ตอนที่ 298 คลื่นลูกแล้วลูกเล่า
โอรสสวรรค์ไม่ทรงแตะต้องแหล่งที่มาเงินทองเดิม กลับตรัสว่าจะทรงหาเงินก้อนจินฮวาหนึ่งล้านตำลึงเอง บรรดาขุนนางในราชสำนักและบัณฑิตทั้งหลายต่างคิดว่าเป็นอารมณ์เด็กหนุ่ม ผ่านไปสักระยะหนึ่งก็คงเงียบไปเอง หรือไม่ก็อาจกลายเป็นเรื่องเล่าขบขัน
คิดไม่ถึงว่าไม่ถึงเดือน เงินเกือบสามแสนก็หามาได้ มองดูกันตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าผู้ใดน่าขันกว่ากัน กล่าวได้ยากจริงๆ
ยึดทรัพย์สินที่ฉ้อโกงมา ผู้ใดกล้าแทรกแซง หากถูกเหมาเป็นพวกเดียวกันย่อมกลายเป็นความผิดที่ล้างไม่ออกไปเสียด้วย อย่างไรก็วางแผนระยะยาวไว้ดีกว่า
แต่ยังมีอีกสี่หมื่นตำลึงที่หวังทงจัดระเบียบได้มา อันนี้สิเป็นความยุ่งยากแท้จริง จัดการชายแดนฝั่งทะเล บรรดาขุนนางต่างรู้ดีว่าหมายถึงอะไร
รู้แต่ไม่อาจกล่าว เรือที่บรรทุกสินค้าไปขายทางเหนือ เป็นการค้าปกติทั่วไปของบรรดาคหบดีแดนใต้ แต่กลับเป็นการค้าที่ถูกห้าม กฎหมายไม่ให้กระทำ
หวังทงจัดระเบียบชายทะเลไม่เพียงแต่ปล่อยประโยชน์ให้หวังทงได้ไป แต่พูดกันตามตรง ก็เหมือนกล่าวกันชัดเจนแล้วว่าห้ามทุกคนคิดแสวงหาเศษหาเลยทางนี้อีก
ทำมาหากินได้น้อยล่วงเกินคนมาก หรือว่าตัดทางทางทำกินคนอื่นล่วงเกินคนมากดีกว่ากัน ทุกคนลองคิดดู ชั่งน้ำหนักแล้วก็ได้แต่นั่งมองหวังทงไป ‘จัดระเบียบชายฝั่งทะเล’ แล้ว
เรือที่เข้าเทียบท่ามาจากเขตปกครองใต้ เจ้อเจียง ฝกเกี้ยน ที่จะแล่นต่อไปทางเหนือผ่านมาเทียนจิน เกี่ยวข้องอันใดกับโจรสลัด ก็ไม่มีผู้ใดอยากจะสนใจแล้ว
เรื่องทะเลก็เหมือนบั้นท้ายพยัคฆ์ ไปลูบโดนก็จะถูกพยัคฆ์จับกิน สมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง ผู้ตรวจการมณฑลเจ้อเจียงจูหวันปราบโจรสลัดหมู่เกาะเหนือใต้ที่เจ้อเจียง ปีถัดมาก็ถูกพักราชการ ถูกบีบให้ดื่มยาพิษสังหารตนเอง ก่อนตายยังทิ้งฎีกาไว้ว่า “แม้นโอรสวรรค์มิอยากสังหารข้า ชาวเจ้อเจียงฮกเกี้ยนย่อมไม่ปล่อยข้า”
