Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 272

Ong
BC

ตอนที่ 272 ดึงเรื่องไว้ พระประสงค์ขัดได้

“เก็บจากประชา ใช้เพื่อประชา ผิดตรงไหน!”

C

กระแสรับสั่งฮ่องเต้ว่านลี่ไม่ได้รุนแรงนัก หากตรัสจบ ทั้งหอประชุมเหวินเหยียนเก๋อก็เงียบกริบ ทุกคนต่างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน จางจวีเจิ้งรู้สึกสะอึกอยู่ในใจไปชั่วครู่หนึ่งเช่นกัน

ยามนี้ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวว่าฝ่าบาทเสียพระจริยวัตรอีกแล้ว เฝิงเป่าหันไปถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้เบาว่า

“เรื่องนี้เจ้าเป็นคนสอนฝ่าบาทหรือ?”

คนที่เขาถามนั้นคือจางเฉิง หากจางเฉิงกลับตอบพร้อมรอยยิ้มฝืดเฝื่อนว่า

“เฝิงกงกง ข้ารู้หนักเบาดี จะสอนฝ่าบาทให้กล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร จะว่าไป ที่ทรงตรัสมา ข้าเองคิดไม่ได้หรอก!”

ฝ่าบาทตรัสจบก็ทรงประทับนั่งตรง ตอนตรัสอยู่นั้นก็ทรงตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่พอตรัสจบพบว่าบรรดาขุนนางต่างไม่มีท่าทีบีบคั้นเช่นเมื่อครู่อีกแล้ว

บรรดาขุนนางใหญ่ที่ปกติชอบเอ่ยอ้างหลักการต่างพากันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่สนใจว่าตนกำลังอยู่ที่หอประชุม เหวินเหยียนเก๋อ และยังต่อเบื้องพระพักตร์ หากพากันส่งสายตาแสดงความนัยให้กันและกัน

เห็นดังนี้ ในพระทัยของฮ่องเต้น้อยก็ค่อยๆ สงบนิ่งลง ทรงเอนพระวรกายลงพิงที่ประทับ

เก็บจากประชา ใช้เพื่อประชา วาจานี้ไม่มีอันใดผิด จะโต้กลับวาจาที่ไร้ความผิดเช่นนี้อย่างไร และยังเป็นวาจาที่มาจากโอรสสวรรค์อีกด้วย

“ฝ่าบาท บัณฑิตทรงคุณธรรม คนชั่วละโมบโลภมาก แสวงหาผลประโยชน์ไม่หยุด ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องนะพะยะค่ะ!”

“ฝ่าบาท อดีตฮ่องเต้เคยทรงเก็บภาษีเล็กน้อย เป็นธรรมเนียมที่ทรงตั้งไว้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ฝ่าบาท ก่อนสมัยฮ่องเต้ซื่อจงหลายพระองค์ ก็มีการส่งขันทีฝ่ายในออกไปข้างนอกหลายครา ทุกคราล้วนสร้างความแค้นเคืองให้ปวงประชา ก่อเกิดความวุ่นวาย วันนี้หากฝ่าบาททรงดำเนินรอยตามอีก ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของภัยร้าย ขอทรงไตร่ตรองให้รอบคอบพะยะค่ะ!”

“ฝ่าบาท มิควรแย่งชิงประโยชน์ของประชา ท่านจางเก็บภาษีที่นา เปลี่ยนแปลงระบบภาษี คลังหลวงก็เต็มคลังดีแล้ว ไยต้องมาเรียกประโยชน์เล็กน้อยเช่นนี้จากปวงประชา สร้างความแค้นเคืองในหมู่ประชาด้วยเล่า”

เงียบไปครู่หนึ่ง บรรดาขุนนางในห้องต่างก็เสนอความคิดเห็นตนออกมา ไม่สนใจว่าสถานะตนเช่นไร ไม่ว่าเมื่อครู่ได้ทูลอะไรหรือไม่ หากยามนี้ทุกคนต่างออกมาแสดงการคัดค้าน

