Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 277

Ong
BC

ตอนที่ 277 เจ้ายังคิดสงบสุข

เถ้าแก่หลี่หยางแห่งร้านศิลป์ดังใจวันนี้ได้ใจอย่างยิ่ง ได้โต้กลับพลหทารองครักษ์เสื้อแพรที่มาเก็บเงินกลับไป เมื่อครู่ยังได้ยินมาว่า ร้านจิ้นเหอก็ออกหน้าลงมือกับบรรดาเจ้าหน้าที่ที่มาเก็บเงินกับไปด้วยความโกรธแค้น นี่มิใช่ว่าร่วมมือผดุงธรรมกันทั้งเมืองหรอกหรือ

C

ตั้งแต่รัชสมัยเซวียนเต๋อเป็นต้นมา หากพวกบัณฑิตร่ำเรียนตำราปะทะกับขันทีและขุนนางบู๊ได้หน้าได้ตา คนต้นเรื่องก็จะมีชื่อเสียงดัง หรือว่าตนเองจะมีโอกาสดีเช่นนี้บ้าง

ยิ่งคิดก็ยิ่งฮึกเหิม อดไม่ได้ที่จะเข้าห้องหนังสือไปเขียนระบายสักหน่อย พวกบัณฑิตหากไม่อาจร่ายกลอนไม่อาจเขียนบทความ ก็จะเขียนบันทึก จากนั้นก็ออกเงินพิมพ์ เป็นวิธีการฝากชื่อจารึกไว้วิธีหนึ่ง

หลี่หยางตั้งชื่อตนเองว่าหยางหลิ่วแดนไกลเขียนบันทึกเรื่อง “บันทึกหยางหลิ่วแดนไกล เลือกใช้คำพูดกล่าวหาว่าหวังทงนำกำลังเข้าเมือง กองกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ ประชาไร้ความสงบสุข ประชาบนถนนทุกสายต่าโกรธแค้นไม่กล้าเอ่ย วันนี้ตนเองเป็นกระบอกเสียงแรก นำพาคุณธรรมให้บังเกิด…

ขณะกำลังเขียนว่าชาวประชาในเมืองต่างให้กำลังใจ ก็ได้ยินเสียงดังเอะอะมาจากหน้าร้าน ดังเข้ามาในห้องหนังสือ คนนงานคนหนึ่งวิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามา

“นายท่าน แย่แล้ว องครักษ์เสื้อแพรมาถึงหน้าประตูแล้ว!!”

“อะไรนะ!! พวกมันยังกล้ามารังแกอีกหรือ นี่มันมีกฎหมายอยู่ไหมนี่ นี่มันมีเหตุมีผลอยู่ไหมนี่!!”

หลี่หยางผุดลุกขึ้นยืนถาม ตามมาด้วยผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พวกบัณฑิตพวกนี้ปากก็พร่ำแต่เรื่องดีงาม หากต้องเจอกับของจริงก็มักจะขลาดกลัว

แต่ก็แค่ของในร้านตนถูกทำลาย ความเสียหายก็แค่เงินทองของคน แม้ว่าหวาดกลัวก็ต้องออกไปดู หลี่หยางสั่งคนงานตนเองว่า

“รีบไปร้องทุกข์ที่ใต้เท้ากาวเร็ว!!”

“เหตุใดจึงกล้าเหิมเกริมกันกลางวันแสกๆ ยังมีกฎหมายกันอยู่อีกหรือไม่!”

หลี่หยางเห็นสภาพเละเทะตรงหน้า ทั้งเจ็บปวดทั้งโกรธแค้น ชี้ไปทางชายร่างเตี้ยถามด้วยความโมโห ชายร่างเตี้ยผู้นั้นก็คือซุนต้าไห่ โดดลงมาจากโต๊ะเก็บเงิน ถามเสียงเย็นว่า

“ป้ายสงบสุขรับรองความสงบสุข เจ้าไม่แขวนป้าย ย่อมไร้ความสงบสุข!!”

“เหลวไหลสิ้นดี ป้ายสงบสุขนี่มันธรรมเนียมอะไรกัน หรือเจ้าไม่รู้ว่า ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักต่างบอกว่าไม่มีธรรมเนียมป้ายสงบสุขนี่….”

กล่าวยังไม่ทันจบ ซุนต้าไห่ก็ก้าวเข้ามาตบหน้าอย่างแรงไปทีหนึ่ง แก้มของหลี่หยางบวมช้ำไปซีกหนึ่ง หลี่หยางถอยหลังไปสองสามก้าว กุมใบหน้าทั้งตกใจและโมโหกล่าวว่า

“ข้ากับใต้เท้ากาว ใต้เท้าฟานสนิทกัน เจ้ากล้าเหิมเกริมเช่นนี้ ระวังข้าจะฟ้องเจ้า!!”

