ตอนที่ 164 ป้ายสงบสุขรับประกันความสงบสุข
โถงใหญ่หอฉินก่วนกำลังมีเรื่องกันชุลมุน หลายคนไม่ได้ยินเสียงตะโกนด้านนอก ชั้นสองยังมีแขกเหรื่อหลายคนกำลังยืนพิงราวระเบียงมองดูอย่างออกรสออกชาติ
แม่เล้าหออื่นต่างก็นอบน้อมเสียงอ่อนเสียงหวาน แขกเหรื่อจะล้ออย่างไรก็ย่อมได้ แต่แม่นางซ่งผู้นี้ยังสาวและสวย ปกติหน้าตาแย้มยิ้ม หากไม่เคยแตะต้องแขกผู้ใด
บางคนมาที่หอฉินก่วนนี้ด้วยสนใจในตัวแม่นางซ่ง แต่เพราะว่าเบื้องหลังแม่นางซ่งคือเสนาบดีกรมปกครองจางฮั่น ร้ายกาจยิ่ง ทุกคนต่างก็ระแวดระวังกันอยู่สามส่วน
ตอนนี้เห็นแม่นางซ่งถูกฟางจงผิงดูหมิ่น แขกหลายคนกลับรู้สึกว่าสนุกกว่าระบำรำฟ้อนของ ‘ 18 นางฟ้า’ เสียอีก
ตรงประตูกลางมีคุณชายตระกูลบรรดาศักดิ์สองคนปิดทางไว้ กำลังกอดอกหัวเราะเริงร่ามองดูเรื่องสนุกในโถงใหญ่กัน ในใจคิดว่าหากแม่นางซ่งเอาฟางจงผิงไม่อยู่ เช่นนี้พวกตนก็จะไปฉุดสักคนกลับไปนอนที่บ้านด้วยเลย
ขณะที่กำลังคิดเหลวไหลอยู่นั้น ก็มีคนมาตบบ่าพวกเขากล่าวขึ้นว่า “ขอทาง” คนที่ถูกตบบ่าพวกเขาหันไปคำรามอย่างรำคาญว่า
“ขอทางบ้าอะไร ไม่เห็นหรือ…”
ยังกล่าวไม่ทันขาดคำ ใบหน้าก็ถูกหมัดกระแทกใส่อย่างแรง ล้มกระเด็นเข้าไปด้านใน อีกคนพอเห็นเพื่อนล้มลง ก็หันหน้าไปคิดจะระเบิดโทสะใส่ แต่สีหน้ายังไม่ทันได้เปลี่ยน ท้องน้อยก็ถูกคนถีบเข้าใส่อย่างแรง ล้มกลิ้งหลุนๆ เป็นลูกน้ำเต้าเข้าไปข้างในทันที
หวังทงก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในหอฉินก่วนด้วยสีหน้ามึนตึง ด้านหลังมีหลี่เหวินหย่วนและซุนต้าไห่ เดิมกำลังคุยงานกับคหบดีร่ำรวยผู้หนึ่งแห่งเขตบูรพาที่หอรุ่งเรือง คหบดีผู้นี้มีร้านตีเหล็กอยู่นอกเมืองหลวงร้านหนึ่ง นอกจากผลิตอุปกรณ์ทำการเกษตรแล้ว ยังแอบตีดาบและกระบี่ขายเองด้วย
ปรากฏว่ามีคนมาถือดาบและกระบี่ของร้านเขาก่อคดีขึ้นจึงถูกจับส่งศาลซุ่นเทียน ละแวกเมืองหลวงนี้ การค้าขายดาบและกระบี่อาวุธพวกนี้ต้องรายงานทางการ เรื่องพวกนี้หาเอาเรื่องกันขึ้นมา เจ้าตัวต้นเรื่องเกรงว่าจะต้องโทษความผิดร้ายแรง หากคหบดีผู้นี้มีความสัมพันธ์เครือญาติกับหวังซื่อ มือปราบแห่งศาลซุ่นเทียน จึงพาไปหาหลี่ว์วั่นไฉ แต่ไม่เป็นผล จึงได้มาหาหวังทง
ด้วยสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่สืบคดีหลี่ว์วั่นไฉแห่งศาลซุ่นเทียน คดีนี้จึงจบลงง่ายดาย คหบดีผู้นั้นจึงจัดเลี้ยงที่หอรุ่งเรืองเพื่อแสดงความขอบคุณ หวังทงสนในในเรื่องร้านตีเหล็กมาก กำลังคิดจะสอบถามอีกฝ่ายว่าจะขายให้ได้ไหม คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็มีเจ้าหน้าที่กระหือกระหอบมาส่งข่าว
ฟางจงผิงแห่งจวนอันผิงโหวกำลังก่อเรื่อง หากตนไม่ออกหน้า เกรงว่าเจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนหรือองครักษ์เสื้อแพรในบังคับบัญชาตนคงเอาไม่อยู่เป็นแน่ จึงได้แต่เอ่ยที่ตนคิดไว้ออกไปอย่างเร่งรีบก่อนจะรีบตามออกไป
