ตอนที่ 303 หลายตระกูลปรีดา หนึ่งตระกูลโศกา
หยางซือเฉินตอนนี้สำหรับหวังทงแล้วไม่มีค่าอะไรมากนัก แต่ในเป็นคนที่เซินสือหังผู้เป็นพวกจางจวีเจิ้ง เป็นเสนาบดีกรมพิธีการและเป็นราชบัณฑิตในคณะเสนาบดีใหญ่ส่งมาให้
แฝงนัยยะอันใด ก็ควรค่าแก่การคิดให้ลึกซึ้ง หวังทงได้รู้เรื่องทุกเรื่องและความเป็นมาเป็นไปของหยางซือเฉินจากเครือข่ายเมืองหลวงแล้ว
เซินสือหังกระทำการได้รอบคอบมาก ในสายตาคนนอกเขากับหยางซือเฉินตัดขาดจากกันไปแล้ว และยังขับไล่เขาออกจากเมืองหลวงด้วย
สำหรับบัณฑิตแล้ว เรื่องกระทบจิตใจที่สุดคืออะไร ย่อมไม่พ้นการสอบขุนนางใกล้เข้ามาแล้วสอบติด หากแม้แต่สอบก็ไม่ได้สอบ สายตาคนนอกมองมา นี่เป็นความแค้นระดับใดกันจึงต้องทำกันเพียงนี้ เซินสือหังกับหยางซือเฉินจะต้องแตกหักกันไปแล้วแน่นอน
แม้ว่าหวังทงบอกให้เขายังไม่ต้องกล่าวอันใด แต่นอกจากการออกอุบายแล้ว เรื่องที่ต้องแสดงความสามารถก็คงต้องมีบ้าง ก็เหมือนไม่ได้ซับซ้อนสักเท่าไร
หยางซือเฉินเป็นคนฉลาด จากบ้านเกิดมาเมืองหลวงก็มุ่งมั่นว่าจะคบหากับชนชั้นสูง จึงต้องอาศัยเพลงพิณสร้างชื่อเสียงในเมืองหลวง จากนั้นก็สอบเป็นขุนนาง ปูเส้นทางแสงทองเช่นนี้เอาไว้เพื่อวันหน้าแล้ว
เขาเดิมทีก็มีความสามารถจริง การบรรเลงพิณก็เป็นสิ่งที่เซินสือหังชอบ กล่าวได้ว่าทุกอย่างกำลังไปด้วยดี รอวันสอบมาถึง ตำแหน่งจอหงวนหรือรองอันดับถัดมาอีกสองตำแหน่ง สามตำแหน่งนี้คงพอได้มาสักตำแหน่ง มีความมั่นใจอยู่เก้าส่วน
แต่กลับมีคนมาหาถึงบ้าน ให้เขาทำงานให้สักสองสามงานให้ มีราชบัณฑิตเป็นที่พึ่ง คนปกติย่อมไม่หวั่นไหว แต่ผู้ที่มาไม่ใช่คนปกติทั่วไป พูดกันชัดแจ้งไม่ปิดบัง หากไม่รับปาก แม้เซินสือหังออกแรงปกป้อง หยางซือเฉินก็ไม่มีทางสอบติด ชีวิตของคนทั้งบ้านก็ยากที่จะรักษาไว้ได้ หากรับปากไป ไม่ว่าเซินสือหังจะอยู่ในตำแหน่งต่อหรือไม่ ก็รับประกันว่าเขาจะสอบติด
และยังมีเส้นทางให้เลือก หนึ่งไปสำนักราชบัณฑิต หากไม่ได้ก็ไปเป็นนายอำเภอที่รุ่งเรืองที่สุดที่ไหนสักที่ สามปีถัดมารับประกันตำแหน่งที่ก้าวหน้าให้อีก
อย่างแย่ที่สุด หากไม่สำเร็จ ทำให้เซินสือหังโกรธ เช่นนี้ก็จะใช้ตำแหน่งบัณฑิตระดับจวี่เหรินไปรับตำแหน่งที่สำนักเกลือที่ฉางหลู นี่เป็นงานที่มีเงินเข้ากระเป๋าถึงปีละหลายแสนตำลึงเลยทีเดียว