กล่าวจบ ซุนต้าไห่ที่อดทนรำคาญไม่ไหวก็ชักดาบปักวสันต์ออกมาพาดไปที่คอเขาทันที คำรามเสียงหยาบคายว่า

“เจ้าถามว่าป้ายสงบสุขนี่ธรรมเนียมอะไร ข้าจะบอกเจ้าให้ว่า ธรรมเนียมขององครักษ์เสื้อแพรเทียนจินไง ธรรมเนียมของนายกองพันเราไง!!”

ที่ว่ากระดูกแข็งก็ไม่อาจเท่าคมอาวุธ พอรู้สึกว่าคอเย็นวาบ ความกล้าของหลี่หยางที่มีอยู่ก็มลายหายไปสิ้น ขาก็อ่อน เข่าอ่อนลงทันที ปากก็เอาแต่กล่าวไม่เป็นภาษา เสียงสั่นขึ้นว่า

“เป็น…เป็นข้าน้อยที่ผิด ไม่รู้จักธรรมเนียม ขอใต้เท้าโปรดเอาดาบออกก่อน ข้าน้อยจะจ่ายเงินเดี๋ยวนี้เลย จะแขวนป้ายตอนนี้เลย”

ผู้ที่หักหน้าหังต้าเฉียวกลับไปก็คือบัณฑิตไร้สามารถผู้นี้ ซุนต้าไหถ่มน้ำลายด้วยความดูแคลน ด่าว่า

“ป้ายนี้เจ้าคิดจะแขวนก็แขวน คิดจะทิ้งก็ทิ้งงั้นหรือ จ่ายเงินค่าป้ายมาหนึ่งร้อยตำลึง ค่าสงบสุขเพิ่มอีกเท่าหนึ่ง ไม่งั้นก็ไม่ต้องเปิดร้านต่อ เจ้าก็ต้องไสหัวออกจากเมืองเทียนจินนี่ไปด้วย”

ดาบพาดอยู่ที่คอ ไหนเลยจะให้เขาต่อรองได้ แม้ว่าหลายเท่า แต่ยังไม่ถึงขึ้นเจ็บตัว หลี่หยางก็รับคำขึ้นทันที ซุนต้าไห่เก็บดาบเข้าฝัก ตวาดเสียงดังว่า

“เงินก่อนฟ้ามืดต้องส่งไป ไม่งั้นก็ไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว!”

กล่าวจบก็นำคนจากไป พอออกไป เถ้าแก่สองร้านข้างๆ ก็พากันออกมารอด้วยรอยยิ้ม พอเห็นซุนต้าไห่ออกมาก็รีบเข้ากล่าวว่า

“ใต้เท้า เมื่อครู่ใต้เท้าหังรีบร้อนจากไป พวกเราสองร้านจะจ่ายเงินก็ตามไม่ทัน กำลังจะไปที่ทำการก็พอดีใต้เท้ามา”

ขณะที่กล่าว ก็ประคองเงินด้วยสองมือมอบให้ซุนต้าไห่ ซุนต้าไห่มองก็ไม่มอง ยกมือขึ้นปัดทิ้ง ตวาดว่า

“ตอนควรจ่ายไม่จ่าย ตอนนี้มาจ่ายสายไปแล้ว เดือนนี้เพิ่มอีกเท่าหนึ่ง ก่อนฟ้าสางนำไปมอบให้ข้าที่ที่ทำการ”

เถ้าแก่สองร้านสบตากัน รีบก้มกายคำนับรับคำด้วยรอยยิ้ม ในเวลานั้นก็มีกองกำลังทหารราบวิ่งเข้าไปในที่ทำการองครักษ์เสื้อแพร

ซุนต้าไห่รีบนำคนตามไป เถ้าแก่ทั้งสองพอเห็นซุนต้าไห่จากไปก็เงยหน้าขึ้น มีคนหนึ่งเดินไปที่หน้าประตูร้านศิลป์ดังใจ ด่าคนข้างในเสียงดังว่า

“จ่ายเงินค่าสงบสุขแค่นี้ก็ทำการค้าสงบสุข เรื่องเล็กแค่นี้บัณฑิตหลี่ท่านจะไปโต้แย้งทำไมกัน ตอนนี้ก่อเรื่องใหญ่แล้ว พาพวกเราทุกคนซวยไปด้วย บัดซบจริงๆ เลย!!”

