ตอนที่ 203 ที่นี่เรื่องเยอะ ขุนนางใหม่จัดเลี้ยง
“กองตรวจการเทียนจินเป็นที่จัดการส่งข้าวของในการรบไปที่เมืองจี้โจว และยังควบตำแหน่งงานแจกจ่ายเบี้ยหวัดให้กับหน่วยงานกองกำลังในสามกองกำลังพิทักษ์ประจำเทียนจิน เบี้ยหวัดองครักษ์เสื้อแพรก็ต้องรับจากที่นี่”
วันที่ 25 เดือนสิบสอง ออกมาจากที่ทำการกองพันองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจิน หวังทงก็ส่งลูกน้องออกไปหาข่าวตามท้องถนน ที่เขาต้องการรู้ก็มิใช่ความลับอันใด ดังนั้นจึงรวบรวมข่าวมาได้อย่างรวดเร็ว
หวังทงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเทียนจินนี่เลย พอเห็นสภาพการณ์เช่นนี้ ดีไม่ดีที่เมืองหลวงนั่นอาจไม่รู้สภาพการณ์ที่นี่ก็เป็นได้
“นายกองตรวจการฟานต๋าเดิมเป็นผู้ตรวจการในกรมทหาร ว่ากันว่ามีเรื่องกับชนชั้นสูงในเมืองหลวง จึงได้ถูกลดมาดำรงตำแหน่งที่นี่”
กองตรวจการไม่ใช่งานเฉพาะ แต่ขุนนางส่วนใหญ่ก็ต้องระดับสาม ตำแหน่งผู้ตรวจการนั่นไม่ใช่ระดับเจ็ดหรอกหรือ แต่ผู้ตรวจการในเมืองหลวงก็สูงส่งไม่เบา วันหน้าอนาคตย่อมรุ่ง จะส่งออกไปนอกเมืองหลวงอย่างน้อยก็ต้องระดับรองผู้ตรวจการหรือผู้ตรวจการมณฑลถึงจะถูกต้อง แต่กลับถูกส่งมาเป็นนายกองตรวจการ ถือว่าเป็นการลดตำแหน่งอย่างเห็นได้ชัด
“พอฟานต๋ามาถึงเทียนจินก็เริ่มหาเรื่องสำนักองครักษ์เสื้อแพร เรื่องนี้ทุกคนรู้กันอยู่ มิเช่นนั้นพวกข้าน้อยคงไม่อาจสืบข่าวนี้มาได้จากร้านน้ำชาหรอกขอรับ”
“ข้าน้อยค่อนข้างคุ้นเคยกับแถบเทียนจินนี่ ตอนนั้นคนใต้บังคับบัญชาใต้เท้าถานก็รับเบี้ยหวัดจากที่นี่ ว่ากันว่า หวังต๋าหมินเขียนสารลับฟ้องร้องฟานต๋าผู้นี้หลายฉบับ ปรากฏว่าถูกดองเอาไว้หมด จดหมายถึงกลับตกมาอยู่ในมือฟานต๋าให้เขาจัดการเอาเอง”
“เดิมเบี้ยหวัดของพวกองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินจะจ่ายปีละ 8 เดือน และยังมีเงินนอกระบบอีกจำนวนหนึ่ง ก็ใช้ชีวิตกันพอไปไหว แต่พอกองตรวจการนี่มาถึง เบี้ยหวัดไม่แจกจ่ายไม่ว่า เงินนอกระบบทั้งหมดยังถูกริบไปหมด ใช้ชีวิตกันยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ”
“…ข้าน้อยยังได้ยินมาว่าฟานต๋าผู้นี้เป็นผู้มีอิทธิพลเหนือศาลเหอเจียน เมืองจี้โจว ว่ากันว่าเป็นขุนนางมือสะอาด ไม่เกรงกลัวสุนัขในราชสำนัก…”
“เป็นเช่นนี้จริงหรือ?”
