ตอนที่ 354 การเปลี่ยนแปลงในวังหลวง
หลังจากการเจรจาสงบศึกกับพวกมองโกลในสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง นอกเมืองหลวงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลว่าพวกมองโกลนอกด่านจะยกทัพลงใต้มาคุกคามในฤดูหนาวอีก เรือนพักตากอากาศก็ผุดขึ้นราวดอกเห็ด คหบดีเมืองหลวงต่างทยอยมาทำการค้าที่นี่
ประตูฉงเหวินไปทางใต้เป็นเส้นทางการค้า ดังนั้นพวกมีอิทธิพลและเงินทองก็มากเป็นพิเศษ บ้านเรือนหลังใหญ่สร้างกันเป็นทิวแถว ไม่รู้ว่ามีผู้ใดอาศัยอยู่
**********
“เลวเหมือนสุกรสุนัข ชั่วกว่าสุกรสุนัข สักวันหนึ่งจะต้องสับเจ้าเป็นหมื่นๆ ชิ้น…”
สถานที่แห่งหนึ่งในบ้านหลังหนึ่ง ในห้องมีคนผู้หนึ่งส่งเสียงด่าทอดัง อย่างไรอาณาบริเวณกว้างใหญ่ เสียงดังอย่างไรก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนนอกได้ยิน
ชายร่างอ้วนผู้หนึ่งกำลังบ้าคลั่งอยู่ที่นั่น คนรับใช้ข้าง ๆ ต่างพากันยืนทิ้งมือแนบกายนิ่ง คนผู้นั้นตะโกนจบ เอกสารสองสามแผ่นในมือก็ถูกปาลงพื้น ก่อนจะกระแทกกระทั้นนั่งลงที่เก้าอี้ กล่าวอย่างเคียดแค้นว่า
“การค้านี้ไม่ทำนานแล้ว เอามาให้ข้าดูทำไม จะโมโหทำไมกัน”
คนผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่ม
“ท่านสาม นายใหญ่สั่งการมา บอกให้ท่านไปมาหาสู่กับพวกขุนนางจากแดนใต้ให้มาก เหตุที่ฉางหลูน่าจะทำให้หลายคนต้องเสียหาย ท่านสามไม่สู้เร่งกระแส…”
ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านสาม’ ก็คือไฉฝูหลิน ยามนี้ดูซูบกว่าตอนอยู่เทียนจินไม่น้อย ใบหน้าแดงก่ำสีหน้าเคียดแค้น
เมื่อได้ยินคนข้างกายพูดเช่นนี้ ชายร่างอ้วนก็นิ่งเงียบไปนานกว่าจะตอบอย่างไม่สบอารมณ์นักว่า
“พี่ใหญ่ไม่ใช่ว่าให้ข้าถอยออกมาหรือ พี่รองยังไปซานซีอีก รู้จักคนแล้วยังไง”
ชายที่พูดโบกมือให้คนด้านหลังออกไป รอจนออกไปหมด จึงได้กล่าวว่า
“ท่านสาม นายใหญ่บอกว่าเรื่องนี้ไม่ต้องให้เราออกหน้า ขอเพียงท่านสามส่งรายชื่อมาสองสามคน พวกเราหาคนทำตัวเป็นพ่อแม่จากชนบทส่งเงินส่งพืชผลมาร้องไห้คร่ำครวญก็พอแล้ว ในเมืองหลวงไม่รู้ว่ามีคนอีกมากมายเท่าไรที่เกี่ยวพันกับการค้าเกลือครั้งนี้ พวกเราเพียงแค่ช่วยกระพือลมเท่านั้น”
“…สร้างกระแสรึ…พี่ใหญ่ชอบเล่นอุบายนี้จริง!”
