ตอนที่ 168 เจตนาเหมือนไม่เจตนา กล่าวอ้างประวัติศาสตร์
“ตงเวิง หลายวันนี้ในตลาดมีเด็กๆ ร้องเพลงกัน ตงเวิงต้องการฟังไหม?”
วันที่ 12 เดือนสิบ พอความโกรธของเสนาบดีกรมปกครองจางฮั่นมลายหายไป ก็เชิญเฉียนชุนผิงผู้นั้นมาเล่นหมากล้อมอีก
วาจาของเฉียนชุนผิงครั้งนี้ยิ่งตรงกว่าเดิม เล่นไปได้ 10 กว่าตา อยู่ๆ ก็เอ่ยคำถามนี้ขึ้น สีหน้าจางฮั่นยังคงนิ่ง ก้มหน้าประเมินหมากล้อม เอ่ยเสียงเรียบว่า
“มักมีผู้เหลวไหลอาศัยโอกาสเช่นนี้สร้างเรื่องเหลวไหล เพลงใดกัน ท่านเฉียนลองท่องมาให้ฟังหน่อย”
“เฟินอี๋ลาไว้ทุกข์ภรรยา ตงโหลวคนชั่วต้องโทษประหาร ขจัดภัยร้ายสิ้น”
ค่อยๆ วางหมากลงตาหนึ่ง จางฮั่นส่ายหน้ายิ้มว่า
“เรื่องรัชกาลก่อน เรื่องรัชกาลก่อน นอกเมืองหลวงก็ช่างเถอะ ยังมีคนในเมืองหลวงคิดว่าเหยียนเฟินอี๋อาศัยเหยียนตงโหลวถึงได้เป็นมหาอำมาตย์ 20 กว่าปีหรืออย่างไร”
เฉียนชุนผิงมองหมากในกระดาน วางลงไปอีกตาหนึ่ง ปิดทางเดินต่อของจางฮั่นพอดี ยิ้มกล่าวตอบเช่นกันว่า
“ตงเวิง ข้าคิดว่าเพลงเด็กน้อยร้องกันหลายประโยคนั้น เหมือนกับไม่ใช่กล่าวว่าเหยียนซง แต่เป็นเหยียนซื่อฟานนะ!”
จางฮั่นมิได้รับคำ แต่กลับมองกระดานหมากส่ายหน้าถอนหายใจ กล่าวว่า
“ท่านเฉียนหมากนี้ช่างแยบยลจริง!”
เฟินอี๋ใช้เรียกขานเหยียนซง ตงโหลวก็ใช้เรียกขานเหยียนซื่อฟาน เหยียนซงเป็นมหาอำมาตย์ในสมัยฮ่องเต้เจียจิ้งถึง 20 กว่าปี ถือว่าไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง ลูกชายของเขาเหยียนซื่อฟานแม้เป็นเพียงบัณฑิตสำนักศึกษาเจี้ยนเซิง แต่ก็มีตำแหน่งสูงเป็นถึงรองเจ้ากรมโยธา
เหยียนซื่อฟันลำพองที่ตนมีพรสวรรค์พิเศษ เป็นคนเฉียบแหลมระดับสุดยอด งานในกรมโยธาก็ทำได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ และยังเดาพระทัยฮ่องเต้เจียจิ้งได้อย่างแม่นยำเป็นอย่างมาก
ดังนั้นฎีกาและแผนนโยบายของเหยียนซงและเหยียนซื่อฟานจึงล้วนตรงพระทัยฮ่องเต้เจียจิ้ง เป็นที่โปรดปรานใกล้ชิด ย่อมได้รับพระเมตตาอย่างไร้ขอบเขต หลังปีที่ 40 รัชสมัยเจียจิ้ง เหยียนซงก็อายุ 80 ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจากไป เหยียนซื่อฟานก็กลับบ้านเกิดไปไว้ทุกข์ตามธรรมเนียม
