Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 181

Ong
BC

ตอนที่ 181 โอรสสวรรค์จำยอมห่างไกลคนชั่ว

ในราชวงศ์หมิงตั้งแต่ปฐมจักรพรรดิจูหยวนจางบุกเบิกแผ่นดินมาก็เกือบ 200 ปีแล้ว แต่ไทเฮาที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ดังเช่นไทเฮาฉือเซิ่งนี้ อาจกล่าวได้ว่าไม่เคยมีมาก่อน

C

มิใช่เพราะฮ่องเต้ว่านลี่มอบอำนาจนี้ให้ แต่เป็นการดำเนินนโยบายของจางจวีเจิ้งและอำนาจใหญ่ของเฝิงเป่าที่ต้องการให้พระนางคอยให้การสนับสนุน และหลังจากพระนางให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังแล้ว ก็ได้รับอำนาจสนับสนุนจากผู้มีอำนาจสูงสุดในราชสำนักและฝ่ายในทั้งสองส่วนกลับมา

อำนาจสนับสนุนที่ให้ไปและการเป็นพระมารดาแท้ๆ ของฮ่องเต้ว่านลี่ ทุกอย่างย่อมแตกต่าง พระนางยังมีชาติกำเนิดจากตระกูลเล็กๆ รู้ความยากลำบากของชาวบ้านและการร่วมผนึกกำลังกันอย่างดี พระนางเคยอยู่ข้างกายฮ่องเต้หลงชิ่งในจวนอ๋องอวี้สมัยยังไม่ครองราชย์มาก็นาน ฝึกฝนความคิดแยบยล หลักปกครอง สายพระเนตรในการวิเคราะห์เรื่องราวและวิธีการต่างๆ มาพร้อมกัน

หลังจากไทเฮาฉือเซิ่งมีอำนาจยิ่งใหญ่แล้ว ก็มิได้เอาใจตระกูลเดิมของตน น้องชายพระนางนามว่าหลี่ฉี รับราชการขยันขันแข็ง บิดาก็คืออู่ชิงโหว หลี่เหว่ย ก็ระมัดระวังตัวไม่วางตัวใหญ่โต เคยถูกพระนางลงโทษให้คุกเข่ากลางหิมะเพราะแอบเบียดบังเบี้ยหลวงค่าเครื่องแต่งกายทหารในกองทัพชายแดน การวางตัวของพระนางทำให้บรรดาขุนนางและปวงประชาเคารพอย่างมาก เชื่อว่าพระนางย่อมไม่ลำเอียงในเรื่องส่วนตัว

เหตุต่างๆ เหล่านี้ประกอบกัน ไทเฮาฉือเซิ่งจึงมีพระอำนาจและเสียงสั่งการในการปลดฮ่องเต้

ฮ่องเต้ว่านลี่เป็นพระโอรสที่ถือกำเนิดจากพระนาง แต่เล็กก็เคารพในพระนางอย่างมา ไทเฮาฉือเซิ่งผ่านมาสองรัชกาล สิ่งที่ฮ่องเต้เจียจิ้งเสด็จปู่ของว่านลี่เคยผิดพลาดมา ก็ไม่อยากให้ฮ่องเต้ว่านลี่ต้องผิดพลาดซ้ำรอย ดังนั้นจึงค่อนข้างเข้มงวดกับฮ่องเต้ว่านลี่มาก นอกจากกำชับให้ตั้งใจเรียนแล้ว ยังควบคุมพฤติกรรมของฮ่องเต้ว่านลี่อีกด้วย

ช่วงต้นปีที่ 4 ในรัชสมัยว่านลี่ ฮ่องเต้ว่านลี่เคยให้นางกำนัลน้อยผู้หนึ่งร้องเพลงงิ้ว แต่นางกำนัลผู้นั้นร้องไม่เป็น ฮ่องเต้ว่านลี่จึงมีรับสั่งว่าจะตัดศีรษะทิ้ง แต่ก็มิใช่ว่าทำจริง สุดท้ายแค่โกนศีรษะนางกำนัลผู้นั้น