มีเพียงจางจวีเจิ้งที่เอาแต่เงียบ ฮ่องเต้ว่านลี่ประทับอยู่ตรงนั้น สีพระพักตร์มิได้ทรงกริ้วหรือไม่พอพระทัยเช่นเมื่อครู่ หากเต็มไปด้วยรอยแย้มสรวล

รอยแย้มสรวลมิใช่เพื่อแสร้งแสดงท่าทีสงบนิ่งเหมือนเมื่อครู่ และก็มิใช่ประชดประชัน แต่เป็นรอยแย้มสรวลด้วยความมั่นพระทัย บรรดาขุนนางต่างออกมากราบทูลเหตุผลต่างๆ ใช่ว่าธรรมเนียมที่อดีตฮ่องเต้แต่ละพระองค์กำหนดไว้จะเป็นเหตุผลเสมอไป ไม่ใช่หลักการปราชญ์เมธีที่ไม่อาจโต้ได้เสียหน่อย เป็นสิ่งที่ไม่อาจยืนหยัดให้หนักแน่นได้

สิ่งที่หวังทงเขียนมาในจดหมายมีประโยชน์จริง เหตุผลแต่ละข้อที่ว่ามานี้ ทำให้บรรดาขุนนางต่างต้องเงียบลง ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงคิดคำนึงถึงเรื่องเงินทองตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ตั้งแต่ทรงจำความได้ก็ได้ยินพระบิดาของพระองค์กับบรรดาขุนนางถกเรื่องนี้กันอย่างหนักด้วยความห่วงใยบ้านเมือง

รอบด้านต้องใช้เงินทองมากมาย ท้องพระคลังก็มีน้อยเกินไป นำเข้าไม่พอจ่ายออก แต่ละปีล้วนใช้เกลี้ยงคลัง วาจาพวกนี้แม้วันที่ทรงขึ้นครองราชย์ เสด็จไปเข้าเฝ้าไทเฮาทั้งสองพระองค์ ก็มักได้ยินไทเฮาทั้งสองตรัสถึงเรื่องท้องพระคลังแห้งขอด และมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งที่เป็นพระอาจารย์ของพระองค์ก็เป็นกังวลในเรื่องหาเงินมาเติมท้องพระคลังทุกวัน จึงย่อมได้รับอิทธิพลมาไม่น้อย อบรมให้ฮ่องเต้ทรงมีนิสัยเห็นแก่เงินทองเป็นหลัก

ที่หวังทงว่ามานั้นก็มีแต่เรื่องว่าจะหาเงินอย่างไร จะใช้วิธีถูกต้องอย่างไรให้ได้เงินประชามา นี่เป็นเหตุที่ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงเชื่อหวังทงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากทั้งสองได้ส่งสารถึงกัน เรื่องสัพเพเหระเริ่มน้อยลง ต่างเริ่มจริงจังกันอย่างไม่รู้ตัว หวังทงเล่าเรื่องที่ได้กระทำที่เทียนจิน ฮ่องเต้ว่านลี่ทอดพระเนตรแล้วก็รู้สึกสนุก มักจะสอบถามต่อว่าเหตุใดหวังทงจึงทำเช่นนั้น ทำเช่นนั้นเพื่ออะไร

ประโยชน์ของป้ายสงบสุขนี้หวังทงได้อธิบายอย่างเป็นระบบมาในจดหมายช่วงนี้ครั้งหนึ่ง เมื่อก่อนจางจวีเจิ้งคอยให้การศึกษา แนวคิดของฮ่องเต้ว่านลี่ก็จะทรงจดจ่ออยู่กับที่นา คิดว่าภาษีที่ราชสำนักได้มาควรจะมาจากที่นาและการค้าเกลือ หวังทงนำเสนอป้ายสงบสุขเช่นนี้ ถือเป็นการเบิกทางอีกทางให้ฮ่องเต้น้อย ที่แท้ใต้หล้ายังมีอ่างล้ำค่าเช่นนี้ด้วย วางอยู่เบื้องหน้ามานาน กลับไม่มีผู้ใดแตะต้อง

