ตอนที่ 308 ลังเล
เดือนเก้า ปีที่ 6 ในรัชสมัยว่านลี่ ณ เมืองเทียนจิน หม่าต้าฟู่และซาเอ้อร์เป่าสองชื่อนี้ถูกพูดถึงมากที่สุด บรรดาหัวหน้าหน่วยตามหาลูกน้องในสังกัดเมื่อก่อนได้ตามตรอกซอกซอย จากนั้นก็มอบข้าวสาร เนื้อและสุราให้ พากันพร่ำรำพันถึงชีวิตที่ยากลำบากในวันนี้ ร่วมวงกันด่านายกองพันหวังทง
วันที่ 16 เดือนเก้าพานหมิงเข้าเมืองเทียนจินมา หากมิได้ไปพูดคุยกับบรรดาหัวหน้าหน่วยในเมืองเพื่อหารืออันใด แต่กลับมาเพื่อเจรจาการค้าเท่านั้น
พานหมิงทำงานรู้จักหนักเบา เป็นหัวหน้ามาหลายปี ไม่เคยขู่บังคับผู้ใด ยังเป็นคนคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งหลายครั้ง ยังคงรักษาน้ำใจกับทุกฝ่ายเอาไว้
ตอนนี้สำนักนาวาสุคนธ์ล่มสลาย ทุกคนยังคงเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่า จึงเปิดทางให้การค้าของเขา นี่ก็เป็นการมองการณ์ล่วงหน้าของพานหมิงที่ก่อนหน้านั้นมิได้ใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือไม่เคยลงมือถึงที่สุด
เขาแต่งกายด้วยชุดยาวสีน้ำตาลเหมือนพวกขุนนางนอกราชการ จากแม่น้ำไปถึงประตูเมือง จากประตูเมืองเข้าเมือง พานหมิงได้เห็นหน้าคนที่คุ้นเคยมากมายมาตลอดทาง
บรรดาหัวหน้าหน่วยที่เคยหยิ่งยโส เดินส่ายวางท่าไปมาบนท้องถนน ตอนนี้แต่ละคนแต่งตัวเป็นชาวบ้านก้มหน้าก้มตาเดินอย่างอย่างระมัดระวัง เดินเข้าออกตามซอกตามซอย ในมือถือของออกมาจากครอบครัวหนึ่งเข้าไปอีกครอบครัวหนึ่ง พวกเขาเดินเข้าออกครอบครัวที่เป็นชาวนาวาสุคนธ์ หากไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครมาก่อน ยังคิดว่าเป็นขโมย
พานหมิงก็ก้มหน้าเดิน เมื่อก่อนรู้สึกว่าสำนักนาวาสุคนธ์ยิ่งใหญ่เกรียงไกร หากตอนนี้กลับรู้สึกอับอายขายหน้า ก้มหน้าลงจะได้เลี่ยงการสบตากันแล้วจะเก้อเขิน
เดินไปพักหนึ่ง คนเดินถนนก็พากันหลบลงข้างทาง ให้ขบวนองครักษ์เสื้อแพร 50 นายผ่านไป พานหมิงก็ย่อมหลีกทางให้เช่นกัน
ขบวนองครักษ์เสื้อแพร 50 นายห้าคนเรียงแถวหนึ่ง ในถืออาวุธเดินกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทหารสองคนหน้ายังเหน็บดาบไว้ที่เอว ออกคำสั่งไม่ดังนัก พวกที่ตามอยู่ด้านหลังสีหน้าเอาจริงเอาจัง เดินกันมาเงียบๆ
แม้ว่าเขาจะเดินอยู่ แต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ถึงไอสังหาร พานหมิงเคยเห็นคนกลุ่มใหญ่หลายร้อยคนที่ท่าเรือ แต่คนหลายร้อยที่ส่งเสียงด่าทอนั้นไม่สามารถเทียบกับองครักษ์เสื้อแพร 50 นายนี้ได้เลย
พานหมิงรู้มาว่า ที่ตั้งสามแห่งในเมืองของสำนักนาวาสุคนธ์ตอนนี้ถูกหวังทงครอบครองไปแล้ว แต่ละแห่งมีกองกำลังสองร้อยนายของค่ายๆ หนึ่งพักอยู่ ทุกวันจะมีทหารจากทั้งสามแห่งนี้ออกลาดตระเวนในเมือง