ไม่ทำนั้นต้องตาย ทำแล้วรับประกันอำนาจเงินทอง และคนที่สั่งให้ทำนั้น สถานะเป็นถึงเสนาบดีกรมทหารอย่างเช่นจางซื่อเหวยเลยทีเดียว
ต้องการให้คนผู้หนึ่งลงมือกับราชบัณฑิตผู้หนึ่ง หากไม่แสดงสถานะ อีกฝ่ายย่อมไม่ทำตาม แสดงสถานะไป ให้เงื่อนไขที่ดีที่สุดไป คนที่พอมีหัวคิดก็ย่อมยอมโอนอ่อน
เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยทำเช่นนี้ดูแล้วเหมือนคลื่นบ้าคลั่ง แต่แท้จริงแล้วกลับแม่นยำทุกย่างก้าว และก็เป็นอุบายแยบยล
ไม่เพียงแต่จางซื่อเหวยจับตาเซินสือหัง เซินสือหังเองก็จับตาจางซื่อเหวย เสนาบดีกรมปกครองจางฮั่นก้าวพลาดไปหนึ่งก้าวก็ถูกขับออกจากเมืองหลวง เรื่องนี้มันทำให้คนรู้สึกระแวง
จางซื่อเหวยคิดว่าเป็นอุบายแยบยล เซินสือหังโต้กลับด้วยการยอมเจ็บตัวเอง จากนั้นก็ขับหยางซือเฉินออกจากเมืองหลวงไป
“ใต้เท้าเซินสือหังสถานะไม่ได้ด้อยไปกว่าใต้เท้าจางซื่อเหวย ครั้งนี้แม้ว่ารักษาตัวรอดได้ แต่วันหน้าไม่รู้ว่าจะรอดไหม ดังนั้นจึงต้องหากองหนุนจากข้างนอก แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของท่านมหาอำมาตย์ ไม่มีทางแทรกซึมเข้าไปได้ เมื่อไร้หนทางจึงได้แต่คิดถึงใต้เท้าที่เทียนจิน จึงได้วางข้าไว้เป็นหมากตาหนึ่ง”
แม้ว่าจะให้เขาดูงานไปก่อน แต่อะไรที่ควรจะบอกหวังทงก็ต้องบอกไปบ้าง อย่างไรก็ต้องอยู่ต่อที่นี่อีกนาน
*********
ราชบัณฑิตผู้หนึ่งติดต่อกับตนจะนำมาซึ่งประโยชน์เช่นไร หวังทงยังไม่อาจรู้สึกได้ เพราะข่าวในราชสำนักที่มีมาอย่างต่อเนื่องรายงานว่า หากเป็นเรื่องที่เทียนจิน เซินสือหังแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเหมือนเดิมเสมอ
ดูแล้วในเวลาสั้นๆ ก็คงหวังอะไรไม่ได้มาก หวังทงรู้สึกยินดีอยู่สองสามวันก็เลิกคิดไป ในเมื่อจับวางหยางซือเฉินไว้เป็นหมากตาหนึ่ง เขาเองก็ควรวางเซินสือหังไว้เป็นหมากตาหนึ่งเช่นกัน คงมีโอกาสได้ใช้งานสักวัน
********
เรือบนคลองส่งน้ำจากใต้ไปเหนือคิดจะหาผลประโยชน์ส่วนตัวก็ต้องแอบพ่วงขนสินค้า ปีรัชสมัยหงจื้อมีเอกสารระบุชัดว่า อนุญาตให้เรือทางการพ่วงขนสินค้ามาได้สองส่วนยกเว้นภาษี ราชสำนักอนุญาตสองส่วน เช่นนั้นก็หมายความว่า ขนพ่วงมาด้วยสองส่วนก็ถือว่ากำไรมากแล้ว ดังนั้นเรือทางการและเรือพ่อค้าจึงไม่มีลำใดไม่ขนพ่วงมาด้วย
