Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 373

ตอนที่ 373 ทุกคนขอเพียงร่ำรวย เมืองหลวงไร้ปัญหา

สามารถนำส่งจดหมายส่วนตัวมาถึงจวนเสนาบดีกรมทหาร สามารถล่วงรู้ความลับเช่นนี้ ผู้ที่ทำได้ระดับนี้ คิดว่าย่อมไม่ใช่พวกไร้สาระทั่วไปแล้ว

พอได้รับสารมา จางซื่อเหวยก็รีบไปตามจางเฉวียนให้นำคนไปถามถึงคนส่งจดหมาย ว่าหน้ำตาเป็นอย่างไร รีบตามไปทันที แต่ก็ไม่อาจหาตัวคนส่งสารพบ

จางซื่อเหวยอาศัยในย่านขุนนางชั้นสูง บนถนนปกติก็เงียบสงบ ในเวลาสั้นๆ ด้วยความสามารถของจางเฉวียนย่อมหาคนส่งสารได้ไม่ยาก แต่กลับมามือเปล่า มันทำให้คนต้องคิดไปไกล

จางซื่อเหวยอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ คิดๆ ถึงสิ่งที่ตนได้ทำไปว่ามีผู้อื่นล่วงรู้ จะทำเช่นไรดี ทางเดียวที่ทำให้เขารู้สึกสงบลงได้บ้างก็คือ ‘เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด’ ราวกับว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่อยากมีเรื่องถึงที่สุด

หากต้องการล้มขุนนางใหญ่ในคณะเสนาบดีใหญ่ ก็ต้องสละตัวเองไปด้วย เตรียมตัวแหลกสลายไปด้วย จางซื่อเหวยคิดแล้วก็ตัดสินใจได้ว่า ตอนนี้ตนเองน่าจะเคลื่อนไหวมากเกินไป สอดมือยุ่งเกี่ยวหลายเรื่องมากไป ดังนั้นจึงล่วงกินใครสักคนให้รู้สึกระแวง จึงได้ตักเตือนเบาๆ

ระยะนี้ทำสิ่งใดลงไป จางซื่อเหวยย่อมรู้ดี อ่านสารที่ได้มาจากเทียนจินอีกที ด้วยสติปัญญาจางซื่อเหวย ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ

ตอนนี้ทำได้คือหยุดทุกสิ่งลง และเตรียมรับมือให้ดี เฉียนชุนผิงตายไปแล้ว ทุกอย่างก็ตัดตอนแล้ว ย่อมไม่มีคลื่นใหญ่มากระทบได้อีก ไม่จำเป็นต้องบีบต่อไป รังแต่ละทำให้ตนเองต้องพลอยจมลงไปด้วย

หากคณะบัณฑิตชิงหลิวไม่ได้รับการหนุนหลังจากขุนนางใหญ่ ก็เหมือนน้ำนิ่งไร้ลม ไม่อาจพัดพาอะไรได้ เมื่อส่งสัญญาณวางมือชัดเจน ความสงบก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว

************

“นายน้อย นายท่านส่งข้าน้อยมาแจ้ง สินค้าใต้ในมือได้ขายต่ำกว่าทุนออกไปหมดแล้ว ขาดทุนไปสามพันตำลึง ร้านอื่นขาดทุนกันมากกว่านี้”

จวนหลี่ซานไฉอยู่ตอนกลางของเขตบูรพา จวนใหญ่ร่ำรวย และยังชอบคบหามิตรสหาย ที่จวนก็ย่อมโอ่อ่าหรูหรา ในห้องหนังสือ คนแต่งกายแบบพ่อบ้านผู้หนึ่งกำลังรายงานท่าทีนอบน้อม

พ่อค้าเมืองทงโจวใช้ความสะดวกจากการเป็นจุดเริ่มต้นของคลองส่งน้ำ มักจะกักตุนสินค้าแดนใต้ไว้ทำกำไร พ่อค้าส่งของไปเหนือ มาถึงทงโจวเปลี่ยนถ่ายสินค้า คนใต้ไปเหนือ เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่คลองส่งน้ำเพื่อขายต่อไปยังเมืองหลวงและอีกหลายเมืองตอนเหนือ ยังต้องใช้รถม้าขนส่งต่อ คนแปลกถิ่นไม่ชำนาญพื้นที่กระทำการเหล่านี้ย่อมเกิดความยุ่งยาก ตนเองอยู่ต่างเมืองก็ย่อมไม่สะดวกด้วยหลายประการ และยังเกรงกลัวความเสี่ยง จึงอยากขายสินค้าในมือออกไปให้เร็วที่สุด