พอไม่มีเหยียนซื่อฟานคอยให้คำปรึกษาและคอยแอบช่วยเหลือ เหยียนซงที่อายุมากแล้วก็ค่อยๆ ไม่เป็นที่โปรดปรานเหมือนเมื่อก่อน เพราะเหยียนซื่อฟานกลับไปที่เจียงซี พอถูกขุนนางในราชสำนักโจมตีใส่ร้ายก็ไม่อาจมีปากมีเสียงโต้ตอบได้ ผลก็คือถูกสั่งลงโทษว่าคบคิดโจรสลัดและต้องโทษประหารชีวิต
ด้วยเหตุนี้ อำนาจบารมีตระกูลเหยียนที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรก็ต้องล่มสลายลง และต้นเหตุของเรื่องก็เพราะเหยียนซื่อฟานลาไปไว้ทุกข์ ทำให้เกิดเรื่องต่างๆ ตามมาเช่นนี้
บางทีการที่ตระกูลเหยียนล้มลงก็เป็นเพราะสาเหตุอื่น ความสำเร็จและล้มเหลวของเหยียนซื่อฟานและเหยียนซงหลายประการ คนในราชสำนักก็ล้วนเข้าใจกันได้อย่างชัดแจ้ง แต่วาจาที่กล่าวมานี้กลับกระจ่างชัดยิ่ง
กระดานหมากนี้จบลง เสนาบดีกรมปกครองจางฮั่นแพ้ไป 5 หมาก แต่เฉียนชุนผิงที่เล่นหมากกับเขานั้นรู้อยู่ในใจว่า หากเล่นกันตามปกติของทั้งสองคน เกรงว่าจะแพ้ถึง 20 หมากก็เป็นได้
จางฮั่นเริ่มวุ่นวายใจแล้ว…
*****
เดินหมากจบก็ดึกแล้ว จางฮั่นให้คนไปส่งเฉียนชุนผิงที่บ้าน ถ้าไม่มีคนของจวนเสนาไปส่ง หากมีทหารลาดตระเวรศาลอาญาใหญ่มาพบเข้าก็คงยุ่งยากกันเป็นแน่
บ้านเฉียนชุนผิงอยู่ในเขตบูรพา เป็นบ้านที่ใหญ่โตงดงาม กล่าวอำลากับคนที่มาส่งแล้ว เฉียนชุนผิงก็เข้าบ้านไป
มีชายรับใช้มายืนคอยอยู่ตรงประตูอยู่ก่อนแล้ว ชายรับใช้ผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ ไม่ได้เคารพอะไรเฉียนชุนผิงนัก พอปิดประตูและก้าวเข้ามาได้สองสามก้าว เฉียนชุนผิงเดินไปสองสามก้าว มองซ้ายมองขวา ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า
“วาจานั้นข้าก็กล่าวไปให้แล้ว ให้ข้าดูเจ้าอ้วนน้อยสักแวบได้ไหม ลูกข้าคนนี้ขี้กลัว พอหวาดกลัวก็กินข้าวไม่ลง”
น้ำเสียงแม้ว่าจะราบเรียบแต่ก็มีความสั่นไหวอยู่บ้าง ชายรับใช้ร่างสูงด้านหลังส่งเสียงหัวเราะพร้อมกล่าวอย่างไม่นอบน้อมนักว่า
“นายท่านเฉียนต้องการดูบุตรชาย ผู้ใดก็ไม่อาจขวาง จะให้พูดกี่รอบนายท่านจึงจะเชื่อ บ้านข้างนอกของนายท่านตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีคนจับตาดูอยู่ ขอเพียงนายท่านเฉียนเชื่อฟัง พวกเขาย่อมไม่มีเรื่องอันใด บุตรชายอ้วนของท่านนั้นกินได้เล่นได้ เมื่อวานยังให้คนซื้อปืนปลายดาบไม้ให้อยู่เลย”