เมืองเทียนจินตั้งด่านตรวจ นำจ่ายเองจ่ายสองส่วน ไม่นำจ่ายเองปรับสี่ส่วน ไม่มีการรีดเก็บเพิ่มอื่น เป็นเรื่องของทางการกับประชาโดยแท้
จากเมืองหังโจวมาเมืองหลวงก็ต้องผ่านเจ็ดด่าน หากแต่ละด่านจ่ายครบ อย่างน้อยก็ต้องคิดเป็นค่าภาษีสองเท่าของมูลค่าสินค้า ทุกคนหากขนสินค้าพ่วงมาก หรือจ่ายใต้โต๊ะผ่านมาแต่ละด่าน ที่นี่เก็บแค่สองส่วน ไม่นับว่ากระไรนัก ก่อนหน้าก็เหมือนเห็บเหามากมายไม่กลัวคัน ชินเสียแล้ว เมื่อก่อนไม่เคยเก็บ ในเมื่อตรวจแล้วก็เสียแค่สองส่วนก็สองส่วน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด
มีพ่อค้าบางคนในเมื่อแล่นเรือมาถึงเทียนจินแล้ว เดิมก็เป็นศูนย์กลางสินค้าอยู่แล้ว จึงได้ขนถ่ายลงขายหมด มีพ่อค้าทางเหนือรอซื้อหมดเกลี้ยง
การเก็บภาษีและค่าปรับเป็นรายได้ก้อนใหญ่ สินค้าทิ้งไว้หมุนเวียนที่เทียนจิน แม้ว่าไม่มีรายได้ลงบัญชีชัดเจน แต่ตลาดก็รุ่งเรืองดี อย่างไรก็ส่งผลดีต่อสองฝั่งแม่น้ำทะเลที่กำลังก่อสร้างอยู่
แหล่งรวมสินค้า ขนส่งขนถ่ายก็ต้องการแรงงานจำนวนมาก ทางเหนือฤดูเก็บเกี่ยวเร็ว พวกว่างงานมากมายต่างก็มาขายแรงงานหาเงินที่นี่ จะได้ฉลองปีใหม่กันให้ดีขึ้นอีกหน่อย
คนมามาก ค่าแรงของแรงงานท่าเรือก็ลดฮวบลงไม่น้อย แต่คนที่มาจากนอกพื้นที่ก็พอใจ รายได้นี้อย่างไรก็ดีกว่าเพราะปลูกกินนอนเฉยๆ อยู่ที่บ้าน อย่างน้อยก็พอมีเข้ามาชดเชยบ้าง
พ่อค้าและนายเรือต่างก็พอใจ เมื่อก่อนมาถึงเทียนจิน เจอด่านตรวจรีดเค้นเอาตามใจไม่ว่า แรงงานก็ยังแพงมาก เรือมาที่นี่ไปมาแค่สามวัน แรงงานขนถ่ายบนเรือมีจำนวนแค่หนึ่งในห้าหรือหนึ่งในหกของที่นี่
และหากใช้คนงานของเรือตนขนสินค้า ท่าเรือไม่อนุญาติ ถึงตอนนั้นย่อมเกิดเรื่อง เรื่องทำลายเรือและทำลายสินค้าก็เคยมีมาแล้ว
วันที่ 27 เดือนแปด มีเรือสี่ลำจากเมืองไถโจวแล่นเข้ามาในแม่น้ำทะเล ในเวลานี้ป้อมปืนใหญ่มีเสื่อฟางและผ้าอาบน้ำมันปิดคลุมไว้ ภายนอกมองไม่ออกว่าเป็นกองฟืนหรือกองสินค้าราคาถูก รอจนเข้ามาใกล้จึงได้ปลดภาพลวงลง พอคนบนเรือพบว่าถูกปืนใหญ่ล้อมไว้หมดแล้ว คิดจะแล่นออกไปก็ไม่ทันแล้ว พอจัดการแสดงแสนยานุภาพเสร็จก็ปิดกลับไว้ลวงตาดังเดิม เช่นนี้ก็เพราะเกรงว่าเรือสินค้าเห็นป้อมปืนใหญ่แล้ว จะไม่กล้าแล่นเข้ามา