นี่เป็นช่วงโจรสลัดวัวโค่วก่อภัยคุกคามรุนแรงที่สุดทางตะวันออกเฉียงใต้ เหตุใดการปราบปรามโจรสลัดและการสร้างเรือวาณิชติดอาวุธชาวฟะรังคีกลับถูกพักราชการและบีบให้ตาย ก็เพราะการกระทำของเขาได้ทำลายผลประโยชน์พ่อค้าทางใต้มหาศาล ผลประโยชน์หลายชั้นเช่นนี้แม้แต่ฮ่องเต้เจียจิ้งเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
สมัยฮ่องเต้เจียจิ้งเป็นเช่นนี้ มาถึงสมัยว่านลี่ สถานการณ์นี้รุนแรงกว่ามาก นั่นเป็นพยัคฆ์ร้ายยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจแตะต้องได้ มิเช่นนั้นเหตุใจท่านจางจึงแตะต้องเพียงภาษีที่นา
นายกองพันหวังทงต้องการปฏิบัติหน้าที่นี้ก็ช่างเขาแล้วกัน ทำสำเร็จก็นับว่าดวงดี ทำไม่สำเร็จก็เป็นดังที่ทุกคนหวังให้เป็น แต่หากเพื่อโจมตีหวังทง แล้วต้องเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ ในเทียนจินออกมา ผู้ใดจะรู้ว่าจะก่อให้เกิดเรื่องใดตามมาอีกหรือไม่ เกิดอยู่ๆ มีผู้ใดบอกว่าจะปิดท่าหรือส่งทหารไปปราบ คนผู้นั้นหนีไม่พ้นเรื่องที่ตนเองก่อขึ้น เช่นนั้นคงได้แต่โชคร้ายไปเองแล้ว
ทุกคนปิดตาข้าหนึ่งเปิดตาข้างหนึ่ง แสร้งเลอะเลือนก็แล้วกัน ก็คิดซะว่าหวังทงจัดระเบียบชายฝั่งที่นั่นละกัน…
*********
จวนที่พักหลี่เหวินหย่วนได้ย้ายเรือนเก่ามาจากถนนทักษิณมาตั้งอยู่ที่ๆ ดีกว่าเดิมเล็กน้อย ตอนนี้นับว่าตำแหน่งสูงแล้ว แต่ในจวนก็ยังไม่มีคนรับใช้ ยังคงทำงานบ้านด้วยตนเอง
เรือนพักสะอาด ปกติไม่ค่อยมีแขก วันนี้กลับมีคนมาเยี่ยมเยือนถึงหน้าประตู ที่หอรุ่งเรืองส่งอาหารมาแต่หัววันแล้ว ช่วยกันจัดเตรียมเรียบร้อยก่อนจากไป
แขกของหลี่เหวินหย่วนไม่ใช่ใครนอกจากโจวอี้และหลี่ว์วั่นไฉสองคน เรียกว่าแขก ไม่สู้เรียกว่าคนรู้จักพบปะกันดีกว่า ฟ้ายังไม่มืด สองคนก็มาถึงแล้ว
พอนั่งลงเรียบร้อย หลี่เหวินหย่วนก็เริ่มเอ่ยถึงเรื่องหยางซือเฉินที่สืบมาได้ก่อน หลี่ว์วั่นไฉกับโจวอี้กล่าวเสริมตามลำดับ
“คนผู้นี้นับว่าวาสนาไม่เลว เซินสือหังส่งไปมอบให้ใต้เท้าหวัง ใต้เท้าน้อยเรานั้นโชควาสนาล้ำเลิศ ไปที่นั่นอนาคตย่อมดีงาม!
