Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 255

ตอนที่ 255 บทบรรเลงแรกเริ่ม

“….รีบไปดูกันเร็ว พลทหารที่บ่อเกลือนั่นฝึกเป็นรูปเป็นร่างกันแล้ว….”

“….เดินกันได้พร้อมเพรียง…”

คนสองฝั่งคลองส่งน้ำส่งเสียงเรียกกันให้เดินไปตามถนนที่สร้างขึ้นใหม่ ชีวิตสองฝั่งคลองค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่ค่อยได้มีเรื่องสนุกเช่นนี้นัก

ตามคำสั่งของหวังทง กองร้อยที่กลับไปด้วยกันวันนี้ก็คือค่ายสองกับพวกอันดับร้อยหนึ่งถึงสองร้อยของค่ายหนึ่ง พวกเขาจัดแถวเป็นขบวน ก้าวเท้ายาวไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว เคยเห็นกองทัพเคลื่อนทัพผ่านไป ทหารพวกนั้นก็เป็นรูปแบบขบวนทัพ แต่เดินกันตามสบาย และมักจะเดินกันอย่างเซื่องซึม น้อยมากที่จะมีความฮึกเหิมเช่นนี้ เจ้าหนุ่มพวกนี้ร่างกายกำยำ สวมเสื้อผ้าเหมือนกัน ในมือถืออาวุธเหมือนกัน

แม้ว่าเป็นกองกำลังราวสามร้อย แต่การเดินบนเส้นทางเช่นนี้กลับสง่างามอย่างแปลกประหลาด พวกที่มุงดูกันก็ล้วนรู้สึกแปลกใจ ตอนเริ่มดูก็รู้สึกว่าคนไม่มาก แต่พอดูไปนานๆ ก็รู้สึกว่าจำนวนคนมากกว่าจำนวนที่แท้จริงมากนัก

“คนของค่ายหนึ่งมีทั้งความสามารถและยอมฝึกฝน ใต้เท้าอวี๋กับข้าเคยบอกว่า สองร้อยคนถืออาวุธจัดการค่ายสองค่ายสามพร้อมกันได้อย่างไร้ปัญหา นี่เกรงว่าจะกระทบต่อความสมดุลของการฝึกในค่ายเรา ครั้งนี้ลองแยกกลุ่มออกมาปฏิบัติงาน รอให้ปฏิบัติงานจบลง ค่อยกระจายแบ่งไปแต่ละค่าย!”

หวังทงนั่งติดกับหลี่หู่โถว หวังทงคอยอธิบายให้เขาฟังถึงการเคลื่อนย้ายกำลัง จะแยกอย่างไร หลี่หู่โถวฟังแล้วก็พอเข้าใจ ท่าทางนับว่าเอาจริงเอาจังอยู่พอสมควร

“ฝีมือเจ้าอย่าละทิ้ง ข้าได้ยินถานเจียงบอกว่า ตอนนี้เจ้าเริ่มไปเรียนยิงธนูกับถานกงแล้ว ต้องเพียรฝึกฝนให้หนัก ถึงเวลาต้องเก่งกว่าพวกค่ายหนึ่งให้ได้ถึงจะใช้ได้ ตอนนั้นเจ้าเข้าร่วม ผู้ใดจะกล้าไม่สยบ!”

ประโยคสุดท้ายกล่าวจบ หลี่หู่โถวก็อึ้งไป ค่อยๆ เข้าใจ สีหน้าก็ฉายแววเอาจริงเอาจังขึ้นมาทันใด พยักหน้าหงึกอย่างแรง

“กินเนื้อให้มาก กินข้าวให้มาก จะได้เติบโตสูงใหญ่เร็วๆ …จ้าวหง ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น!?”

เดิมที่กำลังพูดอยู่นั้นก็ให้ม้าเดินไปตามใจ พอเริ่มหันมาให้ความสนใจก็พบว่าม้าหยุดไม่ยอมเดินต่อ หวังทงเรียกจ้าวหงที่เป็นหัวหน้าค่ายสอง เป็นคนงานที่ค่อนข้างหัวไวของหวังทง จ้าวหงรีบวิ่งเข้ามา

“นายท่าน ชาวบ้านมามุงดูกันด้านหน้ามากเกินไป อุดทางด้านหน้าไว้หมดแล้ว จึงได้เดินช้าลง”

“ในสถานการณ์ที่เป็นทางการ เรียกข้าว่า ใต้เท้า!”