คำว่า เก็บจากประชา ใช้เพื่อประชา เหตุผลจากการสร้างกำแพงเมืองและสร้างกองทัพก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวังทงเล่ามาในจดหมาย ตอนนั้นอ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเหตุผลที่ไม่อาจโต้แย้งได้ หยิบยกมากล่าวในที่ประชุมนี้ได้ผลตามคาด

บรรดาขุนนางต่างออกหน้ากราบทูลกันอย่างดุเดือด แต่ไม่อาจโน้มน้าวพระทัยฮ่องเต้ว่านลี่ได้ ถึงกับไม่มีวิธีโน้มน้าวใจตนเองได้เช่นกัน รอยแย้มสรวลบนพระพักตร์ฮ่องเต้ว่านลี่ยิ่งมากขึ้น

“ฝ่าบาทตรัสได้มีเหตุผล แต่ป้ายสงบสุขนี้อย่างไรก็เป็นเรื่องใหม่ ดำเนินการได้ในเมืองหลวงเท่านั้น ในเมืองหลวงยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังไม่มีระเบียบปฏิบัติชัดเจน กระหม่อมคิดว่า มิสู้ให้คณะเสนาบดีใหญ่กับกรมอากรและบรรดาหน่วยงานต่างๆ ได้ปรึกษาหารือกันก่อน คิดวิธีการแล้วค่อยดำเนินการดีหรือไม่?”

จางจวีเจิ้งที่เอาแต่เงียบมานานกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ฮ่องเต้ว่านลี่รู้สึกผ่อนคลายลง บรรดาขุนนางต่างพากันนิ่งอึ้งไป ในใจพากันคิดว่าเหตุใดท่านจางจึงรับปากเช่นนั้นได้

แต่บรรดาพวกรู้งานรู้งานฉับไวต่างก็เข้าใจได้ในทันที เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยและเสนาบดีกรมอากร หม่าจื้อเฉียงต่างรับคำขึ้นพร้อมกันว่า

“ฝ่าบาท ท่านจางกล่าวมานั้นมีเหตุผล ทุกเรื่องล้วนมีขั้นมีตอน การนำระบบป้ายสงบสุขไปใช้ที่เทียนจินนั้นเป็นเรื่องใหญ่ หลังจากคณะเสนาบดีและกรมอากรหารือกันแล้ว ค่อยดำเนินการก็ไม่สาย”

จากเมื่อครู่ที่ทุกคนคัดค้าน มาถึงบัดนี้ที่จางจวีเจิ้งกับบรรดาขุนนางคนสำคัญรับคำพร้อมกัน สถานการณ์เริ่มพลิกกลับ ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงรู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเต็มที ราวกับว่าได้หยุดพักหลังจากออกกำลังกายมาอย่างหนัก

ได้เห็นบรรดาขุนนางคนสำคัญตัดสินเช่นนี้ ทุกคนก็มองกันแล้วก็ออกมารับคำ ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงพยักพระพักตร์ ตรัสด้วยสุรเสียงดังกังวานว่า

“เรื่องนี้ตัดสินเช่นนี้แล้วกัน คณะเสนาบดีกับกรมอากรหารือกันเสร็จแล้วก็รีบลงชาดอนุมัติละกัน!”

จางจวีเจิ้งนำบรรดาขุนนางน้อมกายลงถวายคำนับ ทูลพร้อมเพรียงกันว่า

“ทรงพระปรีชายิ่งแล้ว!”

วันนี้การประชุมที่หอเหวินเหยียนเก๋อ ฮ่องเต้ว่านลี่พระองค์เดียวไม่เพียงแต่ทรงปกป้องหวังทงจากการโจมตี แต่ยังทรงผลักดันการดำเนินงานของป้ายสงบสุขในตอนนี้ไปด้วย ดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่บรรดาขุนนางหกกรมและคณะเสนาบดีใหญ่ทำตามพระบัญชา มิใช่การดำเนินการที่เป็นไปตามคำของจางจวีเจิ้ง

ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมพระอารมณ์ที่กำลังตื่นเต้นในยามนี้ ทรงทำเป็นนิ่งเฉยตรัสว่า

“วันนี้พูดไปเยอะแล้ว เลิกประชุมเถิด ขุนนางทุกท่านกลับไปเร่งงานที่คุยกันในวันนี้ให้เรียบร้อย!”