“ที่ร้านน้ำชานั้นยังน่าสนใจกว่าอีก ในเมืองนอกเมืองทรุดโทรม แต่จวนที่กว้างใหญ่โอ่อ่าที่สุดไม่ด้อยไปกว่าเมืองหลวง หนึ่งเป็นของฟานต๋า สองเป็นของว่านกงกง นายกองตรวจการนั่นมาที่เทียนจินได้สามปี ก็มีภรรยาน้อยถึงเจ็ดบ้าน เจ้าสำราญไม่เบา”
“ว่านกงกงคือใคร?”
“สามกองกำลังพิทักษ์ประจำเทียนจินเป็นศูนย์รวมขนถ่ายสินค้า และยังเป็นฐานกำลังหลักในการนำส่งเสบียงไปยังเมืองจี้โจว ปีก่อนยังรับหน้าที่ส่งไปเมืองเหลียวโจวด้วย เป็นเมืองท่าสำคัญอันดับหนึ่ง ตามธรรมเนียม ราชสำนักก็ย่อมส่งขุนนางที่ไว้ใจมาประจำการ ขุนนางที่ว่าก็ย่อมเป็นมหาขันทีจากสำนักอาชาหลวง มาดูแลการจัดการเสบียง”
โจ๊กหนึ่งชาม ซาลาเปาสองสามลูก ผักดองหนึ่งถ้วย เป็นอาหารเช้าของหวังทง ถานเจียง หม่าซานเปียวและคนอื่นๆ กำลังรายงานเรื่องที่ได้ยินมาเมื่อวานให้หวังทงฟัง
หวังทงกินไปถามไป ในสมองค่อยๆ เรียบเรียงข้อมูล ในตอนนั้น เฉียวต้าจากโรงตีเหล็กก็กระมิดกระเมี้ยนเดินเข้ามา
“เมื่อวานนายท่านมีคำสั่งให้ทุกคนไปหาข่าวองครักษ์เสื้อแพรและขุนนางในเมือง ข้าน้อยไปถามราคาเหล็กและถ่านหิน ได้คุยกันที่ร้าน ก็พอรู้เรื่องมาบ้าง”
หวังทงดื่มโจ๊กไปคำหนึ่ง ก็พยักหน้าให้เฉียวต้าพูดต่อ เฉียวต้าเล่าต่อว่า
“ก็บังเอิญอยู่ โรงตีเหล็กนั้นก็มีพลทหารองครักษ์เสื้อแพรมาช่วยงานด้วย ว่ากันว่าปกติทุกคนก็ทำงานที่นี่กัน มีไม่น้อยที่ทิ้งตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพรแล้วกลับไปทำนาแทน ทิ้งพวกไร้สามารถให้อยู่ในเมืองต่อไป มีบ้างที่ไปคอยเฝ้าบ้านให้พวกคหบดี มีบ้างที่ไปทำการค้าเล็กๆ มีบ้างที่ไปเรียนรู้งานอาชีพ ทุกเดือนต้องส่งเงินให้นายกองร้อยตน 10 อีแปะ พวกใจกล้าหน่อยจะไม่จ่ายก็ได้…”
มอบรางวัลให้เฉียวต้าไปแล้วก็ให้ออกไป ในห้องหลายคนก็สบตากัน จางซื่อเฉียงกล่าวเสียงเบาๆ ว่า
“เดิมคิดว่าถนนทักษิณในเมืองหลวงนั้น ถูกคนไล่ต้อนรังแก ต้องทนกล้ำกลืนก็ว่าย่ำแย่แล้ว คิดไม่ถึงว่าพวกเราที่เทียนจินนี้จะเป็นกันถึงขั้นนี้ได้”
หวังทงหันไปถามถานปิงว่า
“เมื่อวานตอนบ่ายเจ้าไปเดินสำรวจโรงเตี๊ยมนอกเมืองมา ได้ความอะไรบ้างไหม?”