หวังทงแก้คำเสร็จ ก็ถอนหายใจ หันไปทางถานเจียงด้านหลังกล่าวว่า

“ถานเจียง แต่ละค่ายฝึกกันมานานเพียงนี้ ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ข้าออกกฎเคร่งครัด พวกเจ้าก็จัดการได้เฉียบขาด แต่เจ้าดูเจ้าเด็กน้อยของพวกเราสิ แต่ละคนราวกับทารกน้อยแสนเชื่อฟัง”

วาจานี้ทำให้ถานเจียงมีสีหน้าแปลกใจ พร้อมกันก็มีแววอึ้งไป ราวกับว่าอยากจะร้องไห้ก็ไม่ออก อยากจะหัวเราะก็ไม่ได้ หวังทงหันไปกล่าวกับจ้าวหงว่า

“พวกเจ้าเป็นพลทหารองครักษ์เสื้อแพร พวกเจ้าสวมเครื่องแบบ ในมือมีอาวุธ ถูกประชาชนขวางทาง ควรทำอย่างไรต้องคิดด้วยหรือ ให้พวกเขาได้เห็นว่าอะไรเรียกว่า เจ้าหน้าที่ทางการ สิ!”

หวังทงกล่าววาจาไม่ชัดเจนนัก แต่การเคลื่อนไหวของมือที่ฟันลง ทำให้จ้าวหงอึ้งไปก่อนจะรีบหันหน้าวิ่งกลับไป ตะโกนเสียงดัง

แต่ละค่ายล้วนเป็นคนครอบครัวทหารมาก่อน ไม่ไปทำไร่ทำนาเลี้ยงชีพ ยอมมาเป็นทหารกินเบี้ยหวัดก็ไม่ใช่พวกยอมอยู่ในความสงบอะไร แต่การเผาค่ายครั้งนั้นลงโทษรุนแรง การฝึกหลายวันนี้ทำให้พวกเขาต่างเกรงกลัวกฎกองทัพ การมุงดูก็เป็นสิ่งที่สืบทอดมาหลายพันปีของชาวจีน เริ่มต้นทุกคนก็รู้สึกหวาดเกรงกันอยู่บ้างพากันรายล้อมรอบเส้นทาง ต่อมาคนที่เบียดเสียดก็มากขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ อุดทางเดินไปพอสมควร

ไม่มีคำสั่งเบื้องบน พลทหารพวกนี้ก็ผ่อนฝีเท้าลง ไม่กล้าทำอะไรพลการ การลังเลเช่นนี้ของพวกเขากลับทำให้คนมุงรอบๆ พากันเปลี่ยนไป มีบ้างถึงกับทำตัวนักเลงหัวเราะเยาะดังลั่น

หัวหน้าค่ายจ้าวหงกลับมาถึงก็ตะโกนสั่งไปสองสามประโยค ทหารในขบวนก็ตอบรับพร้อมเพรียง การตอบอย่างพร้อมเพรียงทำให้คนรอบๆ สะดุ้งโหยง แต่ก็มีบ้างที่ยังคงส่งเสียงหัวเราะเยาะดังลั่นขึ้นไปอีก

ตามมาด้วยการหัวเราะไม่ออก พร้อมเพรียงกันเหมือนกับการตอบรับเมื่อครู่ พลทหารหนุ่มด้านข้างส่วนริมขบวนยกหอกยาวในมือขึ้น กวาดตีไปรอบทิศ

พวกมุงดูห่างจากพวกเขาไม่มากนัก อยู่ๆ ยกหอกยาวในมือขึ้น แปดเก้าส่วนจากสิบส่วนก็ย่อมหลบไม่ทัน เสียงตีดังผัวะกันให้วุ่นวาย เสียงหวีดร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างตกใจ

ที่หัวหน้าค่ายจ้าวหงตะโกนดังขึ้นเมื่อครู่ตั้งนานก็ไม่เห็นมีผู้ใดยอมหลีกทางให้เท่าไร แต่พอฟาดไปรอบทิศ สองข้างทางก็มีที่ว่างทันที

“เดินหน้าต่อไป!!”

แล้วความเร็วก็กลับคืนมาเป็นปกติ หวังทงสะบัดแส้ มองไปข้างหน้ากล่าวด้วยเสียงดังกังวานว่า

“คนของเราทั้งหลายวันหน้าจะต้องออกแนวหน้าสังหาร ต้องพบเจอโลหิตบาดเจ็บ ยามปกติก็ราวกับแกะน้อยเช่นนี้ หากพอถึงสนามรบจะทำยังไง ต้องคอยคำสั่งหรือไง!”