การนำเสนอขายป้ายสงบสุขก็ต้องอาศัยกำลัง การจะรักษาเอาไว้ก็ต้องอาศัยกำลัง หากซื้อป้ายไปแล้วไม่อาจรับประกันการค้าสงบสุขได้ นโยบายของป้ายนี้ที่ตั้งไว้ก็จะถูกลบทิ้งอย่างน่าไม่อาย ย่อมเกิดกระแสต่อต้าน อาจถึงขั้นถูกบรรดาขุนนางซื่อสัตย์จับจ้องได้ ตนเองย่อมไม่อาจก้าวเดินไปอย่างมั่นคงได้
เดิมเสียงคนในโถงใหญ่เซ็งแซ่อย่างมาก ทั้งเสียงหญิงสาวร้องไห้ ทั้งเสียงหยอกล้อส่งเสียงหัวเราะดัง กำลังครึกครื้นเฮฮากันอย่างที่สุด พอสองคนนั้นกลิ้งเข้ามาถึงพื้นตรงหน้าก็ร้องโหยหวนเสียงดังขึ้น ในห้องโถงพลันเงียบลง สายตาทุกคู่มองไปยังประตูกลาง
มีเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดสีน้ำเงินเข้มติดกระดุมหน้าเดินก้าวเท้ายาวๆ เข้ามา แน่นอน มีแต่คนที่อยู่ใกล้เท่านั้นที่เห็นว่าเป็นเด็กหนุ่ม
สถานที่เช่นหอฉินก่วนนี้ทำการค้ากับแขกประจำ แขกประจำย่อมเคยพบเหตุการณ์ไม่นานมานี้ที่มีเรื่องกระทบกระทั่งกันเรื่องป้ายสงบสุข ทุกคนล้วนจำเด็กน้อยหวังทงที่วางอำนาจบาตรใหญ่ผู้นี้ได้
หวังทงยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวในห้องโถงใหญ่ กวาดตามองไปรอบๆ นอกจากพวกคุณชายบรรดาศักดิ์ที่มากับฟางจงผิงพวกนั้นที่ยังไม่รู้ตัว คนอื่นๆ ต่างก็หากันหดตัวเล็กลง รู้สึกตื่นตระหนก
“ตอนนี้ไม่มีเรื่องแล้ว ทุกท่านตามสบาย อย่าได้เสียเวลาหาความสุขของทุกท่านเลย”
หวังทงกล่าวเสียงเรียบ พร้อมกับประสานคารวะสองข้างอย่างไม่ใส่ใจนัก แขกส่วนใหญ่ในห้องโถงพอได้ยิน ก็เหมือนว่าได้ยินคำสั่ง รีบพากันหดหัวหายตัวกลับเข้าไปกันทันที
“มารดาเจ้าสิ เจ้าตัวอะไรนี่!! มาอวดเบ่งใหญ่โตอะไรที่นี่กัน!!”
เดินขึ้นหน้าไปก้าวหนึ่ง มีคุณชายบรรดาศักดิ์ผู้หนึ่งคำรามดังปรี่ออกมา หลี่เหวินหย่วนก้าวขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่ง ไปขวางหน้าคุณชายผู้นั้นพอดี ยังไม่ทันได้เห็นเขาเคลื่อนไหว คุณชายผู้นั้นก็ส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดขึ้น กุมท้องทรุดลงกับพื้นทันที
ทุกคนหันไปมอง เห็นดาบปักวสันต์ในมือหลี่เหวินหย่วนยังไม่ออกจากฝัก แต่เห็นท่าทางจับดาบของเขาแล้ว เห็นชัดว่าเอามาทำเป็นกระบองสั้นแทน
คนนี้ถูกฟาดล้ม หากเท้าของคุณชายอีกคนหนึ่งยังไม่หยุดก้าวเข้าใส่ ซุนต้าไห่ก็สบถด่าเสียงดังพร้อมกับคว้าเก้าอี้ทุ่มใส่ ซุนต้าไห่เป็นพวกชำนาญการชกต่อยตามท้องถนน ยกเก้าอี้ทุ่มใส่ได้อย่างแม่นยำ ทำเอาคนผู้นั้นล้มคว่ำลงทันที
บรรดาคุณชายบรรดาศักดิ์ในโถงกลางพากันมองตาค้าง คนสามคนที่เข้ามาแต่งกายไม่เหมือนเป็นพวกลูกหลายขุนนางบรรดาศักดิ์ชั้นสูงอะไร แต่กลับทำการตามอำเภอใจเช่นนี้ ไม่คำนึงถึงสถานะพวกเขาแม้แต่น้อย และปฏิกิริยาคนรอบข้างก็เงียบสงบยิ่ง ทุกคนไม่กล้าส่งเสียงดัง
ฟางจงผิงที่กำลังกระชากแขนหญิงสาวก็ชะงักกึกเช่นกัน จ้องหวังทงตาเขม็งอย่างเอาเรื่อง ตะโกนด่าเสียงดังว่า
“เจ้าบัดซบตัวนี้มาจากไหน ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร?”