ได้ยินเช่นนี้ ท่าทางผึ่งผายของเฉียนชุนผิงก็หายไปทันที ร่างกายค่อยๆ ห่อลง ก้มหน้าเดินเข้าห้องไป ชายรับใช้ร่างสูงผู้นั้นก็เดินตามเข้าไปเช่นกัน
*****
“จางฮั่นตอนยังเป็นรองเจ้ากรมก็เท่ากับเสนาบดีกรมอื่นๆ แล้ว สถานะสูงส่ง แต่พอเป็นเสนาบดีกลับไม่องอาจกล้าหาญเหมือนเมื่อก่อน ในใจยากที่จะนิ่งได้ หากเป็นเมื่อสิบปีก่อน ได้เป็นเสนาบดีกรมปกครองก็คงต่อกรกับมหาอำมาตย์ได้ แต่ตอนนี้กลับเป็นเหมือนผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างนั้น”
คนผู้หนึ่งถือม้วนหนังสือ อ่านไปหัวเราะไปกล่าวไป พ่อบ้านที่น้อมกายยืนอยู่ข้างๆ กล่าวว่า
“นายท่านคาดการณ์แม่นยำ หากเป็นยามปกติ จางฮั่นคงไม่กล้าคิดอะไรไม่ควรกับจางไท่เยวี่ย หากไม่มีจางไท่เยวี่ย เขาคงไม่มีตำแหน่งเช่นวันนี้ แต่คนก็ไม่สู้ฟ้า ตอนนี้ใต้หล้าเปิดโอกาสใหญ่ให้เขาแล้ว ‘ไว้ทุกข์’”
“จางไท่เยวี่ยสติปัญญาอันดับหนึ่งในใต้หล้า เขาก็คาดการณ์นี้ได้ หากออกจากตำแหน่งไปจะกลับมาอีกคงยาก พวกเรารู้ เขาก็ย่อมรู้ เฝิงเป่าก็รู้ เรื่องพวกนี้ แปดเก้าส่วนย่อมมีราชโองการขอยับยั้งเป็นกรณีพิเศษ เรื่องการขอยับยั้งนี้ตามธรรมเนียมก็ย่อมขอความเห็นจากเสนาบดีกรมปกครองก่อน ท่าทีของจางฮั่นนั้นสำคัญมาก”
ได้ยินคนผู้นั้นกล่าวจบ พ่อบ้านก็รีบตอบน้ำเสียงจริงจังว่า
“นายท่านวางใจได้ เฉียนชุนผิงมีภรรยาถึงแปดคน ลูกสาวแปดคน แต่มีเพียงหญิงที่เลี้ยงดูไว้นอกบ้านที่มีลูกชายให้เขาได้คนหนึ่ง เขาร้อนใจนัก วันนั้นเอ่ยชื่อสถานที่ตั้งบ้านกับชื่อหญิงผู้นั้น เฉียนชุนผิงก็อ่อนยวบทันที”
ผู้ที่ถูกเรียกว่านายท่านนั้นวางหนังสือลง กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“บอกกับคนผู้นั้นว่า ขอเพียงเขากล่าววาจาที่ควรกล่าวไปให้หมด เรื่องอื่นๆ ที่ตามมาไม่เกี่ยวข้องกับเขา ที่บ้านเขาไม่ขัดสนเงินทอง งานดูแลการค้าเกลือที่อำเภอฉางหลูนั้นยังจัดให้อยู่”
พ่อบ้านคิดจะพูด แต่ก็หยุด นายท่านผู้นั้นหรี่ตามองเขา ส่ายหน้ากล่าวว่า
“ฆ่าคนปิดปาก สำนักบูรพาและสำนักองครักษ์เสื้อแพรมักจะจมูกไวเป็นพิเศษ ปกติมีเรื่องกันจะสลัดให้พ้นตัวยังยุ่งยาก ถูกส่งไปดูแลการค้าเกลือ งานเช่นนี้ผู้ใดไม่อยากทำ คิดจะทำให้นาน ก็ต้องหุบปาก!”