“เล่ากันว่าก่อนฟานต๋ามา องครักษ์เสื้อแพรที่นี่ยังวางอำนาจบาตรใหญ่กันอยู่ แต่ก็แค่เบ่งกันไปตามเรื่อง หยิบเอาฉวยเอากันเท่านั้น หลายปีนี้ ขอเพียงเกิดเรื่องขึ้นก็จะตัดสินว่าองครักษ์เสื้อแพรผิด ไม่เพียงแต่ลงมือโบย แต่ยังโบยหนักด้วย มีหลายครั้งที่พวกองครักษ์เสื้อแพรก็มีเหตุผล แต่ก็ถูกจัดการไปหมด ปรากฏว่าพวกองครักษ์เสื้อแพรบนท้องถนนก็พากันเรียบร้อยดีมาก มีบางคนยากจนถึงขีดสุด ก็มาหลอกกินหลอกดื่ม เสร็จแล้วไม่จ่ายเงินวิ่งหนีกันไป ที่ร้านก็มิได้…”
“ลูกชายของเหล่าต่งทางตะวันออกของเมืองไปเป็นนายกองพันกองอาญาที่ซานตงจะสิบปีแล้ว ปีก่อนมารับเหล่า ต่งไปอยู่ด้วย ว่ากันว่าบ้านใหญ่มาก คนรับใช้หลายร้อย เงินทองกินกี่ชาติก็ไม่หมด ทำไมที่เทียนจินจึงได้ย่ำแย่เช่นนี้ได้ ทำขายหน้าชาวองครักษ์เสื้อแพรเราหมดเลย”
ซุนต้าไห่กล่าวอย่างเจ็บแค้น หวังทงยิ้มส่ายหน้า กล่าวกับถานเจียงว่า
“ก็จัดการไปตามที่เราคุยกันเมื่อคืน ก่อนอาหารกลางวันต้องจัดการให้เรียบร้อย”
*******
โรงเตี๊ยมเงินไหลมาแม้ว่าสถานที่ไม่เล็ก แต่จะให้จัดเลี้ยงคน 200 คนอย่างกะทันหันก็น่าจะไม่ไหว ดีที่หวังทงใส่ใจเรื่องนี้ จึงได้ให้จัดโต๊ะที่ลานใหญ่ด้านหน้า แม้ว่าอากาศจะหนาว แต่ระหว่างโต๊ะจะมีเตาไฟวางไว้ จ่ายเงินค่าฟืนมากอีกหน่อย
โรงเตี๊ยมจัดการอาหารการกินให้คนในขบวนใหญ่ของหวังทงเช่นนี้ก็ยุ่งยากมากแล้ว อยู่ๆ จะมาจัดเลี้ยงใหญ่เช่นนี้อีก และยังใกล้จะปีใหม่อีก จึงต้องไปลำเลียงอาหารและสุรามาจากโรงเตี๊ยมทั้งในและนอกเมืองมา
ดีที่ครั้งนี้หวังทงไม่ทำให้ร้านต้องลำบากใจ จ่ายเงินไว้ก่อน
ก่อนเที่ยง คนก็ทยอยมาถึง แน่นอนล้วนเป็นพลทหารของกองพันองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจิน อาจเพราะรู้ว่ามีใต้เท้ามารับตำแหน่งใหม่ ทุกคนจึงพยายามสวมชุดมัจฉามาร่วมงาน
แต่ปรากฏว่าก็ทำเอาคนต้องขมวดคิ้วมองกันเช่นกัน เสื้อผ้าปะชุนกันไม่ว่า แต่ไม่มีความสะอาดเลย ที่ทำให้รับไม่ได้ที่สุดก็คือสีหน้าบนใบหน้าของทุกคน ไม่มีแววนักสู้ของขุนนางสายบู๊ถือดาบถือกระบี่กันเลย
ที่พอรู้ก็รู้ว่าที่นี่นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรเลี้ยงพลทหารในบังคับ ที่ไม่รู้ยังคิดว่าเป็นพวกเร่รอนมาเบียดบังขอทานโจ๊กที่โรงเตี๊ยมเงินไหลมา
หวังทงนั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางห้องด้านในสุด เขาสวมชุดมัจฉาเวหาตำแหน่งนายกองพัน แต่พลทหารทุกคนที่เดินเข้ามาต่างไม่ได้มาทักทายด้วยตนเอง
หากพากันเดินวางท่าส่ายอาดๆ ไปนั่งที่โต๊ะ จากนั้นก็คุยสัพเพเหระกับคนรู้จัก ทางโรงเตี๊ยมเงินไหลมานี้ ไม่นานก็เริ่มเสียงดังโหวกเหวกราวกันเป็นตลาดนัด
