ตอนที่ 175 แล่นเรือตามลม
ขณะที่ฮ่องเต้ว่านลี่ยังอยู่ที่ลานฝึก กรมฎีกาก็ได้รับฎีกาจากรองเจ้ากรมซ้ายกรมปกครองหลี่โย่วจือ รองเจ้ากรมซ้ายกรมปกครองตำแหน่งดูเหมือนจะเทียบเท่ากับเสนาบดีกรมอื่นๆ
ฎีกาขุนนางระดับนี้ กรมฎีกาย่อมไม่กล้ารอช้า รีบนำส่งสำนักส่วนพระงอค์ ขันทีอาลักษณ์ในสำนักส่วนพระงอค์ได้รับคำสั่งว่า เมื่อฎีกามาถึง อันดับแรกให้ส่งไปที่มหาขันทีเฝิงเป่า หัวหน้าสำนักส่วนพระองค์ก่อน
ฎีกากล่าวไว้ชัดเจนว่าจางจวีเจิ้งเป็นเสาหลักแผ่นดิน ไม่อาจขาดได้แม้เพียงวันเดียว เมื่อไตร่ตรองเพื่อปวงประชาแล้ว ขอให้ฝ่าบาทมีราชโองการยับยั้งการไว้ทุกข์นี้
ในเมืองหลวงก็เหมือนกับกระด้งที่ไม่ว่าข่าวสารใดก็ปิดไม่อยู่ ฎีกานี้ส่งขึ้นมาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ขุนนางที่มีคุณสมบัติและอิทธิพลพอที่จะล่วงรู้เรื่องนี้ในเมืองหลวงต่างก็รู้ข่าวนี้
ช่วงเวลาที่ห่างจากการรับเรื่องของกรมฎีกาเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม ในครึ่งชั่วยามนี้ ขุนนางหลายคนบ้างก็นั่งเกี้ยว บ้างก็ขี่ม้า พากันมาที่นี่
ผู้ที่มาถึงคนแรกก็คือรองอำมาตย์หลี่ว์เถียวหยาง คนที่สองก็คือเสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวย หัวหน้าหน่วยงานปกครองเฉินซานหมัว และเจ้ากรมตรวจสอบเจิงซื่อฉู่มาเป็นอันดับที่สามและสี่ จากนั้นที่กรมฎีกาก็กลายเป็นตลาดไปทันที ผู้ที่มีคุณสมบัติพอจะถวายฎีกาในเมืองหลวงได้ต่างก็ทยอยกันมาถวายฎีกา
วาจาในฎีกาของทุกคนต่างกัน แต่ล้วนแสดงความหมายว่าเพียงหนึ่งเดียวก็คือ จางจวีเจิ้งจากไปไม่ได้ หากท่านจางต้องจากไป ประเทศย่อมไม่เหมือนประเทศ ขอให้ฝ่าบาททรงยับยั้ง
วันนี้ทั้งวันเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ในกรมฎีกาต่างรับค่าน้ำร้อนน้ำชากันจนเมื่อยมือไปหมด ทุกคนที่มาถวายฎีกาล้วนกังวลว่าฎีกาตนจะไม่ได้ส่งเข้าไปหรือส่งเข้าไปสายเกินไป จึงต้องยัดเงินให้เจ้าหน้าที่พวกนี้ไว้ก่อน
เสนาบดีกรมปกครองจางฮั่นย่อมวางกำลังคงคอยสืบข่าวอยู่ที่นี่ พอได้ยินเช่นนี้ คนผู้นั้นก็รู้ว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว รีบขี่ม้าเร็วกลับจวน