ไฉฝูหลินค่อยๆ เข้าใจ ตื่นเต้นพักหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินจะเข้าห้องหนังสือ หันมากล่าวว่า
“ข้าไปเขียนชื่อมาสักสองสามชื่อ ของในมือข้าบางอย่าง พี่ใหญ่ก็ไม่ต้องมาช่วยข้าคิดตลอดเวลาก็ได้ อย่างไรก็มิใช่ของครอบครัว…”
คนข้างหลังเขายิ้มยอบกาย ไม่กล่าวอันใด
************
ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นการประชุมขุนนางหรือการจัดการกิจแผ่นดินในช่วงบ่าย ฮ่องเต้ว่านลี่ก็มักจะทรงมีท่าทางเบื่อหน่าย ฟ้าใกล้มืดถึงจะเริ่มกระตือรือร้นขึ้น
จางเฉิงมองออกว่าฮ่องเต้ว่านลี่รู้สึกเบื่อหน่ายห้องทรงอักษรมาก ทุกวันต้องมาที่นี่ นับวันก็ยิ่งต้องรับมือกับภารกิจมากขึ้น
หวังทงนำทหารไปปราบโจรที่อำเภอชิง รวมถึงเรื่องจัดการกับเป้าตันเหวิน วันหน้าเตรียมจะตัดเส้นทางใหญ่ลอบขนส่งเกลือเข้าเมืองหลวง ถึงกับจะเพิ่มเงินก้อนจินฮวาให้อีก
นำกำลังออกต่อสู้ เพิ่มรายรับ นี่เป็นเรื่องที่ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงดีใจเป็นที่สุด แต่พอม้าเร็วนำสารด่วนมายังเมืองหลวง พอส่งเข้ามาในวัง ฮ่องเต้ว่านลี่ทอดพระเนตรแล้วก็ตรัสเพียงว่า ‘หวังทงทำงานได้ไม่เลว’
แต่เหมือนจะสนใจเรื่องหลี่หู่โถวสังหารโจรได้บำเหน็จรางวัลอยู่บ้าง ทรงแย้มสรวลอ่านอย่างละเอียดอีกรอบก่อจจะก็วางทิ้งไว้ที่เดิม
จำได้ว่าตอนนั้นเฝิงเป่าได้อ่านเรื่องที่หวังทงทำไปทั้งหมดแล้วได้แต่ส่ายหน้าชมว่า
“เจ้าเด็กคนนี้มีใจมุ่งมั่นสร้างความชอบ ไม่เลว แต่ไปแหย่รังผึ้งทำไมกัน”
ธุรกิจเกลือราวกับภูเขาทองทะเลเงิน ขุนนางในวังนอกวังมากมานเท่าไรเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่มากมายเท่าไรเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ หากไปแตะโดนเข้า ย่อมนำความยุ่งยากมาสู่ตัว
ที่จางเฉิงคิดไม่ต่างจากที่เฝิงเป่ากล่าวออกมาสักเท่าไร เรื่องไม่เหนือความคาดหมาย ฎีการ้องเรียนหวังทงเริ่มมากขึ้น หากในคณะเสนาบดีและหกกรมต่างไม่มีการเคลื่อนไหวใด
ฮ่องเต้ว่านลี่ทอดพระเนตรฎีกาและรายงานจากแต่ละท้องที่หน้าเบื้องพระพักตร์อย่างไม่สนพระทัยนัก ตอนนี้พระองค์ยิ่งทรงเบื่อหน่ายเรื่องเหล่านี้ยิ่งนัก หากไม่ใช่ว่าไทเฮาหลี่และจางจวีเจิ้งบังคับให้ทำ พระองค์ย่อมไม่เสด็จมาเป็นแน่
“ฝ่าบาท วันนี้มีฎีการ้องเรียนว่าหวังทงเคลื่อนกำลังโดยพลการ ไม่เห็นผู้ใดในสายตา…”
ฮ่องเต้ว่านลี่โบกมืออย่างรำคาญพระทัย ตรัสว่า
“พยาน หลักฐานและคำให้การของทางหวังทงล้วนพร้อมมูล กรมอาญาไม่ใช่ว่าส่งมือปราบไปจับกุมด้วยหรอกหรือ ทุกอย่างพร้อมมูล ไยมาร้องเรียนอะไรเช่นนี้ ผู้ใดจะไปสนใจกัน”
จางเฉิงยอบกายลง ไม่กล้ากล่าวอันใดต่อ ที่เรียกว่า “ทิ้งค้าง” ก็หมายความว่าไม่แสดงความเห็นในฎีกาของขุนนางแม้สักคำ เป็นการปฏิบัติของฮ่องเต้ต่อสิ่งที่ไม่ทรงเห็นด้วย การกระทำเช่นนี้แม้ว่าเหมือนไม่ดี แต่ก็เป็นวิธีการเดียวที่จะปกป้องหวังทงเอาไว้
ทว่าเรื่องที่หวังทงนำทหารออกปราบโจรที่อำเภอชิงนั้น จางเฉิงเองก็ไม่เข้าใจ คิดว่าไม่เห็นน่าจะต้องทำเช่นนี้ กองกำลังหู่เวยสำนักองครักษ์เสื้อแพรมีไว้สำหรับดูแลเทียนจินและเส้นทางขนส่งบนคลองส่งน้ำและแม่น้ำทะเลเท่านั้นก็พอ ไยต้องไปไกลเพื่อปราบรังโจรเช่นนั้นด้วย
แม้ว่าก่อนปฏิบัติการ หวังทงจะอธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว ว่าต้องการอาศัยการปฏิบัติการครั้งนี้ฝึกทหาร แต่ยามบ้านเมืองสงบสุข ไยต้องชักดาบออกฟาดฟัน นี่ไม่ใช่ว่าหาเรื่องใส่ตัวหรือ
ในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง จางเฉิงถามขึ้นเบาๆ ว่า
“ฝ่าบาท ฮองเฮาส่งคนมาทูลถามว่า ฝ่าบาทคืนนี้จะเสด็จไปเสวยพระกระยาหารหรือไม่พะยะค่ะ”