หวังทงมองทุกอย่างด้วยสายตาเยียบเย็น กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า
“คนเหล่านี้ไม่มีหัวหน้าปกป้อง ถูกรังแกกันมานาน จึงไม่มีความองอาจเหลืออยู่ ถูกหักเบี้ยหวัดกันมาหลายปี ได้แต่ดิ้นรนเลี้ยงชีพ จึงไม่มีหน้ามีศักดิ์ศรีกัน ชื่อว่าเป็นองครักษ์เสื้อแพร แต่ไม่ทำงาน ไม่มีเบี้ยหวัด และไม่มีอำนาจ ทุกคนจึงไม่เห็นงานนี้อยู่ในสายตา และไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเช่นกัน”
จ้องมองพวกเหลวแหลกพวกนี้ สีหน้าซุนต้าไห่และจางซื่อเฉียงที่โมโหมากก็เหมือนคิดตามและพยักหน้าเห็นด้วย
ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงหัวเราะทักทายดังมาจากด้านนอก นายกองร้อยหังและนายกองร้อยอีกสองคนก็เดินเข้ามา ตามหลักแล้วหวังทงเป็นคนไม่คุ้นหน้า แต่เขาสามคนเป็นหัวหน้าคุมมานาน แต่พวกที่นั่งอยู่ก็ไม่มีใครสนใจพวกเขาสามคนสักคน กลับเป็นนายกองร้อยสามคนที่ต้องเข้าไปทักทายอย่างเกรงอกเกรงใจ
“รับเงินลูกน้องทุกเดือนแต่กลับไม่ได้ทำประโยชน์อันใดให้ผู้ใต้บังคับ ปกป้องก็ไม่ได้ ดูแลก็ไม่ดูแล หัวหน้าเช่นนี้ก็ย่อมกลายเป็นลูกน้องไป ก็ต้องยอมพยักหน้าทักทายลูกน้อง”
“นายกองร้อยหังชื่อว่าหังต้าเฉียว บ้านอยู่ที่หงจื้อเฉามาประจำการที่เทียนจิน กองร้อยของเขากับอีกสองกองร้อยตอนนี้เก็บเงินอะไรไม่ได้เลย ทหารในบังคับไม่น้อยก็ไม่อาจนำเงินส่งมอบให้ได้ พวกเขาสามคนเอาเรือนด้านหลังที่ทำการนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรปรับเป็นโกดัง เอาไปให้เช่าหาเงินใช้”
หม่าซานเปียวที่เมื่อครู่ไปนั่งหาข่าวตามโต๊ะก็กลับมาเล่าให้หวังทงฟัง หวังทงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นักว่า
“งานการไม่อาจทำ ทำชั่วไม่กล้าทำ หากมิใช่ยังมีใจคิดหาเงินกัน เขาก็เป็นของไร้ประโยชน์เต็มขั้นเลย”
ขณะพูดนั้น หังต้าเฉียวก็เดินมาที่โต๊ะหวังทง ยิ้มกระลิ้มกระเหลี่ย ไม่รอให้หวังทงอนุญาตก็นั่งลงข้างๆ ตะเบ็งเสียงดังกล่าวว่า
“เพื่ออาหารมื้อนี้ของใต้เท้าหวัง พวกเราหลายคนยอมทนหิวมาตั้งแต่เมื่อคืนวานจนถึงเช้านี้เลยทีเดียว รอมากินดื่มกันที่นี่ ท้องร้องจ๊อกๆ มาตลอดทาง ใต้เท้าหวัง รีบสั่งให้นำอาหารและสุราขึ้นโต๊ะเลย ปีๆ ที่ผ่านมาก็รออาหารมื้อนี้มาเติมพลัง…”
หวังทงยิ้มบางแต่ไม่รับคำ กลับเปลี่ยนประเด็นถามว่า
“ฟานต๋าผู้นั้นร้ายกาจถึงขั้นติดค้างเบี้ยหวัดพวกเจ้า พวกเจ้าไม่ไปทวงหรือ? เงินที่ควรเป็นของพวกเจ้าทำไมพวกเจ้าไม่ไปเอาล่ะ?”