พ่อค้าทงโจวและพ่อค้าต่างถิ่นที่มีร้านค้าที่ทงโจว ซื้อสินค้าละแวกใกล้มาขาย ย่อมได้ราคาถูกกว่าท้องตลาดหลายส่วน

จากนั้นย่อมนำกลับไปขายต่อที่เมืองหลวง ส่วนพ่อค้าทงโจวมักจะเก็บสินค้าไว้ รอให้คลองส่งน้ำไม่อาจเดินทางได้ค่อยขาย สัดส่วนราคาต่างกันยิ่งมาก กำไรก็ยิ่งมากขึ้น

เดือนสิบสองถึงปลายเดือนสี่ เส้นทางคลองส่งน้ำไม่อาจใช้การได้ สินค้าใต้ส่งมาไม่ได้ เป็นโอกาสที่ดีที่เมืองทงโจวจะกักตุนสินค้าไว้ทำกำไร

หากตอนนี้ท่าเรือเทียนจินได้กลายเป็นตลาดรวมสินค้า แม้ว่าตอนนี้เมืองทงโจวมาเทียนจินด้วยเส้นทางน้ำได้ แต่สินค้าใต้มาทางทะเลย่อมราคาถูกกว่าไม่น้อย แม้ว่าไม่ใช้เส้นทางน้ำขนต่อ ใช้รถม้าเทียมวัวเทียมม้าของไปเมืองหลวงก็ยังราคาถูกว่ามาจากทงโจวมาก

ประชาชนย่อมเห็นแก่ราคาถูก พ่อค้าก็ย่อมทำเพื่อกำไร ราคาต่างกันเช่นนี้ จะให้เลือกอย่างไรก็คงไม่ต้องให้บอก เมื่อเป็นเช่นนี้ สินค้าที่พ่อค้าทงโจวกักตุนไว้ก็ย่อมราคาตกรุนแรง

เมื่อราคาตกรุนแรง แต่ละร้านก็ต้องขาดทุน ตระกูลหลี่ซานไฉและพ่อค้าอื่นๆ ในทงโจวระดับแนวหน้ากักตุนสินค้าไว้ไม่น้อย ทว่าหลี่ซานไฉด้านหนึ่งก็ยื่นฎีกาโจมตีในเมืองหลวง อีกด้านหนึ่งก็แอบบอกทางบ้านให้ปล่อยสินค้าทิ้งให้หมด

“โอ ร้านอื่นขาดทุนถึงขั้นไหน?”

“น่าสลดยิ่ง นายท่านตระกูลหวังเมื่อคืนผูกคอตาย ทั้งครอบครัวแบ่งสมบัติกัน กระจัดกระจายไปคนละทาง ตระกูลหยางสามวันก่อนวางเพลิงเผาจวนตนเอง พอดีมีผู้พบเห็นจึงช่วยไว้ได้ทัน ตระกูลอื่นๆ ก็ขายร้านขายที่ มากมายเหลือเกิน”

“กลับไปบอกนายท่านว่า ฉวยจังหวะนี้ซื้อที่ดินร้านค้าไว้ให้มาก การค้าช่วงนี้ไม่ค่อยดี ก็ยังไม่ต้องทำ ส่งคนไปเมืองหลวงเปิดร้านสองสามร้านขายแทนก็แล้วกัน”

พ่อบ้านรับคำนอบน้อม แม้ว่าผู้ทำการค้าที่ทงโจวจะเป็นนายท่าน ซึ่งก็คือบิดาของหลี่ซานไฉ แต่เรื่องใหญ่ในบ้านก็ต้องหลี่ซานไฉตัดสินใจ กิจการตระกูลจึงได้ขยายใหญ่โตขึ้นมาจนวันนี้ได้

หลี่ซานไฉไม่รู้ว่าเบื้องหลังผู้ปลุกกระแสนี้คือจางซื่อเหวย แต่เขารู้ว่าเบื้องหลังย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ขุนนางต่างสำนักที่ปกติเข้ากันไม่ได้ หากครั้งนี้ร่วมแรงร่วมใจกันได้ ย่อมไม่ใช่การกระทำของคนธรรมดาจะทำได้

และด้วยเหตุนี้ หลี่ซานไฉจึงได้กล้าแสดงท่าทีเอาชีวิตเข้าแลกเช่นนี้ และก็ด้วยเหตุนี้ พอมีคนส่งสัญญาณให้หยุดเคลื่อนไหว หลี่ซานไฉจึงไม่กล้าเคลื่อนไหวต่อ

แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ หลี่ซานไฉได้รับประโยชน์ใหญ่ หน้าประตูต้าหมิงเหมิน การได้อ่านฎีกาเต็มไปด้วยความภักดีต่อหน้าขุนนางในคณะเสนาบดีใหญ่และหกกรมกอง ความกล้าหาญเช่นนี้ ความตรงไปตรงมาเช่นนี้ ย่อมได้รับเสียงชื่นชมจากบัณฑิตในเมืองหลวงอย่างมากมาย จากแนวโน้มนี้ การที่ชื่อเสียงจะแพร่กระจายไปทั่วเหนือใต้ก็เป็นเพียงเรื่องช้าหรือเร็วเท่านั้น หลี่ซานไฉได้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว

เขาเป็นเพียงขุนนางธรรมดาในกรมอากร แต่หลังเกิดเรื่อง หลายกรมกองและชนชั้นสูงในเมืองหลวง หรือแม้กระทั่งขุนนางท้องถิ่นในซานตง ซานซี เขตปกครองเหนือไปจนเหอหนาน ต่างก็มาแสดงความเป็นมิตรด้วย ว่ากันว่าในวังหลวงเองก็มีเชื้อพระวงศ์เอ่ยชื่อเขาด้วย

นอกจากนี้ ในเขตปกครองใต้ บัณฑิตทั้งซูโจว ฉางโจว ซงเจียงก็ยิ่งเลื่อมใสเขา ยอมรับเขาเป็นผู้นำไปโดยปริยาย

ไม่อาจล้มหวังทง ตระกูลยังขาดทุนไปไม่น้อย แต่ได้ชื่อเสียงในเมืองหลวง ได้แหล่งอำนาจหนุนทางการเมืองมากมายเช่นนี้ หลี่ซานไฉก็นับได้ว่าได้มากกว่าเสีย และยังเรียกได้ว่าได้มหาศาลอีกด้วย

พ่อบ้านกำลังรายงาน หลี่ซานไฉกลับเหม่อลอยครุ่นคิด ที่แท้ผู้ยิ่งใหญ่ใดในเมืองหลวงต้องการต่อกรกับหวังทง แล้วเหตุใดจึงต้องหยุดกลางคัน

“นายน้อย นายท่านถามว่าสินค้าเราจะยังตุนสินค้าต่อไปไหม ขาดทุนมากขนาดนี้……”

หลี่ซานไฉคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ากล่าวว่า

“เหตุใดจะไม่ตุน ทางเทียนจินมาสะดวกที่สุดก็ยังคงเป็นทางน้ำ ทงโจวไปเมืองหลวงเส้นทางนี้ยังต้องอาศัยรถใหญ่ ไม่ตุนสินค้าทางน้ำ ก็ต้องตุนสินค้าทางทะเลไว้ เรียนนายท่านว่า รีบเอาเงินไปเทียนจิน ไปที่นั่นเปิดร้านสักร้าน ไม่งั้นก็ไปเช่าที่แม่น้ำทะเลนั่น รีบไปๆ คืนนี้เจ้ากลับไปได้เลย โอกาสรวยใหญ่มาถึงแล้ว อย่าปล่อยให้พลาดไป”

พ่อบ้านรู้ดีว่านายน้อยไม่เพียงแต่เล่าเรียนเก่งกาจ เป็นขุนนางเป็น เรื่องการค้ายังเก่ง ไม่เช่นนั้นกิจการตระกูลไหนเลยจะยิ่งใหญ่เพียงนี้ จึงรีบก้มกายรับคำออกไป

ในบรรดาบัณฑิตชิงหลิวที่ร่วมยื่นฎีกา ครอบครัวที่ร่ำรวยส่วนใหญ่ล้วนไปซื้อร้านขยายกิจการที่เทียนจิน พวกเขาคิดการฉับไว ข่าวสารก็ฉับไว ย่อมรู้ว่าที่ใดสามารถสร้างความร่ำรวยให้ได้ รู้ว่าตอนไหนควรตามให้ทัน

***********

ประตูทิศตะวันตกของวังหลวงย่อมรักษาการณ์แน่นหนา ขันทีที่เข้าออกก็ย่อมตรวจเข้ม ช่วงกลางวัน มักเป็นเวลาว่าง เพราะพวกปฏิบัติหน้าที่ออกไปยังไม่กลับ ฮ่องเต้และบรรดาขุนางก็ประชุมกันอยู่ รอบด้านเงียบสงบยิ่ง

ทหารองครักษ์เฝ้าประตูวังหลวงล้วนเป็นบุตรหลานชนชั้นสูง อายุน้อยรักสนุก ยามนี้กำลังถกเรื่องแปลกทั่วไป รวมถึงข่าวลือแปลกๆ ในตอนนี้กำลังออกรสออกชาติมาก

ขณะที่พูดคุย มีคนผู้หนึ่งอึ้งชี้ไปทางประตูด้านใน ทุกคนหันไปมอง เป็นคนผู้หนึ่งวัยกลางคนแต่งชุดขุนนางนอกราชการกำลังก้มหน้าจะออกไป

ในวังมักมีขันทีสวมชุดชาวบ้านออกนอกวัง แต่ข้างกายก็มักมีผู้ติดตามอารักขา คนผู้นี้เดินออกไปคนเดียว เกิดอะไรขึ้น?