หลังการประชุมเช้า เสนาบดีกรมปกครองจางฮั่นสีหน้าดำคล้ำ กลับจวนมาก็เอาไม่พูดอะไร ขังตัวในห้องหนังสือไม่ยอมออกมา ท่าทีฮ่องเต้และเฝิงเป่าชัดเจนแล้ว ตนเองถลำลงไปไม่อาจตะกายขึ้นมาได้แล้ว คิดเพียงว่าการแสดงท่าทีของตนและว่านซื่อเหอในที่ประชุมยังจะพอมีผลบ้าง
เมื่อผู้มารายงานด้วยเสียงกระหืดกระหอบจบลง เสนาบดีกรมปกครองจางฮั่นสีหน้ายังคงนิ่งสงบ กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบเพียงคำว่า “ทราบแล้ว” แล้วก็ให้ผู้ส่งข่าวกลับออกไป
เมื่อคนผู้นั้นจากไป สีหน้าจางฮั่นก็เหมือนซากศพ เซล้มตัวลงบนเก้าอี้ พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างนอกยื่นหน้าเข้ามามองเห็นก็ตกใจใหญ่ รีบวิ่งเข้ามาเรียกถามว่า
“นายท่าน นายท่านเป็นอะไร ให้ตามหมอ…”
จางฮั่นโบกมือ ถอนหายใจยาว พึมพัมกับตนเองว่า
“จิตใจไม่แน่วแน่พอ จิตใจไม่แน่วแน่พอ ข้าไยจึงหน้ามืดตามัว คิดว่าครั้งนี้ฟ้าประทานโอกาสมาให้ แพ้ทั้งกระดานแล้ว แพ้ทั้งกระดานแล้ว!”
พ่อบ้านของจางฮั่นกุมความลับไว้ไม่น้อย ย่อมรู้ว่านายท่านตนกล่าวถึงสิ่งใดอยู่ รายงานของคนผู้นั้นเขาก็ได้ยิน รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้ว ไม่สนใจว่าไร้มารยาทผิดธรรมเนียมหรือไม่ รีบเสนอออกไปว่า
“นายท่าน หรือเราไปถวายฎีกากัน…”
“ทันเสียที่ไหนกัน หากข้าทำเช่นนี้ก็ย่อมถูกประชาหัวเราะเยาะใส่ก็เท่านั้น เจ้าคิดว่าคนพวกนั้นทำไมจึงได้เคลื่อนไหวกันฉับไวเพียงนี้กัน พวกเขาร่างฎีกากันไว้สองฉบับแล้ว หนึ่ง เห็นด้วยกับการยับยั้งท่านจาง อีกหนึ่งก็สรรเสริญที่ท่านจางกลับบ้านเกิดไว้ทุกข์ ฟ้าดินซาบซึ้งในความกตัญญูของเขา”
จางฮั่นกล่าวออกมาสองสามประโยค อยู่ๆ ก็นึกได้เรื่องหนึ่ง กล่าวเสียงดังขึ้นว่า
“เฉียนชุนผิงผู้นั้นเล่า วาจาที่กล่าวกับข้านั้น หรือว่ามีใครสอนมา”
พ่อบ้านเอ้อๆ อ้าๆ ตอบเบาๆ ว่า
“หลายวันก่อนนายท่านใช่ว่าปิดประตูไม่รับแขกหรอกหรือ เฉียนชุนผิงผู้นั้นเคยมาขอพบ บอกว่าได้แต่งตั้งเป็นขุนนางควบคุมการค้าเกลือที่อำเภอฉางหลู จะไปรับตำแหน่งแล้ว เขายังฝากวาจาไว้ว่า ละอายใจยิ่งนัก”
“เขาละอายใจสิ่งใด ข้าสิพังพินาศ คอยระวังตัวทำการรอบคอบมานานหลายปี กว่าจะได้ดำรงตำแหน่งนี้ กลับต้องมาถูกวาจายุยง ทำผิดใหญ่หลวง น่าละอายยิ่งนัก!”
