่นไม้พวกนี้ในมือแต่อย่างใด ร้อนใจตะโกนออกไปก่อน คิดไปเองว่าจะสามารถทำให้เด็กๆ ที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงพวกนี้ตกใจได้ คิดไม่ถึงว่าจะต้องเผชิญกับม้านั่งตัวหนึ่งที่เหวี่ยงดิ่งมาตรงหน้า ไม่ทันได้ตั้งตัว ผงะถอยไปด้านหลังหลายก้าว เหยียบลงบนอากาศ เสียงดังโครมร่วงลงไปทันที

อีกสองคนที่เหลือก็ตกใจ จากนั้นก็โกรธมาก แต่ปลายเท้ายังมีผ้าผูกไว้ ออกแรงไม่ได้ ได้แต่คว้าหน้าต่างกลิ้งตัวเข้ามาก่อน พวกเขาไม่ทันคิดว่าวาจาของหวังทงจะทำให้เกิดอะไรขึ้นได้

พวกเขาคิดว่าเด็กๆ พวกนี้อย่างไรก็คงไม่ตอบสนองเร็วนัก คิดไม่ถึงวาจาหวังทงราวกับคำสั่งทางการทหาร เด็กๆ เหมือนไม่ทันได้คิดอะไรก็ขว้างของในมือใส่ทันที

แผ่นไม้ซักผ้า ราวไม้ง่ามตากผ้า ไม้นวดแป้ง ไม้แบบขนม ล้วนขว้างตรงมายังเขาทั้งสองคน พวกองครักษ์คุ้มกันสองคนเก่งสักเพียงใดกัน แต่ในสถานการณ์กะทันหันเช่นนี้ก็ได้แต่ยกสองแขนขึ้นไขว้กันปิดใบหน้าไว้ก่อน

แต่ของที่ขว้างมานั้นมีจำนวนมากเกินไป ไม้นวดแป้งและไม้ง่ามตากผ้ายังพอว่า แต่พวกไม้แบบขนมและของอื่นที่เหมือนกับก้อนหินพวกนั้น กันไว้ได้ก็ต้องก้าวถอยหลังไป

ถอยหลังอย่างมียุทธวิธี รู้ต้องเหยียบบนกรอบ ถอยไปสองก้าว จึงหลบของบ้าบอที่เขวี้ยงมาได้ พอปล่อยแขนลงก็ชักดาบออกมาด้วยสัญชาตญาณ หากก็เห็นหน้าต่างตรงข้ามกัน มีเด็กตัวใหญ่สองคน ในมือเงื้อม้านั่งกลมเอาไว้

พอเห็นพวกเขายกแขนลง ก็ร้องดังพร้อมกันก่อนจะเหวี่ยงเก้าอี้ใส่ เห็นความเร็วและแรงระดับนี้ หากยกมือกันไว้อีกแขนก็คงต้องหักเป็นแน่ จึงเบี่ยงตัวหลบ คนหนึ่งทรงตัวไม่อยู่ ร้องเสียงดังโหยหวนก่อนจะร่วงหล่นจากชายคาไป อีกคนหลบได้หนึ่ง ก็หันไปมองเห็นหน้าต่างอีกสี่บานมีเด็กกำลังยกเก้าอี้เตรียมพร้อม เหลือแค่ตัวคนเดียวแล้ว จึงได้แต่กระโดดลงไปเองทันที

สองคนที่ร่วงลงมา ร่วงใส่คนที่รออยู่ข้างล่าง ก็ไม่เป็นไรมาก คนที่โดดลงมานั้นก็กล่าวรายงานว่า

“คุณชายสามถูกพวกมันรุมหมอบอยู่กับพื้น พวกของเซียงเฉิงป๋อยังไม่หยุดลงมือ พวกเราใช้อาวุธได้ เจ้าลูกหมาพวกนั้นย่อมเป็นทหารรับใช้ของจวนเซียงเฉิงป๋อที่เลี้ยงดูไว้ ฟันเจ็บสักสองสามคนก็คงเอาอยู่!”