หลี่ว์วั่นไฉกล่าวสัพยอกด้วยรอยยิ้ม หยางซือเฉินผู้นี้สถานะไม่ซับซ้อน สายสืบของสำนักรักษาความสงบในตอนนี้สืบข่าวก็นับว่าง่ายอย่างมาก หลังจากตามสืบมา ก็ไม่ได้มีแผนร้ายอันใดซ่อนเร้น กลับยิ่งมั่นใจว่าจางซื่อเหวยเป็นผู้ลงมือล้มจางฮั่น
หลี่เหวินหย่วนพยักหน้า กล่าวว่า
“รบกวนพี่หลี่ว์คืนนี้เขียนจดหมาย พรุ่งนี้ส่งพลทหารนำไปส่งที่เทียนจินด่วน ใต้เท้าหวังตอนอยู่เมืองหลวง พี่หลี่ว์กับโจวกงกงคอยช่วย พอไปที่นั่น รอบกายที่พอเขียนหนังสือร่างจดหมายได้ก็มีเพียงไช่กงกงผู้เดียว เกรงว่าคนจะไม่พอใช้ หยางซือเฉินผู้นี้คงได้ใช้งาน ได้ช่วยงานไม่น้อยเป็นแน่”
โจวอี้มองท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างก็กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“อีกสักครู่ข้าก็จะกลับเข้าวัง ในวังมีเรื่องต้องนำสารไปส่งใต้เท้าหวังเช่นกัน สำนักอาวุธปืนไฟที่เทียนจริงมอบให้ใต้เท้าหวังดูแล สำนักส่วนพระองค์ลงชาดอนุมัติแล้ว ยังมีอีก ใต้เท้าได้งานดูแลความสงบเรียบร้อยชายฝั่งทะเลนั้นก็แต่งตั้งลงมาแล้ว วันหน้าเทียนจินก็เท่ากับเปิดด่านแล้ว”
หลี่ว์วั่นไฉยิ้มตบพัดจีบลงกับฝ่ามือ กล่าวว่า
“ล้วนเป็นเรื่องดีๆ สำนักอาวุธปืนไฟตามธรรมเนียมเป็นงานนอกของบรรดากงกง ใต้เท้าไปรับหน้าที่ในตำแหน่งอันใด?”
“เห็นว่าเป็นผู้ตรวจการอาวุธปืนไฟจากกรมโยธา ตามธรรมเนียมกรมโยธายังต้องส่งหัวหน้าไปดูแล”
“เช่นนั้น? โจวกงกงยังจำหัวหน้าเริ่นได้ไหม?”
หลี่ว์วั่นไฉวาจาอ้อมค้อม โจวอี้พยักหน้า หัวหนาเริ่นกรมโยธาผู้นั้นให้ความช่วยเหลือไว้ไม่น้อย ทุกคนก็รู้จัก หลี่ว์วั่นไฉยิ้มกล่าวว่า
“หากโจวกงกงสามารถช่วยเหลือบอกกล่าว คนสนิทกันก็ทำงานกันง่าย หัวหน้าเริ่นผู้นั้นก็มิใช่พวกหิวเงิน ไปเทียนจิน ย่อมสามารถช่วยงานใต้เท้าหวังได้”
“เรื่องนี้ไม่ยาก”
ทั้งสามคนล้วนผูกพันกับหวังทงแน่นหนาแล้ว รุ่งก็รุ่งไปด้วยกัน ล่มก็ล่มไปด้วยกัน ทุกอย่างเกี่ยวโยงกัน ดังนั้นต้องคิดเพื่อหวังทงทุกเรื่อง หวังทงดี พวกเขาทางนี้ก็ย่อมดีไปด้วย
********
“ให้เจ้ารับตำแหน่งในสำนักบูรพา ไม่ใช่ให้เจ้าทั้งวันเอาแต่เที่ยวไปทั่ว เทียนจินเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ฮ่องเต้กับจางเฉิงยังรู้เรื่อง พวกเราไม่รู้อะไรแม้แต่น้อย ตำแหน่งนายกองพันในสำนักบูรพานั้นเจ้ารู้จักเป็นไหมเนี่ย?”
ในเรือนที่พักส่วนตัวของเฝิงเป่านอกวัง เฝิงเป่ากำลังระเบิดอารมณ์ใส่เฝิงโหย่วหนิงหลานชายยกใหญ่ เฝิงเป่าไม่มีลูก จึงเอาหลานแท้ๆ อย่างเฝิงโหย่วหนิงมาดูแลราวกับเป็นลูกแท้ๆ
แม้ว่าตำหนิ แต่เฝิงโหย่วหนิงก็มิได้หวาดกลัว สีหน้าเต็มไปด้วยความกล้ำกลืน อธิบายแก้ตัวว่า
“ท่านลุง สำนักบูรพาจัดคนของเซวียจานเยี่ยไปประจำการ คนของเซวียจานเยี่ยย่อมฟังแต่จางเฉิง หลานเองก็สั่งการอะไรไม่ได้ จะว่าไป ไม่ใช่ท่านลุงสั่งมา หลานเองไหนเลยจะกล้าไปยุ่งกับเรื่องของจางเฉิง?”