ได้ยินจางฮั่นยิ่งหมดหวัง พ่อบ้านก็เริ่มลนลานขึ้นมา รีบเข้าใกล้ไปกระซิบว่า
“นายท่าน ประตูเมืองอีกครึ่งชั่วยามถึงจะปิด หรือว่าให้ฮูหยินและคุณชายหนีไป ข้าจะรีบไปเก็บของเดี๋ยวนี้”
จางฮั่นก้มตัวลง วางสองมือเท้าบนหัวเข่า ส่ายหน้าอย่างแรงพร้อมกับกล่าวว่า
“เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัด ยังไม่มีภัยถึงชีวิต ก็แค่ถูกปลดเท่านั้น พรุ่งนี้ข้าจะไปขอลาออกจากตำแหน่ง ก็จบกัน…ไปตามซ่งฉานฉานมาที่นี่”
******
หน้าประตูจวนของเสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวย ขุนนางสองสามคนกำลังกล่าวอำลากับจางซื่อเหวยด้วยท่าทีนอบน้อม ต่างพากันกล่าวขอบคุณจางซื่อเหวยที่มองการณ์ไกล ยื่นฎีกาขอให้ยับยั้งการไว้ทุกข์ท่านจาง
ทุกคนรู้ดีแก่ใจว่า ขุนนางเหล่านี้ขอบคุณจางซื่อเหวยที่นำพวกเขายื่นฎีกาได้ทันเวลา เดิมพันถูกข้างแล้ว ทุกคนกล่าววาจาตามมารยาทกันสักพัก ก่อนที่จางซื่อเหวยจะกลับเข้าจวน
พอหันหลังให้ประตูใหญ่ สีหน้าจางซื่อเหวยก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งทันที ก้าวยาวๆ เข้าห้องไป
******
คืนวันนั้น ในเมืองหลง ณ ตำหนักไทเฮาฉือเซิ่ง พระองค์ยังทรงเสวยพระกระยาหารค่ำร่วมกับฮ่องเต้ว่านลี่และอ๋องลู่
เสวยไปได้สองสามคำ ไทเฮาก็ทรงคีบอาหารให้ฮ่องเต้ว่านลี่ ตรัสด้วยรอยยิ้มว่า
“วันนี้ฝ่าบาททรงมีรับสั่งยับยั้ง เรื่องนี่ถูกต้องแล้ว ขอให้ขุนนางผู้ปราดเปรื่องอยู่ต่อเพื่อราชวงศ์หมิงเรา ฝ่าบาทนับวันจะยิ่งทรงเป็นฮ่องเต้มากขึ้นทุกวันแล้ว”
ฮ่องเต้ว่านลี่ได้รับคำชม ก็รีบวางชามลง ลงจากเก้าอี้ถวายคำนับขอบพระทัยว่า
“ขอบพระทัยเสด็จแม่ที่ทรงชม ท่านจางดูแลงานแผ่นดิน ไม่มีท่านจางสักคนย่อมไม่มีผู้ใดมาแทนที่ได้จริงๆ ลูกทำไปเพื่อปวงประชา”
ไทเฮาทรงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ฮ่องเต้ว่านลี่สังเกตเห็นถึงว่าดีพระทัยของไทเฮาที่มาจากใจจริง และการที่ทรงชมเช่นนี้ก็มิได้มีมานานแล้ว แต่ความดีใจของไทเฮามิได้ทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่ดีพระทัยอะไรนัก กลับทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างก่อตัวขึ้นในพระทัย
สำหรับฮ่องเต้แล้ว ทรงรู้สึกว่าเสด็จแม่ของพระองค์ไม่ควรมีอะไรปิดบังพระองค์ ถึงกับต้องลองพระทัยอะไรเช่นนี้
“ฝ่าบาท ล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไยต้องมารยาทเช่นนี้ อย่ามัวเสียเวลาเลย รีบเสวยกันเถอะ!”