จางจวีเจิ้งกับบรรดาขุนนางต่างก็ไม่มีอะไรจะกล่าวอีก ได้แต่ก้มกายลงถวายคำนับและออกไปเท่านั้น ท่าทางของฮ่องเต้ว่านลี่ล้วนอยู่ในสายตาของทุกคน

เฝิงเป่าและจางเฉิงก็สบตากัน ก่อนจะส่ายหน้าขึ้นพร้อมกัน สีหน้าเฝิงเป่าไม่แสดงความรู้สึกอันใด สีหน้าจางเฉิงกลับเผยรอยยิ้มฝืดเฝื่อนไม่รู้จะทำเช่นไร

หลังเลิกประชุม ทุกคนต่างมีสิ่งติดค้างในใจ แต่ก็ขี่ม้านั่งเกี้ยวแยกกันไป เจ้ากรมตรวจสอบฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาทั้งสองคนจากสำนักตรวจสอบปกติก็แก่งแย่งอำนาจผลประโยชน์กันไม่น้อย แต่วันนี้กลับร่วมมือกันสู้กับฮ่องเต้ในที่ประชุม พอโดนพร้อมกันก็พร้อมใจกันเป็นหนึ่งร่วมต่อสู้กับศัตรูคนเดียวกัน

เสิ่นปิ่งเฟิงอาจเพราะโขกศีรษะแรงไป สมองเลยเลอะเลือน พอออกมาก็รีบวิ่งตามเกี้ยวของหลี่ว์กวงหมิงไปกระซิบเบาๆ ว่า

“พี่กวงหมิง ใต้เท้าทุกท่านไยจึงได้ยอมรับเรื่องเช่นนี้ไว้ หรือไม่รู้ว่าเรื่องนี้แพร่ออกไปจะเกิดผลเช่นไร ปีนั้นที่ไห่กังเฟิงแค่แตะต้องที่นาของใต้เท้าสวี ก็ถูกปลด…”

หลี่ว์กวงหมิงจ้องหน้าเสิ่นปิ่งเฟิงด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่ยิ้มกล่าวว่า

“ใต้เท้าเสิ่น เลอะเลือนจริงหรือแสร้งเลอะเลือน คณะเสนาบดีใหญ่ปรึกษากัน ปรึกษานานเท่าใดไม่ได้ระบุนี่”

กล่าวจบก็ขึ้นเกี้ยวจากไป เสิ่นปิ่งเฟิงยืนตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจได้ในบัดดล ส่งเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อย หันกายจากไป วงการราชการมีกลเม็ดหนึ่งที่เรียกว่า ดึงเรื่อง แค่ชี้นำเล็กน้อย เสิ่นปิ่งเฟิงก็เข้าใจแทบจะในทันที

*********

“ฝ่าบาท ทรงเสวยพระสุธารสพักผ่อนพระวรกายก่อน รออีกสักครู่ค่อยเสด็จไปเสวยที่ตำหนักจงจี๋เตี้ยน หากฉลองพระองค์ไม่เรียบร้อย ท่านจางจะตำหนิเอาได้นะพะยะค่ะ”

ที่ลานหน้าห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงถือไม้พลองยาวอยู่ในพระหัตถ์ แทงจู่โจมไม่หยุด เป็นสิ่งที่ทรงเรียนมาจากลานฝึกหู่เวย สีพระพักตร์แดงเข้ม หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ

จางเฉิงมองอยู่ เจ้าจินเลี่ยงพยายามยกกะละมังและผ้าซับพระพักตร์เดินเข้ามาอย่างเต็มกำลัง ได้ยินคำกราบทูลของจางเฉิง ฮ่องเต้ว่านลี่ก็วางไม้พลองลง ตรัสด้วยความตื่นเต้นว่า

“จางปั้นปั้น วันนี้เราได้ช่วยหวังทงเอาไว้ ช่วยให้เขาได้งานป้ายสงบสุขมา รออีกครู่จะส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าว เขาย่อมต้องดีใจเป็นแน่”