เรื่องไปถึงพระกรรณไทเฮา ไทเฮารับสั่งให้ฮ่องเต้ว่านลี่คุกเข่า จากนั้นก็ทรงฉลองพระองค์กันลม รับสั่งว่าจะไปศาลบรรพชนเพื่อรายงานต่อบรรพชนขอให้เปลี่ยนฮ่องเต้องค์ใหม่เพื่อปวงประชา ครั้งนั้นทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ แม้ว่าไทเฮาจะแค่ทรงรับสั่งเท่านั้น แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ก็รับรู้ได้ด้วยพระองค์เองว่าพระมารดาพระองค์ทรงทำสิ่งใดได้บ้าง

เรื่องนี้ทำจนเป็นเรื่องใหญ่มาก คนทั้งในและนอกวังไม่มีใครไม่รู้ วิจารณ์กันไปต่างๆ ด้วยความรู้สึกยกย่องพระนาง

มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพระนาง ย่อมรู้ว่าสำหรับฮ่องเต้ว่านลี่แล้ว ผู้ใดจะสามารถกดฮ่องเต้น้อยไม่ให้เหลวไหลไร้เหตุผลได้

ตามคาด พอจางจวีเจิ้งกล่าวว่าจะไปทูลไทเฮา ฮ่องเต้ว่านลี่ก็หยุดทันที ล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้มังกรไม่ตรัสอันใดอีกเลย

แต่บรรยากาศในการประชุมวันนี้ช่างน่าอึดอัดยิ่ง นอกจากฮ่องเต้ว่านลี่ คนของจางจวีเจิ้งและแม้แต่จางจวีเจิ้งก็ยังคุกเข่าอยู่ที่พื้น หลายคนที่ทักท้วงต่อเนื่องนั้นยังโขกศีรษะค้างอยู่ที่พื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น

สถานการณ์เช่นนี้กล่าวได้ยากยิ่งว่าใครได้เปรียบกว่า ใครเสียเปรียบกว่า ฮ่องเต้ว่านลี่พิงพนักเก้าอี้อยู่ครู่หนึ่ง ก็ตรัสขึ้นว่า

“เข้าใกล้ขุนนางภักดี ห่างไกลคนชั่ว ความหมายของทุกท่านก็คือให้หวังทงออกห่างจากเรา ใช่หรือไม่?”

พระดำรัสของฮ่องเต้ว่านลี่ ในที่สุดก็ทำให้บรรยากาศในหอประชุมเหวินเหยียนเก๋อผ่อนคลายลง แต่มหาอำมาตย์จางกลับมิได้ใช้โอกาสนี้ในการถอย กลับกล่าวหนักแน่นเน้นย้ำเรื่องนี้ว่า

“ปีหนึ่งมานี้ พระทัยฝ่าบาทอยู่กับคัมภีร์ปราชญ์เมธีน้อยมาก ใช้ไปกับการฝึกยุทธ์มากไป ลานฝึกหู่เวยเดิมก็เป็นหลุมพรางที่คนชั่วสร้างขึ้นมาเพื่อล่อหลอกฝ่าบาท ขอให้ฝ่าบาทปิดลานฝึก ส่งเด็กๆ ทุกคนกลับบ้านเกิดตนเองไป ฝ่าบาทก็เสด็จกลับเข้าวัง เสด็จออกนอกวังให้น้อยลง ตั้งใจไตร่ตรองพระองค์เองให้มาก[1]”

ฮ่องเต้ว่านลี่เงียบลง สีพระพักตร์แปรเปลี่ยน แต่ก็ยังตรัสต่อว่า

“ขุนนางทุกท่านลุกขึ้นได้ เฝิงต้าปั้น จางต้าปั้นพวกท่านก็ลุกขึ้นเถิด!”

ทุกคนถวายบังคมขอบพระทัยแล้วก็ทยอยลุกขึ้น สีพระพักตร์ฮ่องเต้ว่านลี่นิ่งสงบลง ตรัสว่า

“ท่านจางกล่าวได้มีเหตุผล ปีหนึ่งมานี้เราเสียเวลาไปเปล่าๆ ใกล้จะข้ามปีแล้ว รอให้เข้าเดือนสิบสอง เราก็จะสั่งปิดลานฝึกหู่เวย ให้เด็กๆ ทุกคนแยกย้ายกันไป”

พระดำรัสจบลง จางจวีเจิ้งก็นำบรรดาขุนนางคุกเข่าลง สรรเสริญว่า

“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่ง!”