เสียงตะโกนดังพอสมควร ไม่เพียงแต่พวกที่ขี่ม้าข้างๆ เท่านั้น คาดว่าแม้แต่ทหารแถวหน้าก็ได้ยินชัด ทุกคนมีท่าทางเหมือนได้คิดอะไรบางอย่าง เดินหน้ากันต่อไป

********

พอกลับถึงจวน ที่พักทหารหลายร้อยนายก็หาง่าย ไม่ว่าสำนักองครักษ์เสื้อแพร จวนข้างหอกลอง ก็ล้วนมีห้องว่างจำนวนมาก ที่ต้องทำก็คือแค่ให้นางหม่านำเงินไปเลือกซื้อเสบียงและของใช้มาเพิ่มเท่านั้น ของที่ส่งมาจากกองตรวจการก็แค่เปลี่ยนที่วางเท่านั้น

จางซื่อเฉียงแยกกับพวกหวังทงระหว่างทาง แต่ไม่นานก็ตามกลับมาทัน เขาเป็นคนที่หวังทงไว้ใจที่สุด ไม่มีใครรั้งเขาไว้

ที่จวนนี้ ใครก็รู้ว่าข้างกายใต้เท้าหวังไม่มีสาวใช้ ชีวิตประจำวันล้วนลงมือทำด้วยตนเอง จางซื่อเฉียงส่งเสียงเรียกที่หน้าประตูก่อนจะผลักประตูเข้าไป

พอเข้าไปก็อึ้ง หวังทงกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ใช่ชุดขุนนาง ไม่ใช่ชุดชาวบ้าน แต่เป็นชุดชายรับใช้ในบ้าน จางซื่อเฉียงตกใจอ้าปากค้าง หวังทงรัดเข็มขัดพลางถามไปว่า

“อีกเดี๋ยวจะออกไปข้างนอก โรงตีเหล็กมีข่าวมาแล้วใช่ไหม?”

“เป้ยอันผู้นั้นกล่าวว่าช่างตีเหล็กของเราทำได้ แต่ในเมืองไม่มีพื้นที่สร้างเตาหลอม ทองแดงที่ใช้หลอมปืนใหญ่มีปริมาณไม่น้อย อย่างน้อยก็ต้องสามพันตำลึงเงิน…”

กล่าวถึงตรงนี้ จางซื่อเฉียงก็ลังเลครู่หนึ่ง ตอนนี้เงินทองจำนวนมากขนาดนี้ เขากล่าวออกมาก็ใจเต้นตึกตัก หวังทงหรี่ตามองจางซื่อเฉียง กล่าวเสียงเรียบว่า

“จ่ายไป นี่เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง อย่าได้กลัวเสียเงินเสียทอง กลัวแค่เสียเวลาชักช้าเท่านั้น”

ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ จางซื่อเฉียงก็ถอนหายใจ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็เอ่ยถามว่า

“เฉียวต้าคิดจะถามใต้เท้าว่า ช่างฝรั่งสามคนนั้นพอมีความสามารถบ้าง ปืนใหญ่คงหลอมออกมาได้แน่ บอกว่าทำปืนใหญ่เล็กหนักหนึ่งชั่งก่อน เร็วสุด พวกสามชั่ง หกชั่งนั้นก็ทำได้ แต่ต้องช้าหน่อย พวกปืนใหญ่เก้าชั่ง สิบสองชั่งไม่มั่นใจนัก”

หนึ่งชั่ง สามชั่ง หกชั่ง ตัวเลขพวกนี้ทำหวังทงอึ้งไป จางซื่อเฉียงเห็นสีหน้าหวังทงงง ก็รีบอธิบายว่า

“หนึ่งชั่ง สามชั่งก็คือน้ำหนักกระสุนปืน ราชวงศ์หมิงเราแบ่งปืนเช่นนี้ ว่ากันว่าพวกตะวันตกทางนั้นก็แบ่งเช่นนี้”

บางทีอาจจะบังเอิญ บางทีอาจจะโชคดี หวังทงยังพอมีความรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง ต้องกราบขอบคุณข่าวสารเกี่ยวกับดินปืนในโลกก่อน แต่การแบ่งแปลกประหลาดเช่นนี้ทำเอาเขางงไปเหมือนกัน หนึ่งปอนด์ก็น่าจะราว 900 กรัม 900 กรัมก็ 18 เหลี่ยง หากคิดตามสมัยนี้ หนึ่งชั่งเท่ากับ 16 เหลี่ยง วิธีการแบ่งด้วยชั่งเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับปอนด์เท่าไร

หวังทงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็เอ่ยบอกจางซื่อเฉียงไปว่า

“ทำหกชั่ง ต้องการเงินต้องการคนเท่าไรเจ้าก็ให้ไป ยอมให้สิ้นเปลือง ยังไงก็ต้องทำออกมาให้ได้ กล่าวไว้ก่อนเลยนะว่า ข้าต้องการตรวจสอบปืนใหญ่ด้วย หากปืนกระบอกหนึ่งมีปัญหา ก็จะตัดหัวพวกเขาหัวหนึ่ง เจ้ารีบไปถ่ายทอดคำสั่ง!”