ว่านลี่โบกพระหัตถ์ตรัสว่า
“คืนนี้เรามีราชกิจยุ่งมาก ไม่ไปแล้ว”
“พะยะค่ะ อีกสักครู่จะตอบกลับไป”
จางเฉิงยอบกายรับพระบัญชา พอยืดตัวตรงขึ้นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ อุทยานปัจจิมนับวันยิ่งก่อเรื่องเหลวไหล ก่อนหน้านี้มีคนงานไปซ่อมอุทยานอยู่ไม่น้อย ว่ากันว่าเชิญพ่อครัวนอกวังมาจากหลายหอสุรา เมื่อวานยังได้ยินว่านางกำนัลติดสินบนซุนไห่เพื่อให้ได้มาประจำที่อุทยานปัจจิมอีกด้วย
ความสำราญทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่ากลอุบายทุกรูปแบบหรือผู้สร้างความสำราญระดับชั้นยอดที่เรียกตัวมาจากนอกวัง สามารถดึงดูดฮ่องเต้ว่านลี่ให้หลงใหลได้อย่างแท้จริง
โอรสสวรรค์เป็นฮ่องเต้ในวัง เป็นฝ่าบาทที่ทุกคนต้องถวายการรับใช้ ซุนไห่คนเดียวที่ได้ใกล้ชิด เพื่ออะไรกัน แต่จางเฉิงยังไม่ได้เตรียมจะกล่าวอันใด หากผู้ใดตักเตือนหรือทำอะไรซุนไห่ ย่อมถูกฮ่องเต้ว่านลี่รำคาญพระทัยจนถึงขั้นทรงกริ้วได้ ไยต้องแตะต้องของมีพิษเช่นนี้ได้วย
เฝิงเป่าหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์ได้อย่างไม่พอใจส่วนตัวกับจางเฉิงเมื่อได้ยินข่าวลือแพร่ออกไปข้างนอก จางจวีเจิ้งเคยกล่าวว่า ‘นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง’
ตอนนี้ทุกคนทางหนึ่งยังเกรงไทเฮาเหรินเซิ่ง อีกทางหนึ่งไม่อยากล่วงเกินฮ่องเต้ ต่างเฝ้ามองดูอย่างใจเย็น
พอเห็นฮ่องเต้ว่านลี่หยิบฎีกาขึ้นมาสี่ฉบับ จางเฉิงก็รีบทูลว่า
“ทูลฝ่าบาท ฎีกานี้ไทเฮาฉือเซิ่งได้ทอดพระเนตรแล้ว กำชับให้กระหม่อมกราบทูลฝ่าบาท”
จางเฉิงกราบทูลเบา ๆ แต่คำว่า ‘ไทเฮาฉือเซิ่งได้ทอดพระเนตร’ และ ‘กำชับให้กระหม่อมกราบทูล’ ทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่ขมวดพระขนง เกิดพระทัยใส่ในฎีกานั้นทันที ทรงหยิบขึ้นมาทอดพระเนตรต่อ
“กระหม่อมหลินซูลู่ขอกราบทูลเรื่องสี่กองกำลังประจำพระองค์และกองรบในวังหลวง ทั้งหมดนี้ต้องมีความพร้อมตลอด บัดนี้แต่ละกองกำลังฝึกฝนมาเป็นเวลานาน ถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญ แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น…เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพื่อความทุ่มเทแรงกาย…”
อ่านไปได้สองสามประโยค ฮ่องเต้ว่านลี่ก็โยนฎีกาลงบนโต๊ะ ตรัสว่า
“ในเมื่อเสด็จแม่ทอดพระเนตรมาแล้ว หรือเราจะไม่อนุญาตได้ จางปั้นปั้นพูดไปแล้วได้อันใด สำนักส่วนพระองค์อนุมัติแล้ว ไปทำก็พอ กว่าหวังทงจะส่งเงินก้อนจินฮวาเข้าวังมาได้ไม่ง่ายเลย ทุกคนก็สนใจแต่จะใช้เงิน ตอนใช้เงินก็ขยันขันแข็งกันขึ้นมาเชียว”
จางเฉิงลังเลครู่หนึ่ง ก็กล่าวว่า
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมรู้สึกว่าไม่ควรจะปลดพวกสูงวัยในสำนักอาชาหลวง ทหารเก่าแก่เชี่ยวชาญ ใช่ว่าจะไม่อาจสู้ทหารหนุ่มได้…”
จางเฉิงคิดจะทูลต่อ แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ประทับยืนขึ้นแล้วแย้มสรวลตรัสว่า
“ฟ้าใกล้มืดแล้ว จางปั้นปั้นมีงานที่สำนักส่วนพระองค์อีกไม่น้อย ก็ไปทำเถอะ เรามีเสี่ยวเลี่ยงคอยรับใช้ก็พอแล้ว…”
ฮ่องเต้ว่านลี่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดบ่ายวันนี้ ยามนี้กลับกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา สีพระพักตร์มีรอยแย้มสรวล จางเฉิงอยากพูดพ่อ แต่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ไม่พูดดีกว่า ได้แต่ทูลลาออกไป
ขณะก้าวออกจากประตู เจ้าจินเลี่ยงที่ยืนอยู่ด้านนอกประตูกำลังจะคำนับ ก็ถูกจางเฉิงรั้งตัวไว้กำชับเบาๆ ว่า
“ติดตามให้ดี จับตาให้ดี!”
