ตอนที่ 293 ทุกอย่างปกติดี
วันที่ 3 เดือนแปด อากาศร้อนที่สุดกำลังจะผ่านพ้นไป มีลมเย็นพัดมาจากทะเลแต่เช้า
ตั้งแต่ฟ้าสางมาจนเที่ยงวัน จากความสงบกลับมาสู่ความวุ่นวาย นอกเมืองในเมืองล้วนเป็นปกติดี ท่าเรือทำงานกันคึกคัก เรือบนคลองส่งน้ำแล่นเข้าออกเป็นปกติ
ท่าเรือที่คลองส่งน้ำ เดิมวันนี้จะมีเรือลาดตะเวนสีแดงออกมาตรวจสอบสินค้า ว่านเต้ากงกงไม่รู้ทำไมจึงไม่ส่งคนออกมาเก็บเงิน
เรือสิบกว่าลำที่เทียบท่าก็ไม่ออกเดินทาง ภารกิจตรวจนับสินค้าใกล้จะเสร็จแล้ว ซุนต้าไห่พาพลทหารที่ว่ายน้ำเป็นไปดำลงไปตรวจสอบเรือลำที่จมลง
สินค้าบนเรือนั้นทำให้คนคาดไม่ถึง นอกจากลังไม้สิบกว่าใบที่น้ำทะลักเข้าไปทำลายยาหางวัวด้านในแล้ว นอกนั้นก็ล้วนเป็นหนังกวาง
ลูกเรือทุกคนล้วนถูกจับ ทุกคนต่างได้ลิ้มลองประสบการณ์โดนถล่มด้วยปืนใหญ่กันมา ย่อมเชื่อฟังอย่างยิ่ง พอถามก็รู้ทันทีว่าเหตุใดจึงส่งสินค้าสองอย่างนี้
ยาหางวัวในสมัยราชวงศ์หมิงแค่ชุดละ 50 อีแปะ แต่พอส่งถึงประเทศวัวได้ก็จะได้ถึงสี่ร้อยอีแปะ มียาหลายอย่างที่มีเฉพาะบนแผ่นดินหมิง เป็นตัวยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคระบาดวัวและม้า
ยานี้ในราชวงศ์หมิงราคาถูกมาก ขายให้ชาวบ้านประเทศวัวก็จะได้กำไรถล่มทลาย หากไม่หนี จ่ายภาษีเสร็จหวังทงก็คงขี้เกียจสนใจว่าพวกเขาจะไปไหนกัน
หนังกวางผืนหนึ่งมีค่าเพียงสองตำลึงเงิน แต่พอขายไปที่ประเทศวัวได้ก็จะได้ถึงหนึ่งตำลึงทอง กำไรเช่นนี้ช่างน่าตกใจ คนซื้อจะเป็นพวกไดเมียว หรือซามูไรในสังกัด เพราะว่าหนังกวางเป็นวัสดุสำคัญในการทำเสื้อเกราะ กวางประเทศวัวถูกล่าไปจนเหลือน้อยเต็มทน
ทำการค้ากับพวกไดเมียวและซามูไรในสังกัดนับว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับประเทศวัว มิน่าพวกเขาจึงต้องหนี
**********
เมื่อวานหลังจากหวังทงล้อมสำนักอาวุธปืนไฟไว้ ผลการตรวจค้นพื้นที่ยังไม่ทันออกมาก็บอกกับทุกคนในสำนักอาวุธปืนไฟว่า ความผิดทั้งหมดล้วนเป็นหลูกงกงกับพรรคพวกกระทำ ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับทุกคน แต่ยังต้องห้ามเข้าออก ขอให้ทุกคนทำงานกันไปตามปกติ รอให้คดีกระจ่างเสียก่อน
สำนักอาวุธปืนเดิมก็ไม่ได้ปล่อยให้เข้าออกอิสระนัก ที่พักของคนงานก็อยู่ภายในกำแพง ไม่มีที่ไหนจะไปเช่นกัน นับประสาอันใดกับการที่หวังทงยังส่งต่างชาติสามคนนั้นและคนงานเดิมที่นี่กลับมาใหม่ ยังมอบข้าวสารและเนื้อหมูให้อีก จิตใจทุกคนก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