ฮ่องเต้ว่านลี่แอบยิ้มเยาะตนเอง จากนั้นค่อยรับสั่งให้ทุกคนลุกขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พอบรรดาขุนนางพากันนั่งประจำที่ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ตรัสอย่างเป็นการเป็นงานว่า

“ในเมื่อให้เราห่างไกลพวกเขา เรื่องนี้ก็จบลงเช่นนี้ใช่หรือไม่ ไม่เอาเรื่องต่อ หรือขุนนางทุกท่านยังคิดจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ต้องจัดการหวังทงให้ถึงแก่ชีวิตให้ได้จึงจะยอมรามือเช่นนั้นหรือ”

ไม่ว่าใครก็มองออกว่าฮ่องเต้ว่านลี่ตัดสินพระทัยที่จะปกป้องหวังทง ยอมรับฟังท่านจาง แต่เบื้องหน้านี้เหมือนว่าได้ไปสู่เป้าหมายอีกเรื่องหนึ่งแล้ว หากยังแข็งขืนต่อ ฮ่องเต้ที่กำลังทรงกริ้วเช่นนี้ ย่อมมิใช่การกระทำของผู้เป็นขุนนางในพระองค์

นอกจากหลี่ว์เถียวหยางกับบรรดามหาขันทีสองสามคนที่วางตัวว่าเป็นเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับตน คนอื่นๆ ก็ล้วนแอบลอบมองจางจวีเจิ้ง

หากในยามนี้ฮ่องเต้น้อยกลับทรงจับจ้องอย่างไม่ละสายพระเนตร ใส่ใจการเคลื่อนไหวเล็กๆ นี้อย่างยิ่ง ภาพกระทบสายพระเนตร ฮ่องเต้น้อยได้แต่อดกลั้นไว้ ไม่ตรัสอันใด

จางจวีเจิ้งนั่งอยู่กับที่ กล่าวน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ฝ่าบาทรงมีพระเมตตา ให้โอกาสหวังทงได้แก้ไขปรับปรุงตัวใหม่ พวกกระหม่อมก็ไม่อาจจะคัดค้านพระเมตตาของพระองค์ได้ แต่คนผู้นี้ชื่อเสียงเลวร้ายในเมืองหลวง ให้อยู่ต่อไปเกรงว่าจะก่อเรื่องใหญ่ ขอให้ฝ่าบาททรงพิจารณา”

ฮ่องเต้ว่านลี่พยักหน้า เอ่ยสุรเสียงเรียบเฉยว่า

“ความหมายของท่านจางและขุนนางทุกท่านนั้นเราเข้าใจแล้ว หวังทงไม่อาจอยู่เมืองหลวงต่อไปใช่หรือไม่”

ฮ่องเต้น้อยตรัสได้กระจ่างแจ้งเช่นนี้ จางจวีเจิ้งก็ไม่ปฏิเสธ เพียงแค่พยักหน้า ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงถอนหายใจก่อนจะตรัสว่า

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จะขับไล่เขาออกจากเมืองหลวงไป!”

พระราชโองการนี้ จางจวีเจิ้งและบรรดาขุนนางต่างพากันลุกขึ้นสรรเสริญว่า ‘ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งแล้ว’ ขณะที่ขุนนางทุกคนก้มหน้าลงนั้น ฮ่องเต้ว่านลี่แอบแค่นยิ้มหลายครั้ง ไม่ทรงตอบอันใด

แม้ว่าขั้นตอนเมื่อครู่จะยุ่งวุ่นวาย ฮ่องเต้น้อยทรงกริ้ว แต่สุดท้ายก็บรรลุเป้าหมายของทุกคน ทุกคนก็ผ่อนคลายลง รองอำมาตย์หลี่ว์เถียวหยางจึงกราบทูลว่า

“ฝ่าบาท ปีนี้ตัวเลขภาษีและจำนวนเสบียงที่เก็บได้จากที่ต่างๆ มีจำนวนตัวเลขมาแล้ว มากกว่าปีที่แล้วไม่น้อย ฝ่าบาทจะทรงให้เสนาสิงกรมอากรได้กราบทูลเลยหรือไม่พะยะค่ะ”

