Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 412

ตอนที่ 412 แขกมาจากมาเก๊า

ช่วงครึ่งหลังของเดือนสิบ ผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอก็ต้องสวมใส่ชุดคลุมหรือชุดหนังสัตว์กันแล้ว เรือที่มาเทียนจินก็ค่อยๆ น้อยลง แต่ร้านค้าแต่ละร้านก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุดแห่งปี

เมืองเทียนจินไปเมืองหลวงนั้นไม่อาจไปด้วยเส้นทางน้ำแล้ว อีกครึ่งเดือน เรือทะเลจะเข้าเทียบท่าในอ่าวก็ยากแล้ว แต่เมืองหลวงและเมืองละแวกใกล้ๆ เดือนสิบสองกำลังต้องการสินค้าอย่างมากจนน่าตกใจ เมืองหลวงก็เหมือนกับก้นถ้ำที่ถมไม่มีวันเต็ม เจ้านายในวังนอกวัง ชนชั้นสูง ขุนนางใหญ่ คหบดีร่ำรวยฉลองปีใหม่กัน ต้องเตรียมไว้กินใช้ที่บ้านตน ยังต้องเตรียมรอรับแขก ไม่รู้ว่าต้องใช้ข้าวของมากมายเท่าไร

ไม่ต้องพูดถึงเมืองต่างๆ ในเขตปกครองเหนือ เมืองจี่หนาน เมืองตงชาง หรือว่าเมืองไคเฟิงกับเมืองกุยเต๋ที่มณฑลเหอหนาน เพราะเมืองเหลียวโจวได้ขนส่งสินค้าลอตใหญ่ไปแล้ว

ความต้องการที่มากมายเพียงนี้ ล้วนถูกเติมเต็มด้วยสินค้าจากเทียนจินที่มีของดีราคาถูก สินค้ามากมายทะลักออกขาย เงินทองมากมายก็ไหลทะลักเข้า พ่อค้าทางใต้หรือต่างชาติที่มาทางทะเล พ่อค้าในและนอกเมืองเทียนจิน ต่างก็ร่ำรวยกันถ้วนหน้า

หลังจากดำเนินงานผ่านมาครึ่งปี ชื่อเสียงความมั่งคั่งร่ำรวยของเทียนจินก็ขจรไปทั้งเหนือใต้ ชื่อเสียงเริ่มกระจายไปทั่วผืนแผ่นดินและต่างแดน คนที่เคยสงสัยก็เริ่มเชื่อถือ หลายคงคิดจะมาดูลาดเลาที่เทียนจินสักครา

คลังสินค้าของพ่อค้าเริ่มกักตุน พ่อค้าเมืองหลวงบางคนมาตั้งร้านสาขาในเทียนจินเพื่อนำสินค้าลอตใหญ่ส่งไปเมืองหลวงเอง เงินทองก้อนโตเข้าๆ ออกๆ ยังมีกองเรือไปเหลียวโจวอีก เดือนสิบนี้หวังทงก็ส่งเข้าวังได้ถึง 2 ล้านตำลึงได้ในคราเดียว

เทียนจินตอนนี้เปรียบดังห่านที่มีไข่ทองคำ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในผลประโยชน์กับเทียนจินก็ล้วนดูแลอย่างระมัดระวัง เกรงกันแต่ว่าจะเกิดเรื่องใดทำให้ทุกคนจะสูญเสียโชคลาภนี้ไป

ดังนั้นเมื่อกองเรือของเฉินหลินผ่านซานตงมา ก็มีคนสังเกตความผิดปกติหนึ่งได้ เรือปืนใหญ่เช่นนี้มีชาวต่างชาติอยู่ และยังมีเรือใหญ่ตามมาอีกหลายลำ แต่ขึ้นธงของแม่ทัพเรือราชวงศ์หมิง เหมือนว่าเรือพวกนั้นคุ้มกันเรือปืนใหญ่ต่างชาติมา พวกนี้มาทำอะไรกัน มองอย่างไรก็น่าแปลก

มีเรือพ่อค้าที่คุ้นเคยเส้นทางน้ำจึงกางใบเรือเต็มที่แล่นเร็วมาถึงเทียนจินก่อน รีบนำข่าวไปรายงานทางหวังทง

ผีฝรั่งพวกนี้สกปรกมาก บางทีเห็นชาวจีนกำลังอ่อนแอ ก็จะกล้าเข้าปล้นชิงกันดื้อๆ หากมิใช่ราชาไตรธาราจัดการรุนแรงไปหลายครั้ง คนพวกนี้ไม่รู้ว่าจะเหิมเกริมถึงเพียงใด

พอได้ยินว่าเรือปืนใหญ่มา หวังทงก็ตกใจ จากความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่จำกัดของเขา น่านน้ำทะเลเทียนจินปรากฎเรือต่างชาติก็เหมือนว่าเป็นเรื่องราวในช่วงสงครามฝิ่นปลายสมัยราชวงศ์ชิงนี่