ไทเฮาฉือเซิ่งไม่ทรงรู้สึกอะไร เพียงแย้มพระสรวลตรัสเร่งเท่านั้น ยามนี้อ๋องลู่กลับกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า
“โอ้ เสด็จพี่ฮ่องเต้ พระวรกายสูงขึ้นไม่น้อยเลยนะพะยะค่ะ”
วาจานี้ทำเอาทุกคนหันไปมองพร้อมกัน แม้แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ที่กำลังเหม่อลอยก็ก้มหน้าลงมอง อ๋องลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็กน้อยว่า
“เมื่อก่อนเสด็จพี่ฮ่องเต้ต้องทรงกระโดดลงมา ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว”
ฮ่องเต้ว่านลี่ก้มหน้าลงเปรียบเทียบดู สีหน้าเผยรอยยิ้ม ฝึกมาได้ใกล้จะครึ่งปีกว่าแล้ว ทุกวันฝึกฝนเต็มที่ กินข้าวก็เต็มที่ อายุ 13 – 14 เป็นช่วงกำลังยืดตัว พระวรกายจึงยืดขึ้นมาก แต่การเจริญเติบโตในทุกๆ วันไม่มีทางสังเกตเห็นได้ หากนานวันเข้า ความสูงจึงปรากฏเด่นชัดเอง
ไทเฮาทรงมองแล้วก็ดีพระทัยยิ่ง บุตรของตนตัวสูงขึ้นย่อมทำให้พ่อแม่ดีใจ ฮ่องเต้ว่านลี่นั่งลงเสวยน้ำแกง กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
“วิธีของหวังทงได้ผลจริงด้วย เป็นขุนนางที่จงรักภักดีกับเราจริงๆ”
อ๋องลู่ที่อยู่ข้างๆ ยิ้มตาหยี ท่าทางดีใจ แต่นางกำนัลที่คอยรับใช้อยู่ไม่ไกลนักกลับค่อนข้างแปลกใจ นางเห็นครอบครัวไทเฮามานาน ย่อมมองออก หากยามปกติหากอ๋องลู่ทำท่าทางเช่นนี้ ว่านลี่ย่อมยิ้มแย้มเฮฮาไปด้วย แต่วันนี้กลับเหมือนเหินห่างกัน
*******
ซ่งฉานฉานแห่งหอฉินก่วนถูกเชิญไปที่จวนของเสนาบดีกรมปกครองจางฮั่น หากเป็นเมื่อก่อน แม่เล้าหอคณิกาปรากฏกายที่จวนเสนาย่อมเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ฏีกาจากที่ต่างๆ ย่อมถมทับตาย แต่วันนี้เรื่องการไว้ทุกข์หรือไม่นั้นเป็นที่กระจ่างแจ้งแล้ว ใครจะไปมีใจไยดีตัวละครที่เตรียมพ่ายแพ้ผู้นี้กัน
ทุกคนต่างเตรียมตัวรอวันพรุ่งนี้มะรืนนี้ อาจจะยื่นฎีกาสรรเสริญฮ่องเต้ทรงพระปรีชา สรรเสริญท่านจางที่ยอมเสียสละเพื่อบ้านเมือง หรืออาจจะเห็นผู้ใดที่ถูกจัดการ ทุกคนก็จะพากันไปรุมตีให้ยิ่งกว่าสุนัขข้างทาง
ผู้ที่การข่าวในเมืองหลวงแม่นยำต่างรู้ว่า เบื้องหลังหอฉินก่วนนี้ก็คือเสนาบดีกรมปกครองจางฮั่น มีคนสงสัยว่าซ่งฉานฉานก็คือบ้านเล็กข้างนอกของจางฮั่น แต่คนที่การข่าวแม่นยำยิ่งกว่าต่างรู้ว่า ไม่ใช่