พอจัดการสำนักอาวุธปืนไฟให้สงบลงได้ สถานการณ์นอกเมืองก็เหมือนจัดการได้แล้ว แต่หวังทงยังไม่กลับเข้าเมือง ไปพัก หากกลับไปยังริมน้ำอีก เพื่อไปค้างคืนที่ริมน้ำกับพวกทหาร
กลางคืนเงียบอยู่ แต่ยุงก็ชุมมาก ย่อมนอนหลับไม่สนิทนัก ฟ้าเริ่มทอแสงรำไร หวังทงก็ลุกขึ้น
พอกระโจมที่พักมีเสียงเคลื่อนไหว ด้านนอกก็มีคนกระซิบเข้ามาว่า
“ใต้เท้า หัวหน้าทั้งห้าของสำนักนาวาสุคนธ์เมื่อคืนวานออกนอกเมืองไปแล้ว ยังมีอีกสองเช้ามาก็ปิดประตูไม่ออกไปไหน พวกเขาไม่ได้ส่งคนไปติดต่อเรือลำใดทั้งสิ้น”
หวังทงลูบใบหน้าเดินออกจากกระโจม กล่าวกับชายที่แต่งตัวแบบชาวบ้านด้านนอกว่า
“จับตาดูต่อ หากมีความเคลื่อนไหวใด ก็นำสารข้าไปขอกำลังทหารละแวกใกล้ๆ เข้าจับกุมได้เลย”
ชาวบ้านผู้นั้นรีบก้มตัวคำนับแล้วจากไปในทันที เดินไปได้สิบกว่าก้าว ก็เห็นจางซื่อเฉียงรีบร้อนวิ่งเข้ามา ชาวบ้านผู้นั้นหลีกทางให้พลางก้มศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจากไป
จางซื่อเฉียงพยักหน้ารับ หวังทงจัดวางสายสืบไว้แต่ละที่ จางซื่อเฉียงเป็นผู้รับหน้าที่ติดต่อ ช่วงก่อนหน้านี้เขาไปเมืองหลวงส่งสารด่วน เมื่อคืนเพิ่งกลับมา หวังทงจัดให้เขาประจำการอยู่ในเมือง
“ใต้เท้า เมื่อวานนอกเมืองล้อมสำนักอาวุธปืนเอาไว้นั้น มีคนมุ่งไปยังที่ทำการของฟานต๋าและว่านเต้า จากนั้นทั้งสองที่ทำการก็ส่งคนไปแจ้งขุนพลหลี่ที่ประจำอยู่นอกเมือง ขุนพลหลี่ถอนกำลัง ก็ส่งคนไปหาทั้งสองคน แต่ทั้งสองกลับไม่ยอมพบ ก่อนฟ้ามืดก็ส่งคนนำสารออกนอกเมืองไป มุ่งไปทางเมืองหลวงแล้ว”
หวังทงส่งเสียงยิ้มเยาะเอ่ยว่า
“คบคิดโจรสลัด ท่านเหล่านี้ยังคิดข้องเกี่ยว ช่างมีน้ำใจแท้”
ได้ยินวาจาหวังทง จางซื่อเฉียงก็นิ่งคิดครู่หนึ่ง รายงานต่อว่า
“ใต้เท้าที่ข้าน้อยมานี่ก็เพราะว่าสองคนที่ส่งไปเป็นสายสืบมีข่าวมา นายกองฟานต๋าเหมือนดีใจมาก ยังบอกว่า ‘เล่นใหญ่เช่นนี้ ดูซิว่าใครจะปกป้องเจ้าได้’ ทางขันทีว่านเต้านั่นยังยอมพบแขกสองคน สองคนนี้เข้าออกโดยรถม้ามิดชิด จากไปรวดเร็ว พวกข้าน้อยตามไม่ทัน แต่พอพบกันเสร็จก็โมโหใหญ่”
ปฏิกิริยาของทั้งสองคนก็เป็นตามที่หวังทงคาดไว้ การได้ข่าวที่ทำการเช่นนี้ได้ย่อมเป็นเพราะส่งสายแทรกซึมไว้ตามที่ทำการนั้นได้ผลดี ตอนนี้สายลับของหวังทงนั้นไม่น้อย
“ศาลชิงจวินกับกองขนส่งแห่งกรมอากรเป็นอย่างไร?”