“หยุด สำแดงเอกสารและป้ายประจำตัวมา!”

เข้าออกประตู ต้องสำแดงเอกสารและป้ายประจำตัว ตอนออกไปก็เก็บไว้ กลับมาก็ตรวจสอบ ชายวัยกลางคนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นอึ้งไป ถามกลับว่า

“ป้ายอันใดกัน?”

ดูรูปลักษณ์ของบุคคลนี้แล้วน่าเป็นขันที เหตุใดไม่รู้เรื่องป้าย ทุกคนจึงยกระดับการระแวดระวังขึ้น ในยามนี้เอง ก็ได้ยินเสียงคนแต่งกายแบบเด็กรับใช้วิ่งมาจากด้านหลังอย่างเร่งรีบพร้อมห่อผ้าบนหลัง ในนั้นมีคนที่ทหารองครักษ์รู้จัก จึงรีบหยุดการเคลื่อนไหวของทุกคนไว้

วาจาประโยคเดียว ทหารองครักษ์หน้าประตูโค้งคำนับขอโทษว่า

“พวกข้าน้อยไม่รู้จักซุนกงกง เมื่อครู่ล่วงเกินแล้ว ขอกงกงโปรดอภัย”

ซุนไห่ก้มหน้าเดินออกไปต่อ ไม่สนใจทหารองครักษ์พวกนั้น ขันทีที่แต่งกายเป็นเด็กรับใช้วิ่งตามออกมาทักทายคำหนึ่งก็รีบตามไป

ทหารองครักษ์ต่างก็แปลกใจ ซุนกงกงไม่ใช่ว่าเป็นคนสนิทของฝ่าบาทที่สุดตอนนี้หรือ เหตุใดต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดท่าทางกังวลใจเช่นนี้ คงไม่ใช่ว่าพวกตนล่วงเกินกระมัง?

************

ซุนไห่กำลังกังวลใจจริงๆ เพราะหลายเดือนหลังจากฮ่องเต้ว่านลี่สำราญเต็มที่ ก็เริ่มเบื่อหน่ายลูกเล่นกลอุบายต่างๆ ในอุทยานปัจจิมแล้ว

ทิวทัศน์งาม อาหารเลิศและนารี และยังมีลูกเล่นกลอุบายอื่นๆ อีกมากมาย แต่ว่านลี่อย่างไรก็อยู่ในวัยหนุ่ม และยังเป็นโอรสสวรรค์ที่ต้องการอะไรก็มี

แม้ว่าลูกเล่นกลอุบายต่างๆ ในอุทยานปัจจิมมีมากมายเพียงใด แต่เล่นซ้ำไปมา ว่านลี่ก็ย่อมเบื่อหน่าย นับประสาอันใดกับหลายวันนี้ข่าวที่กลับมาจากเทียนจิน บอกว่าหวังทงขาวสะอาด ไม่มีความผิดอันใด เป็นผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดินอย่างแท้จริง

ตอนนั้นที่ทรงยอมให้คณะไปตรวจสอบเทียนจิน ว่านลี่ก็ทรงรับรองหนักแน่นว่าหวังทงไม่กลัวตรวจสอบ ตอนนี้พิสูจน์ว่าทรงตรัสถูกต้อง ก็ยิ่งได้ใจมาก จึงเบนความสนพระทัยไปจากเรื่องสำราญเดิมๆ อยู่บ้าง

นี่เป็นสิ่งที่ซุนไห่ไม่อาจยอมรับได้ ตั้งแต่เขาเล่นอุบายสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดว่านลี่มาได้ สถานะในวังก็ถีบตัวสูงขึ้น ทุกคนในวังล้วนให้ความเคารพ แม้แต่เฝิงเป่าและจางเฉิงเองก็ตกอันดับ หากกลับไปเป็นเช่นเดิมอีก จะทนรับได้อย่างไร

ทุกสิ่งในอุทยานปัจจิมนั้น ซุนไห่ใช้คนของหอฉินก่วนจัดการมานานแล้ว คนพวกนี้ตั้งใจทำงาน และปิดปากสนิท ไม่เหมือนหออื่นที่ไม่กี่วันก็รู้กันทั่วเมือง ซุนไห่จึงค่อยๆ เรียกใช้แต่หอฉินก่วน วันนี้ออกจากวังก็เพื่อไปหาพวกเขาให้ช่วยกันคิด หากไม่มีของใหม่ ก็ต้องเปลี่ยนคนอื่นแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!