กลุ่มคนที่บุกเข้ามาทางหน้าต่างไม่ได้ผลอะไรกลับไป ก็เริ่มรู้สึกร้อนใจอย่างมาก ได้ยินเสียงคนตะโกนเช่นนี้ ทุกคนก็ร้องตะโกนรับขึ้นพร้อมกัน เอาโต๊ะเก้าอี้ซ้อนกันขึ้น ชักดาบออกมาคาบไว้และพากันปีนขึ้นไป

พวกคนมุงมีกันไม่น้อยจริงๆ ตรอกม้าหินยังเป็นสถานที่พลุกพล่าน ซ้ายขวาหน้าหลังก็ล้วนเต็มแน่นไปด้วยผู้คน เมื่อเห็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้ จึงมีคนร้องเชียร์ดังขึ้น

รอจนมีเรื่องกันมาถึงจุดสูงสุดเช่นนี้ รอบด้านต่างก็พากันเงียบลงอย่างไม่ทันรู้ตัว องครักษ์จวนอันผิงโหวไม่มีอารมณ์จะไปสนใจพวกคนมุงอีกต่อไป พอต่อโต๊ะเสร็จ ทุกคนก็คาบดาบปีนกันขึ้นไป

“แม่มันสิ ใกล้วังหลวงเช่นนี้ พวกนี้กล้าชักดาบออกมากลางวันแสกๆ ยังเห็นบ้านเมืองมีขื่อมีแปอีกหรือไม่ จับไว้ให้หมดทุกคน”

มีคนตะโกนดังด้วยความโกรธอยู่ด้านนอก พวกองครักษ์จวนอันผิงโหวและคนของพวกชนชั้นสูงคนอื่นๆ ไหนเลยจะสนใจ ทุกคนยังคงปีนต่อไป

ธรรมเนียมในอดีต หากพวกชนชั้นสูงมีเรื่องกัน มีเรื่องถึงที่สุด คนของศาลซุ่นเทียนและศาลอาญาใหญ่มาถึงก็แค่มาจัดการดูๆ ที่เรียกว่าดูๆ ก็คือแค่ตะโกนเสียงดัง แต่ไม่กล้าลงมืออะไร เพราะหากทำร้ายคุณชายตระกูลหรือคนรับใช้ตระกูลไหนไป ก็ล้วนรับผิดชอบกันไม่ไหวเป็นแน่

แต่วันนี้พวกที่มาคลี่คลายสถานการณ์กลับไม่เหมือนเดิม เสียงสั่งเพิ่งจบลง ก็ได้ยินเสียงลมเคลื่อนไหว ไม้พลองยาวดำแดงสองสีมันปลาบก็ฟาดมาถึงตัว

ไม้พลองพวกนี้เรียกว่าไม้พลองน้ำไฟ ครึ่งหนึ่งทาสีแดงเปรียบเหมือนไฟ ครึ่งหนึ่งทาสีดำเปรียบเหมือนน้ำ หมายถึงทำการไม่ลำเอียง เป็นอาวุธที่เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนใช้ มีน้ำหนักมาก หากลงแรงตี ก็ย่อมช้ำในถึงกระดูกถึงเส้นเอ็น

เสียงร้องโหยหวนดังติดต่อกัน คนที่ปีนกันอยู่นั้นถูกฟาดร่วงลงมาทีละคนจนเกลี้ยง จากนั้นก็ใช้ไม้พลองเขี่ยโต๊ะกับเก้าที่กองเรียงกันอยู่ออก มีคนของจวนอันผิงโหวบางคนที่ปีนจวนจะถึงชายคาเพิงน้ำชาด้านบนแล้ว โต๊ะด้านล่างพังร่วงลงไปหมด ก็พากันกระโดดลงมาด้วยความตกใจ พอร่วงลงมาแล้วก็ชักดาบออกมาด้วยความโกรธ เจ้าหน้าที่ศาลตัวเล็กๆ ถึงกับกล้าลงมือกับคนของจวนอันผิงโหว เบื่อชีวิตกันแล้วหรือ?