เมื่อครู่ที่หัวเราะเยาะก็คือพวกเขา ตอนนี้ที่ด่าทอยกใหญ่ก็คือพวกเขา หลี่หยางก้มหน้าคอตกคุกเข่าอยู่กับพื้น ไหนเลยจะมีใจไปต่อปากต่อคำ

********

“เมื่อครู่เชิญท่านหมอมา บอกว่าพี่น้องสี่คนกระดูกหัก บาดแผลช้ำในไม่น้อย คาดว่าครึ่งปีฟื้นตัวได้ก็ไม่เลวแล้ว”

หวังทงขี่ม้าอยู่มองไปยังกองกำลังที่ทยอยกันออกมาเรียงแถวเบื้องหน้าตน จางซื่อเฉียงด้านข้างรายงานเสียงนิ่งเรียบ

อาการบาดเจ็บเช่นนี้ในโลกสมัยนี้ หากไม่มีแพทย์รักษาอาจเสียชีวิตได้ สีหน้าหวังทงดำคล้ำพยักหน้าอยู่บนหลังม้า ถามเสียงดังขึ้นว่า

“ถานปิง คนมาครบแล้วหรือยัง!?”

“เรียนใต้เท้า สามค่ายในเมือง 600 นายรายงานตัวครบแล้วขอรับ!!”

“ถานหั่วนำคนไปเอาของแล้วยัง!”

“เรียนใต้เท้า ไปแล้วขอรับ!”

หวังทงขี่ม้าขึ้นหน้าไปสองสามก้าวก็ตะโกนเสียงดังขึ้นว่า

“วันนี้คนของกองพันเราออกไปเก็บเงินโดนรุมทำร้ายมา เงินค่าป้ายสงบสุขเก็บมาไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาใช้จ่าย หากเพื่อเป็นค่าอาวุธ ค่าเสื้อเกราะและปกติกินใช้กันของพวกเราทุกคน คนของเราโดนรุมทำร้าย ก็คือเจ้าพนักงานโดนรุมทำร้าย เท่ากับก่อการร้าย ทุกคนตามข้าไปปราบปรามความวุ่นวาย!!”

คนเบื้องหน้าต่างรับคำกับเสียงดัง หวังทงกระตุกเชือกม้าเดินไปเบื้องหน้า หม่าซานเปียวกำลังนำฝึกกำลังพลอยู่ที่ค่ายใหม่ ผู้ที่ขี่ม้าตามหวังทงวันนี้นำโดยถานเจี้ยน

คูน้ำไม่กว้าง เส้นทางที่เดินไปร้านจิ้นเหอใช้เวลาไม่นานนัก ไปมาเร็วมาก คนที่มุงดูเรื่องสนุกกันเมื่อครู่ยังไม่ได้จากไปไหนสักเท่าไร

“สลายกลุ่มชุมนุม จัดถนนให้เงียบ!!”

หวังทงออกคำสั่ง ถานเจี้ยนยกมือขึ้นนำกำลังพลม้าสามสิบกว่านายบุกขึ้นหน้า ขี่ม้าถือไม้พลองและแส้ตวัดกวัดแกว่งฟาดไปมา

พวกคนว่างงานที่เดิมพากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน คิดไม่ถึงว่าอยู่ๆ ก็มีกองกำลังมาไล่ตีผู้คน คนส่วนใหญ่ไม่ทันได้ตั้งตัว ตามหน้าและลำตัวโดนฟาดไปหลายแห่ง ส่งเสียงร้องเรียกบิดามารดากันระงม ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหนดี

กลับเป็นคนของร้านจิ้นเหอที่ปฏิกิริยาฉับไว พากันยกแผ่นไม้มาปิดประตูกันมือไม้เป็นระวิง

ทางนั้นเพิ่งจัดการถนนเงียบสงบ กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรของหวังทงก็บุกเข้ามา หน้าประตูร้านจิ้นเหอสามารถยืนรองรับกลุ่มคนที่ลงมือรุมทำร้ายหลายสิบคนได้ก็นับว่ากว้างมากพอแล้ว ยามนี้กลับกลายเป็นที่รองรับกองกำลังพลค่ายครึ่ง พลทหารที่เหลือก็ได้แต่หาที่แทรกตัวตามช่องว่างบนท้องถนน

แผ่นไม้ประตูร้านเช่นนี้จะต้านทานกำลังทหารได้อย่างไร พลทหารเบื้องหน้ากำลังอยากบุกเข้ามาอย่างฮึกเหิม หากหวังทงกลับไม่ออกคำสั่ง

ได้ยินเสียงด้านหลังแผ่นประตูกำลังวุ่นวายกันยกใหญ่ บางทีอาจกำลังหาอะไรมายันไว้อยู่ แต่นั่นจะมีประโยชน์อันใด กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรจัดขบวนแถวเสร็จ ก็มีคนยืนขึ้นบนกำแพง ดูจากการแต่งกายด้วยชุดสั้นแล้วน่าจะเป็นผู้คุ้มกันร้าน กำลังตะโกนดังอยู่ตรงนั้นว่า