แม้ว่าครอบครัวจะล่มจม แต่อย่างไรพานหมิงเองก็นับว่าเห็นโลกมามาก องครักษ์เสื้อแพรหมายถึงอะไร เขาย่อมรู้มากกว่าพวกหัวหน้าหน่วยคนอื่นๆ ที่มีที่มาจากพวกชาวบ้านทั่วไปมากนัก
เมื่อก่อนตอนอยู่อำเภออู่เฉียง นอกเมืองมีโรงบ้านแห่งหนึ่ง เจ้าบ้านที่นั่นว่ากันว่าเป็นพวกที่เล็ดรอดจากการก่อจลาจลของพวกหลิวหกกับหลิวเจ็ดที่ช่วยทางการเลี้ยงม้า เป็นโรงบ้านที่มีคนถึง 500 กว่าคน วางอำนาจบาตรใหญ่ วันหนึ่งเกิดเหตุปะทะกับคนของอำเภอ ลงมือเจ้าหน้าที่อำเภอเกือบตาย
นายอำเภอโมโหมาก ส่งคนไปจับกุม ปรากฏว่าถูกจัดการกลับมาอีก นายอำเภอจึงส่งรายงานขึ้นไป เบื้องบนส่งกองกำลังมาปราบปราม
ทั้งโรงบ้านถูกทางการกวาดล้างหมดสิ้นไม่มีเหลือ เจ้าบ้านถูกจับตัดหัว ตอนนั้นแม้ว่าชนะนายกองพันได้ แต่ยังมีกองเสริมมา กองกำลังเสริมมาไม่หยุด สุดท้ายย่อมต้านไว้ไม่อยู่
จากนั้นเป็นต้นมาพานหมิงก็คิดเองว่า ชาวบ้านจะต่อสู้กับทางการได้อย่างไร ดูโรงบ้านที่ยิ่งใหญ่วางอำนาจบาตรใหญ่มานาน ยังถูกปราบเสียราบคาบ
ตอนนี้พวกนาวาสุคนธ์ก่อเรื่องมากมาย หวังทงระดับไหน กล้าแม้กระทั่งถล่มร้านค้าด้วยปืนใหญ่มาแล้ว หากจะมีเรื่องกับคนระดับนี้ สุดท้ายจะมีจุดจบเช่นไร คงไม่ต้องกล่าวต่อแล้ว
กองกำลังเดินผ่านไป พานหมิงยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ มือซ้ายบริเวณไร้นิ้วนั้นเริ่มรู้สึกคัน เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แจ่มใสยิ่งนัก แต่พานหมิงรู้ว่าอีกสองสามวันฟ้าอาจจะมืดครึ้ม บางทีอาจมีฝนเล็กน้อย มือซ้ายที่ไร้นิ้วประสาทสัมผัสไวมาแต่ไหนแต่ไร
ขณะกำลังคิดอยู่นั้น พานหมิงก็ยื่นมือขึ้นแตะลำคอตน นิ้วขาดไปรู้สึกได้ว่าคันๆ แต่หากคอขาดไป ยังจะรู้สึกคันได้อีกไหมนะ
หลังจากเห็นภาพนี้ผ่านตาไป รู้สึกว่าขาหนักขึ้นหลายพันชั่ง ยิ่งเดินยิ่งช้าลง คิดถึงเงินทองที่สั่งสมมา คิดถึงลูกในท้องของภรรยาและภรรยาใสซื่อที่บ้าน ก็เริ่มสับสน
ในฐานะที่เป็นชาวนาวาสุคนธ์ ตัวเขาเองได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของหวังทงไม่น้อย องครักษ์เสื้อแพรผู้นี้อายุยังน้อย แต่เป็นบุคคลสำคัญ ว่ากันว่าเป็นคนสนิทของฮ่องเต้ ด้วยเหตุที่ล่วงเกินใต้เท้าจางจึงได้ถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวงมาที่เทียนจิน
แต่เมื่อมาถึงเทียนจิน ความไว้เนื้อเชื่อใจยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องนี้ไม่ต้องมีข่าวส่งต่อกันมา ทุกคนล้วนเห็นได้ด้วยตาตนเอง ล้อมที่ทำการกองตรวจการของฟานต๋า ลงมือกับคนของขันทีว่านเต้า ถล่มร้านค้าด้วยปืนใหญ่ สังหารคนท่ามกลางผู้คน เรื่องที่กระทำแต่ละเรื่องไม่เป็นเรื่องใหญ่สักอย่าง ยิ่งลงมือกลับยิ่งยิ่งใหญ่
นี่หากไม่ใช่เบื้องหลังได้รับการสนับสนุนแล้วคืออะไร บุคคลระดับนี้ ควรขายตัวมาขอพึ่งบารมีถึงจะถูก หากมีเรื่องรุนแรงมองหน้ากันไม่ติด มิใช่ว่ารังเกียจชีวิตยืนยาวหรอกหรือ?