เสบียงและภาษีท้องพระคลังเพิ่มขึ้น ทำให้ทุกคนยินดี หลี่ว์เถียวหยางต้องการแค่ผ่อนคลายบรรยากาศเคร่งเครียด ณ ตอนนี้เท่านั้น เสนาสิงกรมอากรที่เอาแต่เงียบมาโดยตลอด ยามนี้สีหน้ายิ้มแย้มก้าวออกมาเตรียมกราบทูล ฮ่องเต้ว่านลี่กลับทรงยกพระหัตถ์ยับยั้งไว้ ตรัสว่า

“เรายังมีคนที่ต้องการส่งเสริม ขุนนางทุกท่านได้พิจารณาเห็นชอบก่อนแล้ว เช่นนั้นก็ให้สำนักส่วนพระองค์ออกหนังสือแต่งตั้งลงไป”

ทุกคนรีบพากันนั่งตัวตรง การรับคำสั่งแต่งตั้งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการประชุม ขุนนางใหญ่ทุกคนต่างตั้งใจกันอย่างมาก คอยดูว่าเกี่ยวข้องกับตนหรือไม่

“นายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรหวังทง เราสนิทสนมคุ้นเคยด้วยอย่างมาก เป็นผู้มีความซื่อสัตย์ภักดี มีพรสวรรค์ทางการทหาร ควรเรียกใช้งาน จางปั้นปั้น ตำแหน่งนายกองพันกรมอาญาสำนักองครักษ์เสื้อแพรที่เมืองเทียนจินยังขาดอยู่ใช่หรือไม่?”

ตรัสถึงตรงนี้ ก็ทรงหันไปถามจางเฉิง จางเฉิงรีบทูลตอบอย่างนอบน้อมว่า

“กราบทูลฝ่าบาท นายกองพันสำนักองครักษ์เสื้อแพรประจำสามกองกำลังพิทักษ์ประจำเมืองเทียนจิน หวังต๋าหมิน ตกจากม้าขาหัก ต้องกลับมารักษาตัวที่เมืองหลวง ตำแหน่งจึงว่างอยู่พะยะค่ะ”

ฮ่องเต้น้อยพยักหน้า หันไปตรัสว่า

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้หวังทงไปนั่งตำแหน่งนั้นก็แล้วกัน ขุนนางจาง ให้กรมทหารรีบออกหนังสือไป สำนักส่วนพระองค์จะได้อนุมัติ จะได้ให้หวังทงออกเดินทางออกจากเมืองหลวงไปรับตำแหน่ง”

บรรดาขุนนางใหญ่ในหอประชุมเหวินเหยียนเก๋อมองหน้ากันไปมา ขุนนางร่วมกันถวายฎีกา วันนี้ก็โต้เถียงกันรุนแรง และก็ได้ขับไล่ขุนนางที่ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยที่สุดไปได้ ลานฝึกหู่เวยก็จะปิดลง แต่ตัวหวังทงนั้นเหมือนว่าไม่ได้เสียเปรียบอะไรเท่าไร ผลเช่นนี้ควรนับว่าเป็นเช่นไร?

แน่นอนว่าการได้อยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้เป็นวาสนาสูงสุด และก็เป็นตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ห่างไกลออกไปแล้ว ความสัมพันธ์ไม่ว่าอย่างไรก็คงต้องจืดจางลง มองจากมุมต่างๆ นี้ ก็นับว่าเป็นการลงโทษหวังทงอย่างมากแล้ว ตัดเส้นทางก้าวหน้าในวงราชการ ยังมีเรื่องที่หนักหนากว่านี้อีกหรือ?