“ใต้เท้าหวัง ท่านนำกำลังทหารมาที่นี่คิดจะทำการใด หรือคิดจะปล้นสินค้าร้านจิ้นเหอของเรากลางวันแสกๆ บอกใต้เท้าไว้ก่อนว่า ร้านเราได้ส่งคนไปแจ้งใต้เท้าฟานกับขุนพลหลี่แล้ว ไม่นานกองกำลังทางการก็จะมาถึง ป้ายสงบสุขเก็บเงินพวกนั้นเดิมก็ไม่มีธรรมเนียมรองรับ ใต้เท้าอย่าได้ป่าเถื่อน หาเรารายงานไปที่เมืองหลวง…”

“ถานกง ยิงมันลงมา!”

หวังทงสั่งน้ำเสียงเยียบเย็น ถานกงข้างๆ ก็ยกคันธนูขึ้นเล็ง พอยิงออกไป คนส่งเสียงตะโกนก็ร่วงหล่นจากหลังคาลงมาทันที

ได้ยินความวุ่นวายกันภายในร้านจิ้นเหอ หากยังคงไม่ยอมเปิดประตู

หวังทงกลับไม่ส่งคนเข้าไปพังประตู หยุดม้ารออยู่ตรงนั้น พลทหารด้านหลังก็ยังคงยืนแถวกันอยู่ในอาการสงบนิ่ง คนมุงทั้งหลายแม้ว่าถูกสลายไปแล้ว แต่ก็ยังอยากมุงดูกันต่อ ก็เริ่มล้อมวงเข้ามาจากที่ไกลๆ พวกเขามองไม่เห็นคนบนกำแพงถูกยิงร่วงลงไป

เห็นแต่พลทหารองครักษ์เสื้อแพรที่มากันอย่างฮึกเหิม หากไม่ลงมือ ได้แต่ยืนเรียงแถวอยู่หน้าร้านอย่างสงบนิ่ง ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ทุกคนมองกันอย่างตื่นเต้น

แต่ผ่านไปสักครู่หนึ่ง พลทหารองครักษ์เสื้อแพรก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อน ทุกคนอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ พวกคนมุงจำภาพความยิ่งใหญ่ที่รุมทำร้ายองครักษ์เสื้อแพรหน้าประตูเมื่อครู่ได้ อดไม่ได้ที่จะตะโกนร้องเสียงเชียร์ดังมาจากด้านนอก

หวังทงบนหลังม้า ได้แต่ค่อยๆ บรรจงจัดการเตรียมปืนไฟในมือ ได้ยินเสียงดังมาจากสองทิศทางก็สั่งการไปด้วยเสียงนิ่งเรียบว่า

“จับพวกที่มามุงดูเรื่องสนุกกันให้หมด พลทหารหน้าประตูไม่ต้องขยับ ให้สองข้างออกไปจัดการ!!”

สั่งการลงไป เดิมเสียงเอะอะด้านนอกก็ทำให้พลทหารองครักษ์เสื้อแพรเริ่มไม่พอใจกันอยู่แล้ว จึงพากันกรูกันออกไปทันที คนบนถนนมีมาก องครักษ์เสื้อแพรอยู่ๆ กรูกันออกมา ชั่วเวลาอันสั้นไม่อาจวิ่งหนีได้ทัน ใช้ทวนยาวในมือเป็นไม้กระบองยาว ฟาดกระหน่ำไปบนใบหน้าและศีรษะ บรรดาคนมุงล้วนถูกตีล้มลงกับพื้น

เสียงร้องเรียกบิดามารดาดังขึ้นระลอกหนึ่ง จากนั้นก็เงียบกริบ จากร้านจิ้นเหอก็มองเห็นสภาพด้านนอกเช่นนี้ ไม่นานก็มีคนหนึ่งโผล่หน้าครึ่งท่อนขึ้นมาริมกำแพง ตะโกนเสียงดังว่า

“ใต้เท้าหวัง อาจมีเรื่องเข้าใจผิด เถ้าแก่เราอยู่เมืองหลวง…”

หวังงยกมือชี้ไป ถานกงด้านข้างก็ยิงไปอีกดอก ได้ยินแต่เสียงร้องดังโหยหวน ด้านในชุลมุนวุ่นวายกันอีกระลอก จากนั้นก็เงียบลง

ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าม้าวิ่งมา เป็นถานหั่วขี่ม้ามาถึง ตะโกนดังขึ้นว่า

“นายท่าน ปืนใหญ่มาแล้ว!!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!