Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 200

ตอนที่ 200 ปูนบำเหน็จตามความชอบ ซื้อใจคน

คนของหวังทงเกือบ 200 คน รถหลายสิบคัน ม้าเกือบร้อย ตั้งค่ายอยู่นอกเมืองเทียนจินก็กลับหาโรงเตี๊ยมได้ง่ายมาก

โรงเตี๊ยมมีเรือนพักแยก มีที่เลี้ยงม้า ถึงกับมีที่ว่างสำหรับจอดรถใหญ่ ทุกอย่างค่อนข้างไม่เลว เห็นคนขับรถม้าไม่มีท่าทีแปลกใจอันใด ราวกับว่าโรงเตี๊ยมแบบนี้มีมากมาย

ชื่อของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็ค่อนข้างเชย ชื่อว่า ‘โรงเตี๊ยมเงินไหลมา’ พวกหวังทงขอเข้าพักที่นี่ ในโรงเตี๊ยมเงียบสงบ มีเพียงแขกจากเจียงซีสองคนที่ไม่ยอมกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ เอาแต่ทำหน้ากลุ้มใจพักอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน

ตอนเข้ามา หวังทงได้พบเรื่องเล็กน้อยเรื่องหนึ่ง หวังทงคิดอย่างรอบคอบแล้วว่าตลอดเส้นทางจะสวมชุดตำแหน่งนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรไว้ตลอด พอเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นชุดนี้ก็เห็นได้ชัดว่ามีสีหน้าลำบากใจ ถานเจียงเข้าไปสอบถามว่าพักได้ไหม เถ้าแก่ผู้นั้นกลับตอบว่า

“ร้านเล็กเราแขกเต็มแล้ว ทุกท่านโปรดไปหาที่พักที่อื่นเถิด!”

ตอนมาถึงที่นี่ ประตูเมืองเทียนจินปิดไปแล้ว คิดจะไปหาขุนนางมาต้อนรับก็ไม่ง่าย ดึกขนาดนี้แล้ว ทุกคนหาที่พักไม่ง่ายนัก ใครก็ไม่อยากไปไหน

หากเป็นหัวหน้าคนขับรถม้าที่ตามมาด้วยช่วยแก้สถานการณ์ ทุกคนผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันก็ย่อมมีน้ำใจให้กันกว่าปกติ หัวหน้าผู้นี้ยังรู้ว่าหวังทงเป็นคนมีเหตุผล จึงเดินเข้าไปกระซิบว่า

“ใต้เท้า จ่ายเงินก่อน ทั้งคนทั้งม้าเรามากมาย ทุกวันใช้จ่ายไม่น้อยนะขอรับ!”

ได้ยินดังนี้ หวังทงก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก ได้แต่จ่ายเงินค่าที่พักไปก่อน บอกกันก่อนก็ได้นี่นา จะมัวมาอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ทำไม จึงหันกลับไปออกคำสั่งให้หม่าซานเปียวและซุนต้าไห่ที่เริ่มมีน้ำโหหยิบเงินออกมา 200 ตำลึงวางบนโต๊ะเก็บเงิน

พอเห็นเงินแล้ว เถ้าแก่ที่ทำหน้าลำบากใจก็รีบเปลี่ยนสีหน้า กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างว่า

“มีห้องพักๆ ทุกคนคอยสักครู่ จะรีบไปเตรียมที่พัก”

คนและม้ามากมาย ไม่ต้องพูดถึงที่พัก แค่อาหารคนอาหารสัตว์ คนดูแล ก็ย่อมไม่ใช่เงินเล็กน้อย แต่เถ้าแก่ทำเช่นนี้ก็ไม่เหมือนกับคนทำการค้าเลย เห็นคนแต่งกายภูมิฐานมากมายเช่นนี้ แม้ว่าไม่มีเงินก็ยึดม้าไว้เป็นตัวประกันก็ได้ ไยต้องยื่นหน้ายื่นตาเอาเงินก่อนด้วย

หากสักพักหวังทงก็คิดได้ เถ้าแก่ผู้นี้คงกลัวว่าตนจะไม่จ่ายเงิน เมื่องครู่ตอนคุยกัน เอาแต่จ้องมองชุดมัจฉาเวหาบนตัวองครักษ์เสื้อแพรหลายคน

คิดว่าเมื่อก่อนคงมีคนมากินฟรีอยู่ฟรีจนกลัว ไม่ต้องพูดถึง พวกกินฟรีอยู่ฟรีก็ย่อมต้องเป็นพวกองครักษ์เสื้อแพร ไม่รู้ว่าเป็นพวกที่เทียนจินหรือไม่