แต่ในเมื่อมาแล้ว ก็ต้องระวังรับมือให้ดี เทียนจินเป็นพื้นที่ใกล้เมืองหลวงที่ติดทะเล นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หวังทงเริ่มจัดเตรียมกองเรือปืนไฟและปืนไฟริมฝั่ง พร้อมกับแจ้งให้ขุนพลซุนจื้อปินผู้ดูแลปกป้องเทียนจินให้รู้ไว้ ซุนจื้อปินมิกล้าชักช้า จัดการเคลื่อนกำลังพลและลากปืนใหญ่จากสำนักปืนไฟของทางการออกมาหกกระบอกที่ริมทะเล

อย่างไรก็ตามพื้นที่ริมทะเลมีเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถจอดเทียบท่าได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชายหาดรกร้าง และมีการตั้งปืนใหญ่ไว้เรียบร้อย ทหารม้าเตรียมพร้อมแล้ว พวกเจ้าดาหน้ากันเข้ามาก็แล้วกัน

เกิดการเตรียมการอย่างตื่นตระหนกริมฝั่ง กองเรือเฉินหลินก็ดูเหมือนจะรู้ว่าจะสร้างความตกใจให้ที่นี่ จึงไม่ได้รีบร้อนขึ้นฝั่ง หากส่งคนนั่งเรือเล็กเข้ามาก่อน เป็นนายกองพันเรือผู้หนึ่ง ถือหนังสือมาแจ้งก่อน ทำให้คนบนฝั่งพากันโล่งใจ

หากทังซานที่ยังมิได้ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้ดำรงตำแหน่ง ‘กองตระเวนทางน้ำ’ ก็มีความตื่นตัวป้องกันมากกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เป็นคนในสังกัดหวังทงที่มีจิตใจระแวดระวังผู้หนี่ง เป็นผู้ที่ออกมาบอกหวังทงด้วยตนเองว่า อย่าได้ชะล่าใจ

ปีนั้นที่พวกต่างชาติหัวแดงมาถึงมาเก๊าบอกว่าขอยืมพื้นที่ขนาดเท่าหนังวัวเพื่อพักผ่อน พอขึ้นฝั่งมาก็เอาหนังวัวตัดเป็นเส้นๆ จากนั้นก็ขยายออกไปเป็นพื้นที่กว้าง พฤติกรรมปลิ้นปล้อนหลอกลวงเช่นนี้ ชาวทะเลยังคงจำได้แม่นยำ

ผู้ที่เฉินหลินส่งมาไม่ว่ากระไร ได้แต่ทอดถอนใจหากว่าใต้หล้าล้วนระวังรอบคอบเช่นเทียนจิน ยังต้องกังวลโจรสลัดวัวโค่วอีกหรือ?

กองกำลังหู่เวยเคลื่อนกำลังมาสามค่าย เรือแต่ละลำของเฉินหลินสองข้างต้องประกบด้วยเรือเพลิง หากมีสิ่งใดผิดปกติ ทหารบนเรือก็จะลงมือควบคุมสถานการณ์ เรือเพลิงก็สามารถจุดไฟเผาเรือ แต่นี่นับเป็นวิธีป้องกันเหตุผิดพลาดเท่านั้น

หลังจากตระเตรียมเรียบร้อย ทังซานจึงได้ยอมให้เรือแต่ละลำเข้ามาในอ่าว คนอื่นๆ ต่างเห็นว่าทังซานระแวงเกินไป คิดไม่ถึงว่าหวังทงให้ทังซานเป็นถึงนายกองธงเล็ก

ตอนนี้คนในสังกัดไม่น้อย แต่สถานะยังคงเป็นพลทหารองครักษ์เสื้อแพรก็ไม่น้อย พานหมิงที่ดูแลพวกนาวาสุคนธ์กับทังซานที่ดูแลแม่น้ำทะเล ตอนนี้ต่างก็ได้เลื่อนไปอีกขั้น

************

เรือจากเทียนจินถูกส่งไปประชิดเรือเฉินหลินและขึ้นไปแจ้งระเบียบ ขากลับยังนำคนผู้หนึ่งลงมาด้วย เป็นช่างตีเหล็กที่หนวดเครารุงรังเต็มหน้า

ชาวโปรตุเกสบนเรือ มีทั้งขุนนาง มีทั้งพ่อค้า สถานะสูงว่าช่างตีเหล็กผู้นี้ไม่รู้เท่าไร แต่ตลอดทางมา ทหารหมิงบนเรือให้ความเคารพช่างตีเหล็กหนวดเครารุงรังผู้นี้ยิ่งนัก ไม่ว่าอาหารการกินหรือที่พักก็ล้วนได้รับการดูแลอย่างดี ต่างกับคนอื่นๆ อย่างยิ่ง

ทุกคนไม่ค่อยเข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด มองไกลๆ เหมือนว่าช่างตีเหล็กผู้นี้ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นนี้

ดูจากทิศทางเรือและอุณหภูมิที่ค่อยๆ เย็นลง ทุกคนก็รู้ว่าครั้งนี้ได้มาถึงแผ่นดินตอนเหนือของราชวงศ์หมิงแล้ว ช่างตีเหล็กผู้นี้เป็นเพียงคนธรรมดาที่มาขุดทองยังแผ่นดินตะวันออกเท่านั้น เหตุใดจึงได้รับการปฏิบัติที่พิเศษเช่นนี้

************

“อาจารย์บามองด์ ไม่ได้เจอกันนาน สุขภาพท่านแข็งแรงดีไหม?”