เรือสี่ลำที่บรรทุกสินค้ามาเต็มลำพอเห็นปืนใหญ่ดำมันปลาบกับกระสุนที่กองอยู่บนเรือ ก็ยอมรับว่าโชคร้ายเอง ในใจก็ได้แต่ทอดถอนใจว่าคิดว่าสินค้าและเรือคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
ผู้ใดจะคิดว่าเทียนจินที่นี่จะมีคนขึ้นมาบนเรือ เจรจาให้เข้าใจธรรมเนียมว่า เก็บภาษีสองส่วน สองส่วนก็สองส่วน ยังไงก็คงทำกำไรคืนมาได้ไม่น้อย แต่ทุกคนก็เป็นห่วงว่าจะมีตามมาอีก จะทำให้สินค้าหาคนซื้อยาก
คิดไม่ถึงว่าพอเทียบท่าพร้อมขนถ่าย ค่าใช้จ่ายกลับเป็นเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนปกติ และบนฝั่งยังมีคนเฝ้าอารักขา พอเห็นเรือทะเลเข้าเทียบ ก็รีบเข้าเมืองไปตามพ่อค้ามาซื้อ
ยังมีเรือลำหนึ่งเดิมกำหนดให้มารับปรอทและหนังกวางที่นี่ต่อ เห็นทหารทางการเฝ้าท่าอยู่ก็ตัดใจทันที คิดหาทางขนของทางเหนือกลับไปขายแทน คิดไม่ถึงว่าพ่อค้าที่เตรียมสินค้าให้พวกเขากลับนำสินค้ามาส่งให้อย่างเปิดเผย ทำให้บรรดาคนบนเรือต่างก็ตกตะลึงไม่น้อย แน่นอนสินค้างวดนี้ไม่ใช่สองส่วนของราคาสินค้า
นอกจากลำที่แอบลักลอบขายให้ประเทศวัวที่เก็บภาษีขั้นสูงแล้ว เรือพ่อค้าที่เหลือขนสินค้าเต็มลำก็เก็บเหมือนเดิม
ค่าขนถ่ายสูงลิ่วถูกยกเลิกไป ไม่มีค่าใช้จ่ายยิบย่อยอื่น เก็บแค่ส่วนส่วนของค่าสินค้า คิดกันจริงจังแล้วยังถูกกว่าการขนส่งบนแม่น้ำทะเลเมื่อก่อนมาก คุ้มมาก
เรือหนึ่งลำค้าขายสินค้า ก็จะจ่ายภาษีให้กับหวังทงราวสองสามพันตำลึง แต่เงินจำนวนนี้ไม่อาจเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสองฝั่งแม่น้ำ เงินพวกนี้ต้องนับเป็นเงินก้อนจินฮวา
หนึ่งเดียวที่หวังทงเก็บเป็นส่วนตัวก็คือ เงินค่าป้ายสงบสุขที่เก็บจากในเมืองและนอกเมือง เงินพวกนี้ในวังระบุว่าเป็นเงินที่นายกองพันหวังทงไว้จัดสรรเอง
เรือทางใต้ต่างนำเรื่องที่ได้ยินได้เห็นที่เทียนจินกลับไปกระจ่ายข่าว ล้วนเป็นข่าวด้านดี คาดการณ์ได้ว่า วันหน้าเรือที่เทียนจินจะต้องยิ่งทวีมากขึ้น
มีเรือสี่ลำเข้าเทียบอีกรอบ สินค้ามากมายมีพ่อค้ามารุมซื้อไปจนหมด พวกที่ไม่ได้สินค้าไปได้แต่คนก็กระทืบเท้าผิดหวังเสียใจ ผ่านครั้งนี้ไป บรรดาพ่อค้าทั้งในและนอกเมืองเทียนจินก็เริ่มรู้คุณค่าของร้านค้าที่กำลังสร้างอยู่สองฝั่งแม่น้ำทะเล เริ่มมีคนรวบรวมเงินมาขอจับจอง