“วางดาบลง คุกเข่าลง!!”

ฝั่งตรงข้ามมีคนตะโกนดังขึ้น คนของจวนอันผิงโหวไหนเลยจะยอมฟัง กลับตะโกนด่ายกใหญ่กลับไปว่า

“เรื่องของจวนอันผิงโหว ไม่ใช่พวกสวะอย่างพวกเจ้าจะมาแส่ คุณชายสามของเรายังอยู่ในนั้น…”

ชายฉกรรจ์ในชุดแบบชาวบ้านสวมหมวกสานผู้หนึ่งเลิกคิ้วขึ้นสูง ราวกับไม่สนใจชื่อของอันผิงโหวแม้แต่น้อย กลับด่ากลับมาเสียงดังว่า

“เจ้าพวกไว้หน้ากลับไม่รับ ทุกคนลงมือ จับใส่กุญแจมือกลับไปให้หมด!!”

รูปแบบวันนี้ดูไม่เหมือนกันการทำงานของศาลซุ่นเทียน คนของอันผิงโหวล้วนมีฝีมือ ยามนี้กำลังโกรธจัดย่อมไม่คิดถึงความแปลกประหลาดในยามนี้ ชักดาบออกมากรูเข้าใส่ทันที

แต่เจ้าหน้าที่ที่ถือไม้พลองน้ำไฟพวกนี้กลับต่างจากทุกที ตอนบุกเข้ามาก็เรียงแถวกันเป็นระเบียบ สองคนรับมือหนึ่งคน

การเคลื่อนไหวง่ายๆ หนึ่งคนเงื้อ หนึ่งคนยกตั้ง ที่เงื้อก็ฟาดลง ที่ตั้งไว้ก็แทงท้อง คนของทางการที่ได้เปรียบเรื่องจำนวนอยู่ สองรุมหนึ่ง จึงไม่อาจรับมือได้

สองฝ่ายปะทะกัน ไม่มีอะไรต้องคิดให้มากความ พวกคนจวนอันผิงโหวก็ถูกจัดการระเนระนาด พวกผู้ติดตามของคนอื่นๆ ก็ยิ่งไร้สามารถที่จะรับมือ บางคนยังไม่ทันได้แตะถูกก็กุมหัวลงนั่งยองเสียแล้ว

คนที่เหลืออีกคนดูเหมือนพวกผู้ติดตาม แต่ก็มีความกล้าอยู่หลายส่วน ยืนตะโกนเสียงดังอยู่ตรงนั้นว่า

“นี่ล้วนเป็นจวนอันผิงโหว คนของจวนหย่งอี้ป๋อยังไม่ได้ทำอะไรผิด ศาลซุ่นเทียนเจ้าทำไมลงมือไม่เลือกเช่นนี้ เรื่องวันนี้ นายท่านต้องไปกราบทูลฝ่าบาท…”

เขาได้กล่าววาจาอย่างดุดันเช่นนี้แล้ว ได้แต่ยกบรรดาศักดิ์ของนายตนมาข่ม แต่เจ้าหน้าที่เบื้องหน้าดูเหมือนไม่ได้ยินวาจาของเขา สีหน้ายังคงเย็นชายกไม้ฟาดลงมา

ผู้ติดตามผู้นี้มีทางเดียวที่จะขยับได้ทันก็คือเอียงศีรษะ เสียง ‘กร๊อบ’ ดังขึ้น ไม่รู้ว่ากระดูกชิ้นไหนถูกตีหักไปแล้ว

“จับใส่กุญแจมือให้หมด!!”

นอกจากเสียงร้องโหยหวนแล้ว ก็มีแต่เสียงออกคำสั่งของชายฉกรรจ์ผู้นั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!