เจ้าจินเลี่ยงปิดปากนิ่ง พยักหน้าหงึกอย่างแรง
************
“ฝ่าบาท รสชาติอาหารของหอกระเรียนเป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ?”
“ไม่เลว เราเคยไปหอวาสนาที่ตรอกม้าหิน ที่นั่นทำอาหารได้อร่อยกว่าห้องเครื่องในวังอีก คิดไม่ถึงว่าหอกระเรียนจะยอดเยี่ยมยิ่งกว่า ไม่เลวเลยจริงๆ”
ซุนไห่ได้ยินว่าทรงชม ก็ยิ้มทูลว่า
“พ่อครัวของหอกระเรียนเดิมเคยอยู่ที่จวนของเกาซู่ชิงมาก่อน พอเกาซู่ชิงขอลากลับบ้านเกิด พ่อครัวผู้นี้อยู่ต่อในเมืองหลวงเปิดหอนกกระเรียน ทุกวันทำแค่สองโต๊ะ ใหญ่โตไม่น้อย กระหม่อมเชิญเขามาได้ ลงทุนลงแรงไปไม่น้อยเลยพะยะค่ะ!”
เกาซู่ชิงก็คือชื่อรองของเกาก่ง มหาอำมาตย์ในรัชสมัยฮ่องเต้หลงชิ่ง คนก่อนหน้าจางจวีเจิ้ง เป็นผู้มีความสามารถ นิสัยตรงไปตรงมา อุปนิสัยหยาบกระด้าง พอฮ่องเต้ว่านลี่ขึ้นครองราชย์ เกาก่งเคยพูดกับขันทีที่รับหน้าที่มาประกาศราชโองการว่า ‘เด็กน้อยแค่นี้ รู้ไหมว่าอะไรคือราชโองการ’ ผลคือจางจวีเจิ้งเอาไปเป็นเรื่องได้ ไทเฮาฉือเซิ่งเห็นว่าเกาก่งไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตา จึงได้บีบให้ลาออกกลับบ้านเกิดไป
ว่านลี่จำเกาก่งไม่ได้ ได้ยินซุนไห่กล่าวก็ได้รับคำแค่ว่า ‘อืม’ เท่านั้น ซุนไห่สังเกตเห็นอารมณ์ฮ่องเต้เริ่มสนใจเรื่องอื่น ก็ส่งสัญญาณมือให้นางกำนัลผู้หนึ่งนำสุรากาสีเงินออกมาหนึ่งกา
เจ้าจินเลี่ยงที่อยู่ข้างๆ พระองค์ก็ก้าวออกมา หยิบตะเกียบเงินจุ่มลงไปในกาสุรา จากนั้นก็เอาใส่ปาก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เจ้าจินเลี่ยงก็พยักหน้า ซุนไห่ยิ้มรินถวายฮ่องเต้ว่านลี่ สุราสีราวกับหยกแดง สีสันแวววาว ส่งกลิ่นหอมอวลไปทั่วห้อง
“ฝ่าบาท นี่คือยอดสุราที่บาทหลวงต่างชาติใช้องุ่นหมักขึ้น ห้องเครื่องได้ใส่น้ำตาลกรวดกับดอกจามจุรีขจัดความฝาดทิ้งแล้ว พอเข้าปากแล้วรสดียิ่ง และยังมีวิธีการดื่มอีกมาก ทรงจิบดูสักคำพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ว่านลี่ยกจอกสุราขึ้นจิบ หลับพระเนตรลิ้มรส ก่อนจะพยักหน้าเสวยจนหมดจอก
ซุนไห่ข้างๆ สีหน้ายิ้มแย้ม ก้มกายทูลว่า
“ยอดสุราคลอระบำ ความสุขที่สุขที่สุด เชิญเสด็จไปยังหอเมฆาคล้อยพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ว่านลี่แย้มสรวลประทับยืน เสียงใบไผ่แว่วลอยมาจากที่ไม่ไกลนัก…..