ซ่งฉานฉานมาถึงจวนเสนาจางฮั่น สีหน้าเรียบเฉยยิ่ง ไม่สนใจบรรดาคนรับใช้ที่นอบน้อมอยู่ระหว่างทางเดิน สนใจเพียงแค่เดินตามพ่อบ้านผู้นั้นเข้าไป
แม้ว่าตอนบ่ายมีเรื่องกระทบกระเทือนรุนแรง อนาคตถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว แต่จางฮั่นก็ปรับท่าทีอย่างรวดเร็ว ตอนซ่งฉานฉานเข้ามาถึง เขาก็มีสีหน้าเป็นปกติแล้ว
ซ่งฉานฉานกล่าวคำทักทายอวยพรด้วยท่าทีไม่อ่อนน้อมมากนัก แล้วก็เดินส่ายไปนั่งลงตรงข้าม สีหน้าแย้มยิ้มเหมือนที่อยู่ที่หอฉินก่วนไม่มีให้เห็น จางฮั่นก็ไม่ได้ใส่ใจอันใด กล่าวว่า
“เดิมคิดว่าจะดูแลเจ้าให้ลงหลักปักฐานได้ในเมืองหลวง แต่ตอนนี้เห็นท่าจะไม่ได้แล้ว การค้ารุ่งเรืองของหอฉิน ก่วนก็มีคนจ้องตาเป็นมันไม่น้อย หากข้าจากไปแล้ว ย่อมมีผู้ลงมือ อันตรายยิ่ง พรุ่งนี้เจ้าขายหอฉินก่วนซะ ข้าจะให้เจ้า 500 ตำลึงเงิน กลับบ้านเกิดไปหาใครสักคนใช้ชีวิตบั้นปลายเถอะนะ!”
“ชีวิตหลายปีมานี้ ยังจะมีใครต้องการแต่งกับหญิงอย่างข้า มิสู้ยอมทนในเมืองหลวงนี้ต่อดีกว่า”
ซ่งฉานฉานวาจาและแววตาเย็นเยียบมิได้ทำให้จางฮั่นไม่พอใจ แต่กลับทอดถอนใจ หันหน้าไปหยิบกระดาษออกมาสองสามแผ่น กล่าวเสียงเบาๆ ว่า
“พี่เจ้ายอมรับเรื่องทุกอย่างไว้เพียงผู้เดียว พาเอาครอบครัวต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ข้าช่วยเจ้าออกมาได้เมื่อปีที่แล้ว ก็รู้สึกละอายใจยิ่ง แต่ข้าใกล้จะอยู่เมืองหลวงต่อไม่ได้แล้ว เหมือนสุนัขจนตรอกตัวหนึ่ง ไม่มีใครอยากแปดเปื้อนไปด้วย แม้จะฝากฝังเจ้าให้ใครสักคน ก็คงไม่มีใครรับไว้ เจ้ากลับบ้านเกิดไป ยังรักษาตัวรอดได้ อยู่ที่นี่ คงได้แต่ต้องขอพรให้ตนเองโชคดีมากๆ ด้วยตัวเจ้าเองแล้ว นี่คือเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดินและเรือนด้านหลังหอฉินก่วน หากเจ้าจะอยู่ต่อก็เก็บไว้ แต่ข้าปกป้องเจ้าไม่ได้แล้ว เจ้าไม่กลัวคนมาแย่งชิงหรือ?”
ผู้หญิงและกิจการที่ไร้นาย คนที่จ้องมองกันตาเป็นในในเมืองหลวงย่อมมีไม่น้อย แม่นางซ่งคว้าเอกสารที่ดินสองสามแผ่นขึ้นมา เริ่มลังเล จางฮั่นถอนหายใจกล่าวว่า
“หากมีผู้มีอิทธิพลใดที่พอไปขอพึ่งพิงได้ เจ้าก็ไปเถอะ อย่างน้อยก็มีคนคุ้มครอง…”
แม่นางซ่งนิ่งไป สีหน้าฉายแววครุ่นคิด ไม่นานก็คิดได้ ซ่งฉานฉานกัดฟันตอบไปว่า
“…ไม่มีที่ไป…ไม่มีที่ไป…เช่นนั้นข้าก็จะไปขอพึ่งหวังทง…”