หวังทงก้าวเท้ายาวๆ เข้าไป กล่าวเสียงเย็นเยียบว่า
“จะไม่รู้จักได้อย่างไร ที่ตรอกม้าหินนั่น คุณชายฟางมิใช่แจ้งชื่ออยู่หลายคราหรอกหรือ?”
พอเอ่ยถึงตรอกม้าหิน ฟางจงผิงสีหน้าก็พลันเปลี่ยน มองหวังทงอย่างครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็ผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว ตะโกเสียงดังขึ้นว่า
“ข้าจำเจ้าได้แล้ว เจ้าก็คือคนที่นำเฉินซือเป่า…”
ขณะที่พูดหวังทงก็เดินมาถึงตรงหน้าแล้ว สะบัดหลังมือตบบ้องหูไปอย่างแรง หากจะเรียกว่าสะบัด มิสู้เรียกว่าฟาดหลังมืองใส่ดีกว่า เสียง ‘ผลัวะ’ ดังกังวานขึ้น คนทั้งคนก็ล้มกลิ้งลงกับพื้น หญิงสาวที่ถูกเขาจับตัวไว้ก็รีบสะบัดเขาทิ้งอย่างลนลาน
ฟางจงผิงถูกตบล้มลง กว่าจะดิ้นรนลุกขึ้นยืนได้ หวังทงก็คว้ามวยผมไว้ได้ ก่อนจะลากลงกระแทกกับที่พื้น ดีที่ห้องโถงหอฉินก่วนปูพื้นไม้ แต่พอกระแทกลงไป ก็ยังคงทำให้หน้าผากปูดเขียวช้ำอยู่ดี
เสียง ‘โป๊กๆ’ ดังขึ้น หลังจากถูกจับโขกศีรษะแล้ว ฟางจงผิงก็เลือดไหลออกทางมุมปาก มวยผมรุ่ยร่าย ใบหน้าบวมเป่งไปทั้งหน้า มองหวังทงด้วยความหวาดกลัว
ริมฝีปากสั่นระริกไม่รู้จะพูดอะไร หวังทงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด จบมวยผมฟางจงผิงกระชากขึ้นมา ก้าวไปทางประตูหน้า ชี้ไปป้ายสงบสุขที่แขวนอยู่บนคานประตูทางเข้า กล่าวว่า
“คุณชายฟาง เห็นป้ายนี้ไหม?”
ขณะที่พูดก็กระชากศีรษะของฟางจงผิงให้หงายขึ้น คุณชายสามแห่งจวนอันผิงโหวถูกจัดจนหวาดกลัวไปหมด พอเห็นป้ายนั้นก็รีบกล่าวว่า
“หะ…เห็นแล้ว…”
“บนป้ายนี้เขียนไว้ว่า สงบสุข หากร้านใดมีป้ายนี้ เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนและพี่น้ององครักษ์เสื้อทองก็จะรับประกันความสงบสุขของร้าน ไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดมาก่อเรื่องได้ เข้าใจใช่ไหม?”