“เรียนใต้เท้า ทั้งสองที่เหมือนไม่มีการเคลื่อนไหว ทุกอย่างปกติดี”
หวังทงพยักหน้าสั่งการไปว่า
“เข้าเมืองไปตามไช่หนานมา พี่จาง วันนี้หรือวันพรุ่งนี้ท่านคงได้ลำบากอีกแล้ว ยังต้องนำสารไปส่งเมืองหลวง”
“ได้รับใช้ใต้เท้า ลำบากอันใดกัน”
จางซื่อเฉียงก้มกายคำนับกล่าว หวังทงยิ้มกล่าวว่า
“พาชื่อเฮยกับคนโรงบ้านสิบคนไปด้วย ทุกคนเอาม้าไปสองตัว ระหว่างทางอาจมีภัย ต้องระวังให้มาก”
ขณะที่กล่าววาจากันอยู่นั้น ก็มีกลิ่นของอาหารโชยมา สองคนในตอนเช้าล้วนท้องว่าง ได้กลิ่นเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหยุดบทสนทนาลงทันที เสียงล้อไม้บดพื้น รถม้าขนส่งอาหารมาถึง หวังทงโบกมือให้จางซื่อเฉียงกล่าวว่า
“เจ้ากลับไปกินในเมือง ที่นี่ไม่รั้งเจ้าไว้แล้ว”
จางซื่อเฉียงขอตัวจากไป หวังทงก็ตามรถม้าที่มาส่งอาหารออกไปทางริมฝั่งน้ำ ป้อมปืนกับรั้วด้านหลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ที่เหลือก็แค่ต่อเติมให้เรียบร้อย
ป้อมปืนใหญ่เมื่อว่าก้อนอิฐกับไม้ก่อขึ้นยังไม่แน่นหนานัก คาดว่าหากยิงปืนออกไปคงพังล้ม แต่ตอนนี้ผ่านมาหลายชั่วยาม ลำดับต่อไปก็ต่อเติมเสริมให้แน่นหนา
พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แต่ทุกที่ก็เริ่มงานกันแล้ว คนส่งอาหารมาถึงบริเวณป้อมปืน พลหทารที่นำทางมาก็ตะโกนดังว่า
“ใต้เท้าเรามาส่งอาหารมาให้ทุกคนแล้ว!!”
เห็นอาหารร้อนกรุ่น และยังเป็นใต้เท้ามาส่งด้วยตัวเอง พลหทารองครักษ์เสื้อแพรทุกคนก็ร้องตะโกนรับกันเสียงดังดีใจ ทุกป้อมที่ผ่านไป หวังทงกับคนส่งอาหารก็จะช่วยกันยกกล่องอาหารลงจากรถ จากนั้นก็แจกจ่ายอาหารร้อนกรุ่นให้กับพลทหารทีละคนพร้อมวาจาไถ่ถามทุกข์สุข
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่หวังทงก็มีภาพลักษณ์สูงส่งในใจของพลทหารทุกคนไปแล้ว แม้ว่าหวังทงอายุจะน้อยกว่าคนส่วนใหญ่ แต่ทุกคนก็ให้ความเคารพอย่างสูงที่สุด
เมื่อวานนี้สองค่ายที่ติดตามไปปฏิบัตภารกิจที่สำนักอาวุธปืนไฟ ทิ้งหนึ่งค่ายให้อยู่ต่อ นำอีกค่ายหนึ่งกลับมา ยามเผชิญกับกองทหารที่กำลังมากกว่าตนหลายเท่า ใต้เท้าหวังยังหัวเราะพูดคุยด้วยท่าทีสบายๆ พอโดดลงจากหลังม้าก็นำทุกคนบุก ทหารอีกฝ่ายที่มากกว่าตนหลายเท่าไม่ทันได้สู้ก็แตกพ่ายกันไปเอง ความเก่งกล้าเกรียงไกรเช่นนี้เป็นที่รู้กันไปทั่ว
ตอนนี้พลทหารทุกคนไม่เพียงแต่เห็นหวังทงเป็นหัวหน้า ยังเป็นวีรบุรุษในดวงใจไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวานยุ่งกับงาน ทั้งออกต่อสู้ พักมาคืนหนึ่งก็ต้องทำงานอีก หิวกันไส้กิ่ว
ยามนี้หวังทงนำอาหารร้อนกรุ่นมาส่งด้วยตนเอง และยังไต่ถามทุกข์สุขอย่างใกล้ชิด พลทหารองครักษ์เสื้อแพรที่เพิ่งรับสมัครมากันเดิมก็เป็นลูกหลานกองทัพที่ใสซื่อ เข้ามาอยู่ค่ายฝึกแม้ว่าลำบาก แต่เบี้ยหวัดพอเพียง กินข้าวก็อิ่มหนำ ยังมีเจ้านายที่ใส่ใจดูแลเช่นนี้อีก ทุกคนต่างรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
ผ่านไปห้าป้อม ริมฝั่งก็เริ่มคึกคัก มีเสียงคนตะโกนดังไม่หยุดว่า
“ขอบคุณใต้เท้า!!” “ขอพลีชีพเพื่อใต้เท้า!” “บุกน้ำลุยไฟ ข้าก็ยอม!”