สำนักองครักษ์เสื้อแพรของหวังทง ร้านค้าที่เทียนจิน พ่อค้าทางทะเล พวกมาจากทุกสารทิศ ทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ทุกฝ่ายต่างมีเงินทองให้กำไร ตลาดการค้าเมืองเทียนจินก็พลอยคึกคักไปด้วย
โลกนี้ไม่มีอีกอะไรที่ดีสมบูรณ์ไปครบทุกอย่าง ไม่มีเรื่องใดที่ทุกคนจะดีใจได้ประโยชน์กันไปหมด พวกนาวาสุคนธ์ที่เก็บตัวเงียบย่อมเป็นหนึ่งในผู้ที่เสียผลประโยชน์มากที่สุด
ชาวนาวาสุคนธ์หกพันกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานบนเรือ คนพวกนี้ขึ้นเหนือล่องใต้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เมืองเทียนจินเกิดเรื่องอะไรสำหรับพวกเราแล้วก็ไม่ได้กระทบอันใด คนที่กระทบจริงๆ ก็คือพวกแรงงานคลองส่งน้ำพวกนั้นต่างหาก
เดิมพวกเขาคุมตลาดแรงงานขนถ่ายสินค้าด้วยค่าแรงที่สูงกว่าที่อื่นมาก เงินค่าแรงงานขนสินค้าของบรรดาเรือแต่ละลำบนแม่น้ำทะเล นับได้ว่าเหลวไหลจากความเป็นจริงยิ่ง แต่เป็นเพราะพวกเขามีคนมาก เงินค่าคุ้มครองจากการปักธูปพวกนั้น ไร้ค่าไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยจ่ายค่าธรรมเนียมนั้นมาก่อน
แรงงานราคาถูกมากมายหลั่งไหลมาเข้ากับหวังทง ทำให้คนของนาวาสุคนธ์ไม่อาจยืนราคาค่าแรงเดิมต่อไป ทุกคนล้วนจ่ายค่าป้ายสงบสุข ค่าปักธูปย่อมไม่มีผู้ใดสนใจอีกต่อไป
ขัดขวางเส้นทางเงินทองผู้อื่น นับเป็นความแค้นยิ่งใหญ่ เดิมนโยบายฟ้าผ่าของหวังทงก็ทำเอาวงแตกกระจัดกระจาย ใกล้จะเป็นชาวนาวาสุคนธ์ที่กระสานซ่านเซ็นเต็มที แต่กลับมีกำลังจากภายนอกค่อยๆ ประสานให้รวมตัวกันอีกครั้ง
ณ เทียนจิน มีคลื่นแอบหลั่งไหล ทุกคืนในเมืองมีราวหลายสิบคน หรือถึงร้อยคนแอบติดต่อกัน รวมตัววิพากษ์วิจารณ์ มีบางคนลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย นำพาหัวหน้านาวาสุคนธ์ให้กลับมารวมตัวกันออีกครั้ง
ยามนี้คนของสำนักองครักษ์เสื้อแพรนั้นรวมตัวอยู่ที่ท่าเรือ อยู่ที่สองฝั่งแม่น้ำทะเล หรือไม่ก็รักษาการกันอยู่ในเมือง คนเริ่มไม่พอ ขาดแคลนยิ่ง
*********
วันที่ 4 เดือนเก้า หยางซือเฉินขอเข้าพบหวังทงอีกครั้ง น่าจะดูงานได้พอสมควรแล้ว