เรื่องต่อมาก็ง่ายมาก จ่ายเงินค่ารถให้บรรดาคนขับรถทั้งหมดตลอดเส้นทาง และยังให้ค่ารถใหญ่พิเศษด้วย สองฝ่ายคิดบัญชีเรียบร้อย หวังทงกล่าวสุดท้ายว่า “วันหน้าหากมาจินเหมินก็มาหาข้าได้” ปรากฏว่าคนขับรถทุกคนก็อึ้งไป ไม่เข้าใจคำว่า จินเหมิน ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของเมืองเทียนจินในสมัยหลัง แต่ก็ได้แต่เออออกันไป

และยังเพิ่มอีก 10 ตำลึงเพื่อให้โรงเตี๊ยมเงินไหลมาล้มหมูล้มแพะต้มเป็นอาหารหม้อใหญ่ แป้งเปี๊ยะขาวหอมกรุ่น ผักดองในไหอะไรพวกนั้นก็เอาออกมาล้างและหั่นเป็นฝอยก่อนจะผัดน้ำมัน และยังมีสุราแรงที่ร้านหมักเองทั้งไหอีกด้วย

แม้ว่าจะไม่ใช่อาหารชั้นยอด แต่ก็เติมเต็มในยามที่ไม่มีอะไรพร้อมเช่นนี้ได้ อาหารของผู้หญิงก็ให้คนงานหญิงของโรงเตี๊ยมทำไปส่ง

คนงานชายไม่ว่าบาดเจ็บหรือไม่ ก็ล้วนถูกพามารวมกันที่ห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม ความเป็นความตายที่ต้องคอยหวาดระแวงมาตลอดทางได้จบลงแล้ว ตลอดทางแม้แต่อาหารร้อนๆ ก็ไม่ได้ลงท้องสักคำ พอเห็นเนื้อและสุราชั้นดี บรรยากาศก็ครึกครื้นขึ้นทันที เปิดฝาไหสุราออก หวังทงก็เทสุราลงในชามของตนเต็มชาม จากนั้นก็ยกขึ้นกล่าวว่า

“ทุกท่าน เส้นทางเต็มไปด้วยภยันอันตราย ผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่าแค่เปลี่ยนตำแหน่งงาน กลับต้องมาเจอกับเรื่องเช่นนี้ ทุกคนก็ยากลำบากมาด้วยกัน จากวันนี้ไป ทุกคนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน หากข้าหวังทงมีข้าวกิน ก็จะไม่ให้ทุกคนต้องกินน้ำข้าว หากข้าหวังทงมีบ้านอยู่ ก็จะไม่ให้ทุกคนต้องตากฝน วันหน้ายังอีกยาวไกล ขอให้ทุกคนจำคำข้าหวังทงไว้ให้มั่น ข้าขอคารวะทุกคนหมดชาม”

ชามใหญ่เช่นนี้ปริมาณไม่น้อย กลิ่นสุราหมักเองก็ย่อมไม่อ่อน เป็นสุราแรงอันดับหนึ่ง หวังทงเงยหน้าดื่มพรวดเดียวหมด

ลำคอและท้องก็ราวกับมีไฟเผา หน้าตาแดงก่ำ หวังทงดื่มเร็วไปหน่อยทำให้เซไปสองก้าว จางซื่อเฉียงด้านหลังก็รีบเข้ามาประคองไว้

ความองอาจมากบารมีของเขาทำให้คนงานชายทุกคนในห้องร้องรับขึ้นพร้อมกัน ทุกคนพากันยืนขึ้นดื่มสุราในชามของตนจนหมด หวังทงยกชามเปล่าคว่ำลงสื่อความหมายว่าหมดชาม คนงานและเด็กหนุ่มเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความนอบน้อม แม้แต่พวกของถานเจียงก็ก้มตัวลงดื่มสุราในชามเช่นกัน

ตลอดทางแห่งความเป็นความตาย การบังคับบัญชาของหวังทงที่น่าเกรงขามก็ก่อตัวขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เมื่อก่อนหวังทงทำการรอบคอบเข้มงวด แต่ต่อหน้าคนหมู่มากแล้ว ก็มักจะให้ความรู้สึกว่ามีอะไรกั้นไว้อีกชั้น ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ทุกคนรู้สึกว่าหวังทงเป็นคนครอบครัวเดียวกัน เป็นนายท่านของตนอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะการดื่มสุรานี้ ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์กับคนงานชายในบ้านนั้นแน่นแฟ้นขึ้น พวกโรงบ้านที่มาจากทุ่งหญ้าพอดื่มสุราชามแรกลงไป ก็ยิ่งเปิดใจมากขึ้น

หวังทงดื่มไปแล้วก็รู้สึกมึนเล็กน้อย ถานเจียงไม่ให้ผู้ใดเข้าไปคารวะสุราต่ออีก พวกที่ดื่มเป็นก็ชนชามกันดื่มไป พวกดื่มไม่เป็นก็เริ่มกินกัน

“ชื่อเฮย มานี่!”