จางซื่อเฉียงรีบออกไปทันที หวังทงหยิบดาบสั้นมัดไว้ที่น่องเรียบร้อย คิดไปคิดมาก็มัดมีดสั้นอีกด้ามไว้ที่แขน เดินมาที่หน้าห้องก่อนจะสวมหมวกฟางผูกให้แน่น ที่เทียนจินมีคนทำมาหากินทางน้ำไม่น้อย พวกที่ชินกับการสวมหมวกฟางบังแดดนอกจากชาวประมงแล้วก็มีชาวบ้านริมฝั่งไม่น้อยที่ทำตามแบบ

หวังทงตอนนี้หากไม่มายืนเพ่งมองตรงหน้า ผู้ใดก็ไม่อาจมองออกว่าเป็นนายกองพันหวังทงแห่งสำนักองครักษ์เสื้อแพร แต่จะคิดว่าเป็นชายหนุ่มรับใช้คนหนึ่ง ในยุคสมัยนี้ นอกจากเคยเห็นกันต่อหน้า ไม่เช่นนั้นก็อาศัยเพียงแค่การแต่งกายไว้แยกแยะว่าผู้ใดเป็นผู้ใด ที่เทียนจินนี้คนที่เคยพบเห็นหวังทงก็น้อยยิ่งกว่าน้อย

เดินออกประตูมา พวกถานเจียงก็เปลี่ยนเป็นชุดชายรับใช้เรียบร้อย หวังทงกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

“ออกประตูหลัง ข้าออกไปก่อน พวกเจ้าไม่ต้องตามติดนัก แยกกันออกไป สามารถมองเห็นข้าได้ก็พอ กลางวันแสกๆ เช่นนี้ มีเรื่องอะไรก็พอจะส่งสัญญาณได้ทัน!”

ทุกคนน้อมกายรับคำพร้อมเพรียง หวังทงก้าวออกไป ถานกงเป็นคนนิสัยร่าเริง พอเห็นหวังทงออกไป ก็หันไปกระซิบกับถานปิงว่า

“นายท่านน้อยของเราแม้ว่ามาจากองครักษ์เสื้อแพร แต่ไม่เหมือนเจ้ากับพี่เจี้ยนที่เคยฝึกมาจากที่ทำการ ทำไมจึงได้ชำนาญเรื่องการสืบความลับเช่นนี้ได้?”

“ไม่งั้นจะให้พวกเราพี่น้องเรียกว่านายท่านได้อย่างไร อย่าโอ้เอ้ รีบตามไปเร็ว…”

พื้นที่ละแวกหอกลองเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดในเมืองเทียนจิน มีร้านค้าตั้งอยู่มากมาย หวังทงปลอมตัวออกมาก็มองเห็นชายหลายคนลอบมองมา แต่ไม่ค่อยสนใจหวังทงนัก ปล่อยให้เขาเดินสวนไป

หวังทงคล้องตระกร้าไม้ไผ่ไว้ที่แขนใบหนึ่ง มองแล้วเหมือนเด็กรับใช้มาซื้อของที่ตลาด พวกคนงานตระกูลใหญ่ถูกใช้ออกมาข้างนอกก็เป็นเรื่องปกติยิ่งกว่าปกติ ผู้ใดก็คงไม่สนใจมากนัก

‘ร้านของชำมงคล’ เป็นร้านของชำร้านใหญ่ มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเครื่องเคลือบชื่อดังจากเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ไปจนเครื่องเรือนไม้ชั้นดี ทุกสิ่งครบครัน คนปกติจึงมาที่นี่กันมากมาย

หวังทงเข้ามาถึงก็เดินไปยังเบื้องหน้าชายที่กำลังดีดลูกคิดอยู่ พร้อมถามอย่างสุภาพว่า

“ขอเรียนถามเถ้าแก่ ‘หอมตรึงจิต’ ที่จวนเราสั่ง มาถึงแล้วหรือยัง”

เถ้าแก่ผู้นั้นเงยหน้าหรี่ตามอง ถามอย่างไม่ใส่ใจนักว่า

“เอาเท่าไร?”

“เงินก้อนจินฮวา[1] 30 ตำลึง”

“มาแล้วๆ อยู่โกดังด้านหลัง ข้าเรียกคนงานไปกับเจ้า!”

………………

[1] ชื่อเรียกก้อนเงินตำลึงชั้นดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!