แต่พอฮ่องเต้ตรัสออกมา ก็ต้องดูก่อนว่าท่านจางคิดเช่นไร เซินสือหังเสนาบดีกรมปกครองคนใหม่สบตากับ จางจวีเจิ้ง เห็นว่าสีหน้าเรียบเฉย ดูไม่ออกว่าดีใจหรือโมโห จึงได้แต่กัดฟันยืนขึ้นถวายบังคมทูลว่า

“ฝ่าบาท”

“เรารู้สึกเหนื่อยมาก ขอกลับไปพักก่อน มีเรื่องอะไรก็ให้ท่านจางพิจารณาก่อนแล้วค่อยรายงานมาที่สำนักส่วนพระองค์ก็แล้วกัน”

ไม่รอให้เซินสือหังกล่าวจบ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ลุกขึ้นตัดบททิ้ง เสด็จออกไปโดยไม่หันพระพักตร์กลับมาอีกเลย ขันทีหลายคนต่างรีบพากันตามออกไป

มหาขันทีเฝิงเป่าแห่งสำนักส่วนพระองค์กำลังจะออกไปเป็นคนสุดท้าย รอจนทุกคนออกไปหมดแล้ว ก็หยุดอยู่หน้าประตู หันมายิ้มกล่าวว่า

“ใต้เท้าทุกท่าน ฝ่าบาทปีนี้ 15 ชันษาแล้ว เด็กผู้ชายนอกวังในตระกูลเล็กๆ พออายุ 15 ก็เป็นชายหนุ่มที่รับภาระหน้าที่ได้แล้ว ฝ่าบาทก็ทรงมีความคิดของพระองค์ ในเมื่อทรงยอมถอยให้ก้าวหนึ่งแล้ว ใต้เท้าทุกท่านก็รับไว้เถิด อย่าได้เอาเรื่องไม่จบไม่สิ้น บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของทุกท่านวันนี้ก็กลับไปจัดการให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ก็ยุติเรื่องนี้ได้แล้ว!”

สีหน้าทุกคนในห้องนิ่งค้าง จางจวีเจิ้งกระแอมไอขึ้นคิดจะกล่าว เฝิงเป่าก็โน้มกายลงยิ้มกล่าวต่อว่า

“ใต้เท้าทุกท่านล้วนหวังดีต่อฝ่าบาท ข้าเข้าใจดี แต่ราชวงศ์หมิงอย่างไรก็เป็นราชวงศ์หมิงของฝ่าบาทมิใช่หรือ สุดท้ายที่อำนาจหลักก็ยังคงเป็นฝ่าบาท เรื่องนี้ก็ให้จบลงเท่านั้นก็แล้วกัน!”

กล่าวจบ เฝิงเป่าก็เลิกม่านเดินจากไป

ในห้องเงียบลงพักหนึ่ง ทุกคนในห้อง เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า รองอำมาตย์หลี่ว์เถียวหยางลูบเคราไปมาก่อนจะยิ้มแห้งๆ กล่าวขึ้นว่า

“ในเมื่อฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยแล้ว หวังทงผู้นั้นก็ออกจากเมืองหลวงไปแล้ว พวกเราก็ทำตามพระบัญชาเถิด!”

การโยกย้ายองครักษ์เสื้อแพรจะออกหนังสือโดยกรมทหาร จางซื่อเหวยเสนาบดีกรมทหารเป็นต้นเรื่อง แต่เขากลับไม่สนใจหลี่ว์เถียวหยาง เอาแต่ส่งสายตาไปยังมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งที่นั่งนิ่งอยู่กับที่ จางจวีเจิ้งหลับตาลง สีหน้ากลับคืนเป็นปกติ

“คนชั่วไม่อยู่ในเมืองหลวงแล้ว ก็ไม่มีภัยอันตรายใดอีก ไปที่เทียนจิน บางทีอาจกลับตัวกลับใจ เปลี่ยนแปลงตนเองเป็นคนดี เป็นบุคลากรทรงคุณค่าแห่งราชวงศ์หมิง ความตั้งพระทัยของฝ่าบาทนี้ เราผู้เป็นขุนนางก็อย่าได้ทำให้ทรงผิดหวัง กรมหทหารรีบออกหนังสือไปยังสำนักส่วนพระองค์!”

จางซื่อเหวยรีบยืนขึ้นก้มกายรับคำสั่ง บรรดาขุนนางในที่ประชุมลังเลกันครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นพร้อมเพรียงกัน สรรเสริญมหาอำมาตย์ว่ากล้าหาญและจงรักภักดี

…………………

[1] อ้างคำสอนลัทธิขงจื้อที่ว่า หมั่นไตร่ตรองตน

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!