พอสุราออกฤทธิ์ หวังทงก็ล้มลงนั่งบนเก้าอี้ตะโกนเสียงดังขึ้น

นาม ‘ชื่อเฮย’ นี้ ฟังก็รู้ว่าไม่ใช่ภาษาชาวฮั่น เป็นชื่อของชาวโรงบ้านหวังทงคนหนึ่ง ว่ากันว่าหนีมาจากเผ่าเคอเอ่อร์ชิ่น อายุ 30 ต้นๆ เป็นคนกว้างขวาง เป็นหัวหน้าของชาวโรงบ้านที่ติดตามมาด้วย

ตอนชื่อเฮยดื่มสุราไปได้ครึ่งชาม ก็ได้ยินเสียงเรียก จึงรีบวางชามลงวิ่งมาทันที หวังทงหน้าแดงก่ำมองไปที่เขาแล้วก็ยิ้ม ทำเอาชายมองโกลผู้นี้งง หวังทงโบกมือให้ถานเจียง ถานเจียงยิ้มพยักหน้า จากนั้นก็ประกาศว่า

“ชื่อเฮยจากโรงบ้านสังหารโจรไปหก เลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าโรงบ้าน มอบเงิน 12 ตำลึง”

ในห้องเงียบกริบ ชื่อเฮยผู้นั้นยืนงงไม่รู้จะทำอย่างไร จางซื่อเฉียงที่อยู่ข้างๆ ก็เอาเงิน 10 ตำลึงและเศษเงินวางลงในถาดไม้ของโรงเตี๊ยมส่งให้

จากนั้นในห้องก็ส่งเสียงดังขึ้น 12 ตำลึง ชาวโรงบ้านไม่ดื่มสุราก็ต้องเก็บเงินกันถึงห้าปี ตำแหน่งหัวหน้าโรงบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งตำแหน่งหัวหน้า คนงานและชาวโรงบ้าน รวมทั้งพวกช่างตีเหล็กก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ พากันมองไปยังชื่อเฮยด้วยสายตาอิจฉา

“ชื่อเฮยชื่อเฮยขอขอบคุณนายท่าน วันหน้าชื่อเฮยจะต้องสังหารโจรให้มากๆ”

ชายชาวมองโกลผู้นี้เริ่มพูดไม่เป็นคำ คุกเข่าลงด้วยความตื่นเต้น ในห้องเงียบลงครู่หนึ่งก็มีเสียงหัวเราะฮาดังขึ้น หวังทงหัวเราะกล่าวว่า

“มาถึงเทียนจินแล้ว จะต้องให้เจ้าสังหารผู้ใดอีกกัน ดูแลลูกน้องให้ดี ข้าจะเปิดโรงบ้านที่นี่ ถานเจียง คนถัดไป!”

เป็นชาวโรงบ้านที่ยิงสังหารโจรไปสามชื่อว่า เต๋อเหลิง พอได้เงินไป ยังได้ตำแหน่งผู้ช่วยของชื่อเฮยอีก คนอื่นๆ ที่ที่สังหารศัตรูไปได้ก็ทยอยรับเงินกันไป ทุกคนฮึกเหิมยืดอกกลับไปนั่งที่

ชาวโรงบ้านที่เหลือก็พากันฮือฮาด้วยความอิจฉาและก็แอบกัดฟัน เกลียดตัวเองที่ตอนนั้นทำไมไม่รู้จักถือธนูให้นิ่ง

และนายท่านเรายังบำเหน็จรางวัลยุติธรรม ทุกคนสังหารศัตรูได้เท่าไรก็ได้ตามนั้น ใครก็ไม่อาจว่ากล่าวอันใดได้

ลำดับถัดมาก็เป็นรางวัลของพวกถานเจียง นายทหารฝีมือเฉียบเหล่านี้นิ่งกว่ามาก แต่บรรยากาศในห้องก็เริ่มคึกคักขึ้น ทุกครั้งที่กล่าวถึงความชอบ ทุกคนก็จะร้องตะโกนขึ้น แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือ คนที่ได้เงินมากที่สุดกลับเป็นหม่าซานเปียว เขาบุกเข้าทะลายดงโจร กวัดแกว่งดาบเข้าสังหาร ชั่วเวลาพริบตาก็หาเงินได้ถึง 40 ตำลึง หม่าซานเปียวเป็นพวกเสียงดังขี้โอ่ ก็ยืนขึ้นประสานมือรอบทิศ เสียงตะโกนโห่ร้องดังทำห้องเกือบแตก