เฝิงเป่าตบโต๊ะน้ำชาข้างกายอย่างแรง กล่าวเสียงแหลมดังขึ้นว่า
“เรื่องที่เทียนจินให้เจ้ายุ่งน้อยๆ ไม่ใช่ให้เจ้าไม่ยุ่ง สำนักอาวุธปืนไฟก่อเรื่องทำให้ข้าโดนฮ่องเต้ตำหนิ ไทเฮาตำหนิ ยังต้องบากหน้าไปพูดกับจางไท่เยวี่ย ขายหน้าไปตั้งเท่าไร…เจ้าหวังทงช่างไม่รู้เรื่อง ทำเรื่องเช่นนั้นที่เทียนจินได้ รีบส่งคนไปจับตาที่เทียนจินไว้!”
“ขอรับ หลานจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
เฝิงโหย่วหนิงรับคำด้วยความตื่นตระหนก หันกายหมายจากไป เดินไปได้เพียงก้าวเดียวก็ถูกเฝิงเป่าเรียกกลับมาสั่งด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“เรื่องส่งคนไปเทียนจิน เจ้าอย่าได้บอกผู้ใดทางนี้ แม้แต่เซวียจานเยี่ยก็ไม่ได้”
เฝิงโหย่วหนิงรีบรับคำ
**********
ราชโองการของหวังทงหลายฉบับไปถึง หลายคนเมืองหลวงก็ออกเดินทางไปเทียนจิน คนจากสำนักบูรพาก็มี จากสำนักองครักษ์เสื้อแพรก็มี กระทั่งจากกรมอาญายังมี …. แต่ทว่าการไปที่นั่นของคนเหล่านี้ไม่มีคนที่เทียนจินรู้ การเดินทางเป็นความลับ
**********
วันที่ 14 เดือนแปด ฮ่องเต้ว่านลี่เสด็จออกประชุมขุนนางแต่เช้า วันนี้ทรงประทับที่หอประชุมเหวินเหยียนเก๋อนานกว่าปกติ
เรื่องนี้ก็นับว่าปกติ ทุกวันที่ 14 และ 29 ของทุกเดือนก็มักเป็นเช่นนี้ เพราะทุกวันที่ 1 กับวันที่ 15 จะมีประชุมท้องพระโรงใหญ่ร่วมกับขุนนางนับร้อย ณ พระที่นั่งจงจี๋เตี้ยน ฮ่องเต้กับขุนนางต้องใส่ชุดเต็มยศ ฮ่องเต้ประทับบนแท่นรับการถวายบังคมจากบรรดาขุนนาง การนี้ขุนนางระดับห้าขึ้นไปจะได้เข้าร่วมด้วย ยิ่งใหญ่มาก
แต่นี่เป็นการประชุมที่เป็นพิธีการเท่านั้น ไม่ถกปัญหาบ้านเมือง ดังนั้นวันที่ 14 เดือนแปดจึงมีเรื่องที่ต้องทำสองเรื่อง วันที่ 15 เดือนแปดเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ ดังนั้นวันที่ 15 ครั้งนี้จึงต่างจากทุกครั้ง คืนวันที่ 15 เดือนแปดจะร่วมงานเลี้ยงฉลองเทศกาลชมจันทร์กัน ในวังนอกวังล้วนมีประเพณีนี้ วันที่ 16 เดือนแปดก็มักจะไม่ทำกิจอันใด
ดังนั้นวันที่ 14 เดือนแปดภารกิจจึงมากกว่าปกติ ฮ่องเต้และขุนนางใช้เวลาในการประชุมนาน