คำพูดแสดงความจงรักภักดีดังขึ้นไม่หยุด หากจะฝึกกันแค่ในค่ายนั้นไม่อาจสร้างความภักดีให้เกิดขึ้นได้ มีเพียงออกปฏิบัติการเท่านั้นจึงจะสามารถทำให้คนยอมรับด้วยใจได้
หลังจากชัยชนะ ในช่วงเวลาแห่งความหิว ล้วนเป็นช่วงเวลาที่จิตใจโดนกระทบได้ง่ายและจิตใจนั้นอ่อนแอที่สุด ยามนี้การกระทำเช่นนี้จึงได้ผลดีที่สุด หวังทงรู้ว่าจะคว้าจังหวะนี้ไว้ได้อย่างไร และก็รู้ว่าควรใช้จังหวะนี้อย่างไร
ตระเวนผ่านป้อมทั้งหมดรอบหนึ่ง จากนั้นยังเดินผ่านพลทหารตามค่ายที่ตั้งอยู่ที่นี่ทั้งหมด พระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงแล้ว ไช่หนานมาถึงนานแล้ว
หลังจากเสร็จงาน หวังทงก็เหงื่อท่วมหน้าผาก กำลังควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ด ก็มีพลทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานว่า
“ใต้เท้าหวัง เมื่อวานเรือสามลำนั้น มีลำหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโจรสลัด นายเรือให้คนเฝ้ามารายงานว่าขอพบใต้เท้า บอกว่ายินยอมจ่ายค่าปรับเพิ่ม ขอใต้เท้าปล่อยเขาไป”
ลำนี้ไม่ได้จมลง ไม่ได้คบคิดโจรสลัด จะว่าไปก็มิได้มีความผิดใหญ่ เพียงแต่ร่วมหนีตามไปด้วยเท่านั้น ในยุคนี้เรือออกทะเลก็ย่อมแสวงหาผลกำไร เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแล่นไปยังประเทศวัวและทะเลใต้ คนทำการค้าใช่ว่าจะคบคิดโจรสลัดประเทศวัวหรือเป็นโจรสลัดเองเสียหน่อย
หวังทงต้องการเปิดด่านภาษีที่เทียนจิน การค้ากับต่างประเทศก็ต้องมี ได้ยินพลทหารรายงาน ก็ยิ้มถามไช่หนานว่า
“สินค้าเรือลำนี้ตรวจสอบแล้วยัง?”
“เรียนใต้เท้า สินค้าบนเรือลำนี้มีแต่คนของเรากันเองที่ได้เห็น บรรทุกมานั้นก็มีแต่ผ้าเนื้อผสมจำนวนสามพันพับ คิดเป็นภาษีและค่าปรับได้รวมสองพันสองร้อยตำลึง”
หวังทงอึ้งไป ถามอย่างไม่เข้าใจว่า
“ผ้าเนื้อผสมที่เมืองหลวงพับละเท่าไร?”
“สองตำลึงสามขอรับ แต่ราคาค้าขายกันจำนวนมากก็จะถูกลงหน่อย เมื่อวานเจ้าพนักงานบัญชีของร้านค้าสองร้านก็บอกเช่นนี้ ข้าน้อยจำได้”
หวังทงตบหน้าผาก ยิ้มกล่าวว่า
“เมื่อวานก่อนข้าจากไป ภาษีจากเรือหลายลำที่ไม่ได้หลบหนีไปเก็บได้สองพันกว่าตำลึง เรือลำที่หนีได้มากขนาดนี้เลยหรือ เงินพวกนี้ช่างมากพอที่จะเปลืองแรงใหญ่เช่นนั้นไหม?”
ไช่หนานคิดครู่หนึ่ง ก็กระจ่างขึ้นมาในบัดดล สีหน้าหวังทงเผยรอยยิ้มประหลาดกล่าวว่า
“ไปยังเรือที่จมลง หาคนที่สถานะสูงที่สุดในนั้นมา บอกเขาว่า ขอเพียงพบสิ่งใดผิดปกติ ก็จะให้เงินเขาห้าร้อยตำลึง ปล่อยตัวทันที!”
ไช่หนานยิ้มรับ รีบไปปฏิบัติตามคำสั่งทันที หวังทงรู้สึกผ่อนคลาย ปากขบต้นหญ้าเล่นไปพลางฮัมเพลงไป
********
เพราะว่าคนไม่พอ คนของกองพันองครักษ์เสื้อแพรจึงจับตาได้แต่หัวหน้าสำนักนาวาสุคนธ์ไม่กี่คนเท่านั้น ไม่ทันสังเกตว่ามีคนเข้าออกบ้านของหัวหน้าเหล่านั้นถี่ผิดปกติ
วันที่ 3 เดือนแปด ที่เทียนจินทั้งในและนอกเมืองล้วนเป็นปกติดังที่ผ่านมา