ไม่ว่าในใจคิดเช่นไร แต่ยามนี้ก็ต้องยิ้มตามไปก่อน ฮ่องเต้ว่านลี่หยุดลงก่อนจะซับเหงื่อให้แห้ง จางเฉิงปรนนิบัติเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดสำหรับในวังทั่วไป ก่อนจะนำเสด็จไปตำหนักจงจี๋เตี้ยน กลางวันนี้ในวังจัดงานเลี้ยง ฮ่องเต้ว่านลี่ยังต้องได้พบกับจางจวีเจิ้งอีก

งานเลี้ยงเช่นนี้ต้องให้เฝิงเป่าเป็นคนตามเสด็จ จางเฉิงไม่ต้องไป พอออกจากลานห้องทรงอักษร เฝิงเป่าก็มารออยู่หน้าประตูแล้ว

จางเฉิงส่งฮ่องเต้ว่านลี่ไปแล้วก็เรียกแคร่หามมา ขันทีสองสามคนแบกแคร่หามพาเขาไปยังประตูข้างด้านทิศใต้

เมื่อก่อนพื้นที่บริเวณนี้ในวังหลวงถือเป็นตำแหน่งที่ตั้งลำดับรอง หากตั้งแต่มีหอเลิศรสมา ประตูข้างด้านทิศใต้ที่เข้าออกสะดวกจึงเป็นพื้นที่คึกคักขึ้นมา

บรรดาขันทีระดับสูงในวัง ยามว่างก็อยากไปเดินเล่นหาอะไรกินที่หอเลิศรส พากันมีที่พักของตนในบริเวณนี้

จางเฉิงลงจากแคร่หาม ให้ขันทีน้อยที่ติดตามมาด้วยกลับไป เดินเลี้ยวไปวนมาจนมาถึงเรือนที่ตั้งอยู่ในที่ลับตาห่างไกลเรือนหนึ่ง ไม่กล่าวอันใดก็ผลักประตูเข้าไป

เรือนด้านนอกดูแล้วทรุดโทรม ยังคิดว่าเป็นสถานที่สำหรับขันทีชราผู้ใดสักผู้หนึ่งไว้พักยามชราภาพรอความตาย พอเข้าไปกลับพบว่าสะอาดสอ้านยิ่งนัก ลานบ้านมีขันทีน้อยผู้หนึ่งนั่งเหม่อลอยอยู่ พอเห็นจางเฉิงเข้ามา ก็ตกใจยิ่ง กำลังจะเข้าไปคำนับ จางเฉิงก็โบกมืออย่างรำคาญ นำตนก้าวเข้าไปเอง

กำแพงในห้องทั้งสี่ทิศล้วนเป็นชั้นวางหนังสือ มีโต๊ะห้าตัววางอยู่ ขันทีสิบกว่าคนกำลังอ่านเอกสารอยู่ พอเห็นจางเฉิงก็ลุกขึ้นคำนับ จางเฉิงยกมือแสดงท่ากดลงเพื่อบอกว่าไม่ต้อง กล่าวนิ่งเรียบว่า

“โจวอี้ เจ้ามานี่”

โจวอี้ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะก็รับคำเดินตามออกไปเงียบๆ พอออกไปถึงด้านนอก จางเฉิงก็เอ่ยขึ้นว่า

“สำนักรักษาความสงบนี้ เจ้ารีบไปติดต่อกับหลี่ว์วั่นไฉและหลี่เหวินหย่วน เงินที่ได้จากป้ายสงบสุขทั้งที่เก็บได้และจ่ายออกไปให้เริ่มจดบัญชีให้เรียบร้อย ไม่อาจปล่อยให้มีผิดพลาดแม้เพียงอีแปะ ให้พวกเขาสองคนสั่งการลงไป ร้านค้าที่แขวนป้ายทุกร้านก็ต้องส่งคนไปบอกว่า…”

จางเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า

“บอกไปว่า วันหน้ายังอีกยาวไกล ทุกคนอย่าได้ลืมวันหน้าเพราะเหตุเบื้องหน้านี้”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!