หวังทงกระชากผมฟางจงผิงเดินไปข้างหน้าพร้อมกล่าวเสียงเย็นเยียบ ฟางจงผิงกุมหัวตนไว้ ก้าวตามไปติดๆ ไม่อาจเอ่ยวาจารับคำออกจากปากได้
พอออกไปด้านนอกประตู หวังทงก็ปล่อยมือ ฟางจงผิงผงะถอยไปสองก้าว ชี้หน้าหวังทงคำรามเสียงดังว่า
“แค่องครักษ์เสื้อแพร กลับกล้าทำกับข้าเช่นนี้ รอให้ท่านพ่อข้าส่งสารไปถึงหลิวโสวโหย่วก่อน…”
วาจายังไม่ทันกล่าวจบ ก็ร้องเสียงดังโหยหวนขึ้น เพราะเท้าหวังทงถีบตกขั้นบันไดลงมา หวังทงจ้องเขาพร้อมกับแค่นหัวเราะใส่ว่า
“มาเที่ยวที่นี่ ไม่มีใครสนเจ้าหรอก หากก่อเรื่องอีกครั้ง กล้าเถียงอีกคำ ก็จะให้เจ้าได้รู้ว่าเมื่อครู่ที่โดนไปนั้นยังเบาไป”
ฟางจงผิงตะกายขึ้นจากพื้นได้ก็ไม่กล้ากล่าวอันใดอีก รู้เหตุผลที่ว่าในเมืองหลวงนั้นเหนือฟ้ายังมีฟ้าดี ตนเองเอ่ยชื่ออันผิงโหวไปหลายครั้ง อีกฝ่ายยิ่งลงมือหนัก และยังเล่นงานอย่างไม่มีท่าทีจะหวาดกลัวอันใด คิดถึงเหตุการณ์ตรอกม้าหินที่มีเรื่องกันแล้ว ตนเองถูกขังอยู่ในบ้าน ฟางจงผิงที่สร่างเมาแล้วก็เริ่มหวาดหวั่น
บรรดาคุณชายบรรดาศักดิ์ที่มากับฟางจงผิงต่างรู้ว่าเจอตอเข้าแล้ว ตอนนี้เสียงหัวเราะในโถงนั้นล้วนเยาะพวกเขา คนมากมายที่ชั้นหนึ่งชั้นสองต่างแอบมองลอดช่องหน้าต่างและฉากกั้น ดูพวกคุณชายที่เมื่อครู่ยังเหิมเกริมกันยกใหญ่ตอนนี้กลับใบ้กิน ทำเอารู้สึกน่าสนุกยิ่ง
ตอนหวังทงเดินเข้าไปข้างในอีกครั้ง ขณะมองไปยังบรรดาคุณชายบรรดาศักดิ์ทั้งหลานที่ยืนมองอึ้งอยู่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ก็กล่าวเสียงเย็นเยียบขึ้นว่า
“ทิ้งเงินที่ใช้จ่ายไปและชดใช้ข้าวของที่เสียหาย หากจะเที่ยวต่อก็เที่ยว หากอยากจะไปก็รีบไป!!”
เรื่องถึงขึ้นนี้ ใครจะกล้าอยู่ต่อ บรรดาคุณชายต่างพากันควักเงินออกมากันจ้าละหวั่น พยุงสหายที่ถูกจัดการหมอบไปนั้น รีบร้อนจากไปทันที
คนก่อเรื่องไปแล้ว แต่หอฉินก่วนยังคงเงียบ หวังทงยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าหญิงสาวหอฉินก่วนหรือแขกเหรื่อ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง หรือหายใจดังแม้แต่คนเดียว
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ช่างทำการเด็ดขาด แม้กล่าวว่ามาจัดการให้เรื่องสงบ แต่ดูแล้วเหมือนมาหาเรื่องมากกว่า
หากแม่นางซ่งกลับมีปฏิกิริยาฉับไวอยู่สักหน่อย สั่งคนไปเชิญหมอมารักษาพวกคนงานที่ได้รับบาดเจ็บ และยังสั่งให้คนงานเก็บกวาดหอฉินก่วนให้เรียบร้อย
สายตาไม่น้อยมองไปทางหวังทงไปยังป้ายที่แขวนอยู่เหนือประตู ล้วนมองด้วยสีหน้ายำเกรง ไม่เกินสองวัน การกระทำของหวังทงในวันนี้กับประสิทธิภาพของป้ายสงบสุขก็ย่อมแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง
หวังทงยังมีเรื่องต้องคุยที่หอรุ่งเรืองอีก ย่อมไม่อยากเสียเวลาที่นี่นาน เขาจึงประสานมือให้แม่นางซ่งจากที่ไกลๆ หันหน้าจากไปทันที
“ใต้เท้าหวังโปรดหยุดก่อน!”
พอหันกายจะจากไป ก็ได้ยินเสียงแม่นางซ่งเรียกไว้ หันกลับมา แม่นางซ่งก็วิ่งมาหยุดตรงหน้า เขยิบเข้ามาใกล้เล็กน้อย หวังทงขมวดคิ้วคิดจะหลบ ก็ได้ยินแม่นางซ่งเอ่ยเสียงเบาๆ ว่า
“ใต้เท้าหวัง บิดาท่านจางจากไปเมื่อวันที่ 26 เดือนเก้า”
พอกล่าวจบ ก็หันหน้าไปรับแขกอื่นต่อน หวังทงก้าวออกจากประตูด้วยความงุนงง บิดาท่านจางจากไปเกี่ยวอะไรกับตน แต่ตอนแม่นางซ่งส่งข่าวให้นั้นก็ช่างจริงจัง แสดงความหมายถึงการตอบแทนที่ตนให้ความช่วยเหลือไว้
ขณะขี่ม้าระหว่างทางกลับ ไปได้ครึ่งทาง อยู่ๆ หวังทงก็ร้องตะโกนเสียงดัง ทำเอาหลี่เหวินหย่วนและซุนต้าไห่พากันสะดุ้งโหยง
เรื่องใหญ่แล้ว…