ขณะที่พานหมิงรู้สึกตื่นกลัวอยู่นั้นก็พบว่าในสมองตนมีแต่คำว่า “ขายตัวมาขอพึ่งบารมีดีไหม”
นาวาสุคนธ์ดีกับตนเองไม่น้อย หากตำแหน่งที่ได้มาก็แลกมาด้วยชีวิต หัวหน้าหน่วยทุกคนก็ดีกับตน แต่พวกที่สถานะสูงส่งและมีเงินทองเข้ากระเป๋ามากที่สุดก็เป็นพวกคนสนิทของหัวหน้านาวาระดับสูงพวกนั้น ตนเองมาจากต่างถิ่น เกรงว่าชาตินี้คงไม่อาจได้ประโยชน์อันใดมากไปกว่านี้
หากทำตามคำสั่งเบื้องบน ดีไม่ดีจะมีภัยถึงขั้นคอขาด หากไม่ทำตาม ชาวนาวาสุคนธ์ที่เหี้ยมโหดก็มีมากมายเช่นกัน
กิจการที่ตนสั่งสมมา ลูกเมียตนเอง พานหมิงคิดแล้วก็ก้าวเดินมาถึงหน้าประตูจวนนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรหวังทงไม่รู้ตัว
ทหารเฝ้าประตูเห็นชายสวมชุดยาวท่าทางเหม่อลอยเดินเข้ามา ก็เริ่มระวังตัว พวกด้านหลังชักอาวุธออกมา พวกด้านหน้าตะโกนดังว่า
“ที่นี่จวนใต้เท้าหวัง ห้ามคนนอกเข้าใกล้!!”
เสียงตวาดดังทำให้พานหมิงที่ยังเหม่ออยู่ตกใจ หากพอตั้งสติได้ก็กลับไม่หันหลังกลับ ตัวเขาเองเกรงว่าจะมีคนของนาวาสุคนธ์จับตามองอยู่ แต่ตนปกติอยู่แต่นอกเมือง คนในเมืองไม่แน่ว่าจะจำได้
ทหารหน้าประตูเห็นเขานิ่งไม่ขยับ ก็ยิ่งเตรียมป้องกัน ตอนนี้แม้แต่คนข้างหน้าก็ชักอาวุธออกมา หากมีอะไรผิดปกติเล็กน้อยก็จะสังหารทันที
มือขวาพานหมิงลูบมือซ้ายบริเวณไร้นิ้วมือ คิดถึงความรุ่งโรจน์ของตระกูลตนเองในอำเภออู่เฉียง ความรุ่งโรจน์นั้นมาจากสิ่งใด มิใช่มาจากตำแหน่งบัณฑิตหรอกหรือ ตอนอยู่บ้านในยามค่ำคืนยังต้องอ่านตำราประจำ มิใช่เพราะลืมการสอบขุนนางไม่ได้หรอกหรือ
โอกาสอยู่ตรงหน้า ตนเองจะคว้าไว้ได้หรือไม่ พานหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนออก กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า
“ทุกท่าน ข้าน้อยมีเรื่องขอพบใต้เท้าหวัง…”