“ทุกท่านยากลำบากมากันตลอดทาง ฝ่าความตายมากับข้า ติดตามข้า ขอเพียงภักดีสละชีพ เงินทองวาสนาก็ย่อมมีให้ทุกคน ตัวอย่างเมื่อครู่ทุกท่านก็ได้เห็นแล้ว อีกอย่าง ติดตามข้าบุกแนวหน้าทุกคนเพิ่มให้อีก 2 ตำลึง ทุกคนที่รักษาป้องกันรถคนละ 1 ตำลึง”

เดิมคนอื่นๆ กำลังจิตใจย่ำแย่ที่ตนเองไม่ได้เงินรางวัล แต่พอได้ยินหวังทงพูดขึ้น ก็รีบร้องตะโกนขึ้นอย่างดีใจ ถือว่ายินดีปรีดาถ้วนหน้าเสียจริง

คำนวณรวมๆ กันแล้ว หวังทงคืนนี้หายไปเกือบหนึ่งพันกว่าตำลึง แต่หวังทงไม่เสียดาย สิ่งที่ได้มาก็คือจิตใจซื่อสัตย์ภักดีของลูกน้องทุกคน

เมื่อการมอบรางวัลจบลง ทุกคนก็มีกำลังใจ รู้ว่าติดตามเจ้านายถูกคนแล้ว วันหน้าไม่ว่าเจอเรื่องใด จะต้องทำเช่นไรก็รู้กันอยู่ในใจแล้ว อย่างไรก็ควรกล้าหาญบุกเข้าไปย่อมไม่ผิดเป็นแน่

แม้แต่พวกถานเจียงเองก็ซึ้งใจ ใต้เท้าน้อยผู้นี้ปูนบำเหน็จลงทัณฑ์ชัดเจน ติดตามเขาก็ย่อมไม่ต้องกังวลสิ่งใด สามารถมองไปสู่อนาคตได้อย่างวางใจแล้ว

ขณะที่บรรยากาศกำลังคึกคักสุด หวังทงก็ขยี้หัวคิ้ว ถามเสียงเบาๆ ว่า

“ถานเจี้ยนที่ไปส่งสารของความช่วยเหลือที่เทียนจิน ข่าวคราวหายไปไม่ว่า ทำไม่ตอนนี้แม้แต่คนก็ไม่เห็น หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่เทียนจิน?”

พวกถานเจียงล้อมวงเข้ามาคารวะสุรา แม้ว่าไม่ได้ดื่มหมด แต่ก็ดื่มไปไม่น้อย ขณะพูดจาจึงค่อนข้างผ่อนคลาย หัวเราะไปกล่าวไปว่า

“หากนายท่านไม่ถามถึง พวกข้าน้อยยังคิดว่านายท่านลืมไปแล้ว”

กล่าวจบก็รู้สึกว่าไม่เหมาะอยู่บ้าง กระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า

“นายท่านไม่ต้องกังวล กองกำลังพิทักษ์ประจำเทียนจินเป็นที่สำคัญ เป็นเมืองท่าเชื่อมระหว่างเขตตอนเหนือกับเหลียวตงและซานตง หากจะลงมือกับนายท่านที่นี่ ก็เปรียบเหมือนสังหารขุนนาง คิดก่อการร้าย จะไปรับมือกับกองทัพแสนห้าหมื่นนายที่เมืองจี้โจวได้อย่างไร ใต้เท้ากองกำลังมังกรยังตามมาอารักขาอีก มีผู้ใดคิดการณ์ไม่ชอบย่อมเห็นอยู่ หรือว่าพวกเขาไม่กลัวล่วงเกินองครักษ์ในวังกัน”

หวังทงสะบัดศีรษะอย่างแรง หยุดยั้งความรู้สึกที่อยากจะหลับอย่างแรง กล่าวว่า

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดถานเจี้ยนจึงไร้ข่าวคราว”

“น้องชายข้าน้อยผู้นี้ผ่านอะไรมามาก ย่อมไม่ถูกผู้อื่นจัดการง่ายๆ เพียงแต่ถานเจี้ยนยังมีสถานะเป็นสาย บางทีอาจมีอะไรไม่ชอบมาพากล”

กล่าวถึงตรงนี้ ถานเจียงก็พลอยส่ายหน้าไปด้วย สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

******

เช้าวันรุ่งขึ้น ถานเจี้ยนก็มาที่โรงเตี๊ยมเงินไหลมา เขาเดินกระเผลกเข้ามา ท่าทางทุลักทุเลไม่น้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!