“ใช่ว่าไม่เคยไปเอ่ยปาก แต่ทุกครั้งก็บอกว่าเงินทองและเสบียงติดขัด ต้องส่งให้เมืองจี้โจวและเหลียวโจวก่อน เราปฏิบัติงานในเมือง ไม่ต้องไปรบกับพวกมองโกลนอกด่าน รัดเข็มขัดให้แน่นหน่อยก็ควรอยู่ ภายหลังไปขอ ก็ไม่ให้พบบ้าง ให้คนมาไล่บ้าง”
“ที่เมืองเทียนจิน วิธีการหาเงินก็มีไม่น้อย นายกองร้อยหังท่านก็เอาที่ทำการไปให้คนเช่าเป็นโกดัง ทำไมไม่นำทุกคนไปหาเงินด้วยวิธีการอื่นล่ะ?”
ได้ยินหวังทงกล่าวออกมาเช่นนี้ หังต้าเฉียวก็หน้าตึงทันที กล่าวน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ใต้เท้าหวัง ท่านอายุยังน้อยไม่เข้าใจ องครักษ์เสื้อแพรที่เทียนจินกับที่เมืองหลวงนั้นต่างกันฟ้ากับเหว งานองครักษ์เสื้อแพรก็มิใช่กิจการของพวกเรา ทำไมข้าต้องไปสนใจด้วย ใต้เท้าหากจับจ้องเรื่องนี้ เช่นนั้นก็คงไม่นานแล้ว”
หม่าซานเปียวตบโต๊ะจะลุกขึ้น หวังทงกลับใช้สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มรับมือกับวาจาไร้มารยาทเช่นนี้ หังต้าเฉียวก็ยิ่งไร้มารยาทมากขึ้น เบ้ปากกล่าวว่า
“พี่น้องเหล่านี้จนกรอบแทบจะเอาตัวไม่รอด ภรรยาและลูกๆ จะพากันไปร้องไห้คร่ำครวญที่จวนท่าน ไม่ใช่เพราะข้าไปปลอบใจยั้งไว้หรอกหรือ ใต้เท้าท่านก็ทำงานท่านไปเถอะ อีกสามปีค่อยย้ายไปที่อื่น อย่าได้มาทนยากจนไปกับพวกเราที่นี่เลย เรื่องอื่นๆ ที่ไม่ควรยุ่งก็อย่ายุ่งเลย”
กล่าวจบ หังต้าเฉียวก็ลอบมองสีหน้าหวังทง พบว่าเด็กน้อยยังคงมีรอยยิ้ม จึงใจกล้าขึ้นอีก กล่าวอย่างหยาบคายเสียงดังว่า
“พูดมาตั้งเยอะ บนโต๊ะยังว่างเปล่า ใต้เท้า รีบจัดอาหารสุราออกมาเถอะ!”
หวังทงส่ายหน้ายิ้มๆ ลุกขึ้นกล่าวเสียงดังกังวานว่า
“ทุกท่าน ข้าคือหวังทงที่มาดำรงตำแหน่งนายกองพันคนใหม่ วันนี้จัดเลี้ยง ก็เพื่อจะได้ทำความรู้จักกับทุกคน ไม่กล่าวมากความแล้ว จัดมาได้!!”
เสียงพูดจบลง คนงานหวังทงและเด็กๆ ลานฝึกก็ถือไม้กระบองกรูกันเข้ามาจากทั้งสี่ทิศ เจอผู้ใดก็ลงมือ…