งานราชการที่เงินดีที่สุดไม่มีอะไรเกินกว่าการดูแลการค้าเกลือ กิจการค้าเกลือเขตเหนือใต้ของแม่น้ำไหวสองพื้นที่นั้นไม่ต้องกล่าวถึง ว่ากันว่า รับราชการในหน่วยงานค้าเกลือเมืองชายทะเลสามปี แม้ว่าเป็นแค่ขุนนางตัวเล็กๆ ก็สามารถร่ำรวยไปตลอดชีวิต และการค้าเกลือในอำเภอฉางหลูนี้ก็เป็นเขตการค้าเกลือที่ใหญ่ที่สุดในแถบภาคเหนือ แม้ว่ารายได้จะน้อยกว่าสองพื้นที่ดังกล่าวมาก แต่ดีที่ไม่ค่อยเป็นที่จับตา นับว่าเป็นสถานที่ที่ดีอันดับหนึ่ง
******
วันที่ 21 เดือนสิบ ยังไม่ทันได้กินอาหารกลางวัน ฮ่องเต้ว่านลี่ก็มาที่ลานฝึกหู่เวยก่อนเวลา แน่นอนว่าไม่ได้สนใจจะฟังวิชาการวางค่ายการรบอะไร ก็แค่อยากมาหาหวังทงคุยยามว่าง
หวังทงกำลังตรวจปืนไฟกระบอกหนึ่งอย่างละเอียดอยู่ในห้องโถง ช่างตีเหล็กที่อยู่ข้างๆ ก็คือหัวหน้าที่อายุ 40 กว่าผู้นั้น ชื่อว่า เฉียวต้า หวังทงได้เรียนรู้งานอยู่ที่ร้านตีเหล็กที่มาเก๊ามาครึ่งปีกว่า เรียนรู้อย่างตั้งใจ ก็สามารถดูออกอยู่
ปืนไฟที่ทำขึ้นใหม่นี้แม้ว่าภายนอกจะคล้ายกับกระบอกนั้นของตน แต่รายละเอียดกลับต่างกันมาก เช่นปากนกที่เกี่ยวเชือกไว้และตัวไกปืนที่เชื่อมต่อกันไม่ดีนัก ลำกล้องปืนก็ทำได้ไม่ตรงนัก แต่ผิวสัมผัสนับว่าลื่นมันวาวดี
ปืนไฟนี้เกรงว่าในสนามรบก็คงเป็นแค่ภาระยุ่งยาก หากกลไกติดขัด เชือกติดไฟไปถึงปลายเส้นแต่ไม่ถึงช่องดินปืน และกระบอกปืนยังไม่ตรง ถึงตอนนั้นหากยิงกระสุนออกไป แปดเก้าส่วนของลำกล้องย่อมระเบิดขึ้น
ที่อื่นๆ ยังพอใช้ได้อยู่ ลำกล้องกับส่วนด้ามไม้ก็ประสานกันสนิทดี รังเพลิงกับไกปืน ล้วนเรียกได้ว่าตั้งใจทำ หวังทงวางปืนลงบนโต๊ะ มองเฉียวต้ากล่าวว่า
“ตัวปืนทำได้เรียบดี ชิ้นส่วนประสานกันได้พอดี หากไม่ใช่สองสามจุดนี้ ข้ายังคิดว่าพวกเจ้าเป็นพวกหลอกลวงหากินกันไปวันๆ ซะแล้ว?”
หวังทงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ เฉียวต้าผู้นั้นสีหน้าซีดเผือด จากท่าทางการตรวจสอบปืนไฟเมื่อครู่ของหวังทงก็มองออกว่านายท่านที่อายุน้อยผู้นี้เป็นผู้ชำนาญเรื่องปืน วาจาสองประโยคที่กล่าวว่าล้วนบ่งชัด หวังทงไม่ได้โกรธ แม้ว่าแค่มองมา ก็ทำเอาเฉียวต้าหน้าซีดลงเรื่อยๆ หน้าผากเริ่มมีเหงื่อผุดออกมา
วันคืนที่ผ่านมา อย่าเห็นว่าอายุยังน้อย หากตัวหวังทงเองกลับมีบารมีน่าเกรงขามเปล่งออกมามากขึ้น เพียงแค่มองเฉียวต้าเท่านั้น นายช่างที่ไม่ค่อยได้พบเห็นขุนนางก็รู้สึกกดดัน ในที่สุดก็ทนต่อไปไม่ไหว คุกเข่าลงกับพื้นดังปัง ร้องขอว่า
“นายท่าน พวกข้าน้อยทำอย่างสุดกำลังแล้วขอรับ!!”
หวังทงเงียบลงครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทำอย่างสุดกำลังแล้ว หรือว่าไม่มีวิธีที่จะทำให้ดีกว่านี้ได้ ทำไม่ได้ดี สุดกำลังจะมีประโยชน์อันใด!”
เฉียวต้าผู้นั้นรู้ว่าตนเองเข้าใจผิดแล้ว ลูบใบหน้าไปมาก่อนจะลุกขึ้นยืน กระแอมไอก่อนจะกล่าวว่า
“ไม่กล้าปิดบังใต้เท้า ประเด็นสำคัญอยู่ที่เครื่องมือวัดค่อนข้างแย่ ใช้การไม่ดี ของที่วัดออกมาก็ย่อมมีผิดพลาด ตีขึ้นรูปมาประกอบกัน ก็ย่อมเป็นเช่นนี้”
หวังทงพยักหน้า เครื่องมือวัดไม่ดี เช่นนั้นตัวเลขที่วัดได้จากปืนสั้นนั้นก็ย่อมคลาดเคลื่อนกันมาก ของเลียนแบบก็ย่อมมีปัญหามาก ก็ไม่อาจหวังว่าช่างตีเหล็กที่แอบตีอาวุธและอุปกรณ์การเกษตรจะมีความสามารถที่น่าตกตะลึงอันใด หากกล่าวเช่นนี้ เหมือนเหตุผลพอใช้ได้กับการกล่าวถึงปืนสั้นเลียนแบบที่ตีออกมาได้หยาบๆ กระบอกนี้
ปัญหาอยู่ที่เครื่องมือวัด หวังทงเอ่ยขึ้นว่า
“เครื่องมือวัด ต้องการก็ไปหาซื้อได้ เงินทองแม้ว่าต้องจ่ายเท่าไร ก็สมควร”
เฉียวต้าถูมือไปมา ท่าทางลำบากใจกล่าวว่า
“ใต้เท้าคิดจะทำของดี ก็ต้องใช้เครื่องวัดชั้นดี เครื่องมือระดับนี้ไม่มีขายในร้านค้าทั่วไป ข้าน้อยรู้ว่ามีสองแหล่งที่มี แต่เกรงว่าคงเอามาไม่ได้?”
กล่าวเช่นนี้ หวังทงก็รู้สึกสนใจ เอ่ยถามว่า
“แหล่งใด?”
“กองงานช่างในกรมโยธามี สำนักทำเครื่องใช้สำหรับฮ่องเต้ในวังก็มี แต่นายท่านก็รู้ สองที่นี้ยิ่งใหญ่มาก ไม่อาจคบค้าสมาคมด้วยง่ายนัก”
กำลังกล่าวอยู่นั้น ด้านนอกก็มีคนเปิดประตูเข้ามา โจวอี้สวมชุดลำลองตะโกนอยู่หน้าประตู
“น้องหวัง คุณชายหวงมาแล้ว”
คุณชายหวง หวังทงนึกรู้ได้ทันที รีบโบกมือให้เฉียวต้า กล่าวว่า
“เครื่องมือวัดจากกรมโยธาหรือจากสำนักเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ข้าจะหาทางให้เจ้าเอง เจ้ากลับไปเรียบเรียงวิธีการตีตั้งแต่ต้นจนจบสักรอบหนึ่ง ดูว่าพวกเจ้าเองมีวิธีแก้ไขให้ดีได้อย่างไร ไปได้!”
เฉียวต้าไม่เข้าใจ นายท่านทำไมรู้ชื่อ ‘สำนักอะไร’ นี้ และยังบอกว่าจะไปเอาเครื่องมือวัดมาให้เอง นายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรมีความสามารถขนาดนี้เลยหรือ?
เขาคิดไปก็ถอยออกไป หวังทงก้าวเท้ายาวออกไปต้อนรับ