ห้องทรงอักษรแบ่งออกเป็นด้านในและด้านนอก ด้านนอกเป็นด้านนอกของลานด้านหน้า ด้านในเป็นทางเข้าสู่ลานภายในและห้องทรงอักษร ขันทีและองครักษ์ด้านนอกจางเฉิงเป็นผู้คัดเลือกมา และได้รับความเห็นชอบจากไทเฮาและเฝิงเป่า
ด้านในมีเพียงเจ้าจินเลี่ยงผู้เดียวที่คอยรับใช้เป็นปกติ การทำความสะอาดห้องทรงอักษรจะทำโดยขันทีคนอื่น ๆ แต่ต้องอยู่ภายใต้การจับตาดูของเจ้าจินเลี่ยงและคนสำนักบูรพา
หากยังไม่ถึงเวลาทำความสะอาด จะมีเพียงเจ้าจินเลี่ยงเท่านั้นที่สามารถอยู่ในนี้ได้ ฎีกาที่นำขึ้นทูลฮ่องเต้โดยตรงก็จะเป็นเขาที่นำไปวางไว้บนโต๊ะทรงอักษร
สถานะของเจ้าจินเลี่ยงก็เริ่มสูงขึ้นตามน้ำไปด้วย ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตอนนี้ที่พักเขาใกล้กับจางเฉิงมาก เป็นเรือนตั้งโดดเดี่ยว และมีนางกำนัลสูงวัยสองคนอยู่ด้วย ว่ากันว่าคอยรับใช้ความเป็นอยู่ของเจ้าจินเลี่ยง
ขันทีอายุเช่นนี้อย่างเจ้าจินเลี่ยงไม่ตอนเช้าก็ตอนบ่ายต้องไปเล่าเรียนที่สำนักศึกษาฝ่ายใน แต่เจ้าจินเลี่ยงมาทำงานให้ห้องทรงอักษร ไม่มีเวลา อาจารย์ที่นั่นดูว่าเจ้าจินเลี่ยงมีเวลาเมื่อใดค่อยจัดหาเวลามาสอนด้วยตนเอง
สำหรับเด็กอายุ 10 ขวบอย่างเจ้าจินเลี่ยงแล้ว การดูแลปัดกวาดห้องทรงอักษรก็เป็นเรื่องค่อนข้างยากสำหรับเขา
เจ้าจินเลี่ยงไม่เคยแสดงท่าทางหยิ่งยโสต่อผู้คน ทุกวันเอาแต่นิ่งเงียบสงบปากสงบคำ ไม่เคยปริปากบ่น ไม่อ้างตำแหน่งขอความช่วยเหลือ เพราะจางเฉิงสั่งไว้ว่า คนในนี้ยิ่งน้อยยิ่งดี เบื้องบนสั่งการมา เขาย่อมปฏิบัติตาม เจ้าจินเลี่ยงรู้ดีว่าทุกอย่างนี้เป็นโอกาสของตน ต้องจำไว้ให้แม่น ไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้
ในวันที่ 14 เดือนแปด หลังฮ่องเต้ว่านลี่เสด็จออกไปได้ราวครึ่งชั่วยาม ก็มีคนส่งสารมาจากเทียนจิน ครั้งนี้ไม่ใช่ความลับ แต่เป็นหวังทงเขียนรายงานสภาพทั่วไปและเสนอความคิดบางอย่าง เจ้าจินเลี่ยงสะกดความอยากอ่านของตน นำสารไปวางบนโต๊ะทรงอักษร
ทันทีที่ก้าวออกนอกประตูก็ได้ยินขันทีและองครักษ์ด้านนอกถวายบังคมดังขึ้น
“….ถวายบังคมอ๋องลู่ ทรงพระเจริญพะยะค่ะ…”
เสียงดังขึ้นพร้อมกับเด็กน้อยราวหยกสลักเดินเข้ามา ยิ้มร่ากล่าวว่า
“บันทึกจูซีเล่มที่สาม ได้ยินว่าเสด็จพี่ฮ่องเต้มีฉบับแกะสลักส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ซ่งตวนจง ขอยืมอ่านหน่อย!”