หวังทงยิ้มประสานมือกล่าวทักทาย เบื้อหน้าเขาเป็นช่างตีเหล็กหนวดเคราเฟิ้มมีสีหน้าตื่นตะลึง ช่างตีเหล็กที่เคยสอนเขาตีเหล็กตอนที่อยู่มาเก๊า นับเป็นอาจารย์คนแรกของเขา

บามองด์ยกมือขยี้ตาอย่างแรง ไม่อยากจะเชื่อว่าได้เห็นหวังทงที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเทาว่า

“เจ้าคือหวังทงน้อย เจ้าหวังทงน้อยที่รบเร้าให้ข้าสอนตีเหล็กผู้นั้นหรือ?”

วาจาเขาติดสำเนียงแบบชาวกวางตุ้งพูดภาษาจีนกลาง เป็นภาษาจีนกลางที่แข็งทื่อ เพราะผสมกันระหว่างสำเนียงโปรตุเกสและกวางตุ้ง ทหารติดตามที่ยืนหลังหวังทงอดหัวเราะคิกไม่ได้ ก่อนจะโดนซุนต้าไห่หันกลับไปถลึงตาใส่ ทุกคนจึงได้หุบปากสนิท

หวังทงอมยิ้มพยักหน้า ล้วงมือลงไปด้านข้างกายคว้าปืนสั้นออกมา พอเห็นปืนสั้น บามองด์ก็คลายความลังเลสงสัยทั้งหมดลง ก้าวเข้าไปกอดหวังทงอย่างแรง กล่าวเสียงดังว่า

“หวังทงน้อยโตแล้ว หวังทงน้อยโตแล้ว”

การเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันของบามองด์ที่เป็นชายต่างชาติผิวขาว ทำเอาทหารด้านหลังหวังทงพากนันตกใจสะดุ้ง คนแถวหน้าสุดสองสามคนก็ชักดาบออกมาแล้ว หวังทงถูกบามองด์กอดเอาไว้ ได้แต่พยายามโบกมือด้านหลังอย่างแรงให้ทุกคนหยุดเคลื่อนไหว

“ตลอดทางมานี่ ข้าคิดแต่ว่าทำไมต้องพาข้ามาที่นี่ พอได้เห็นเจ้า ข้าจึงได้เข้าใจ”

ใบหน้าของหวังทงยังคงมีรอยยิ้ม บามองด์ช่างตีเหล็กผู้นี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้พบญาติสนิท ช่วงเวลาที่ได้ติดตามบิดำไปมาเก๊านั้นเป็นวันเวลาที่งดงามที่สุดของเขาในชาตินี้ ที่มาเก๊านั้นบามองด์ให้ความช่วยเหลือเขาไว้มาก ซึ่งนับเป็นสาเหตุที่ทำให้เวลาช่วงนั้นเป็นวันเวลาที่งดงามที่สุดของเขา

กอดกันครู่หนี่ง มือใหญ่ก็ตบลงบนหลังและไหล่ของหวังทงอย่างแรงหลายที บามองด์ถอยหลังไปก้าวหนึ้งมองหวังทงอย่างละเอียด ถอนหายใจกล่าวว่า

“หวังทงน้อยตอนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว ใต้เท้าหวังเป็นอย่างไรบ้าง ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วหรือ เห็นเจ้าเช่นนี้ น่าจะตำแหน่งใหญ่ว่านายอำเภออีกนะ”

ตอนนี้น้อยคนจะเอ่ยถึงหวังลี่บิดาหวังทง เพราะหวังลี่ในตอนนั้นสถานะตำแหน่งต่ำต้อย ไม่มีผู้ใดจำการมีอยู่ของเขาได้ และก็ไม่เคยไปมาหาสู่กันเท่าไร ได้ยินบามองด์เอ่ยถึง หวังทงก็สีหน้าสลดลง กล่าวอย่างจริงจังว่า

“บิดาได้จากไปแล้ว……”

ได้ยินเช่นนี้ บามองด์ก็อึ้งไป ก่อนจะตบบ่าหวังทงติดๆ กัน ถอนหายใจกล่าวว่า

“อย่าได้เสียใจเกินไป ใต้เท้าหวังได้เห็นเจ้าตอนนี้ เขาย่อมดีใจ”

“อาจารย์บามองด์ ข้าจัดโต๊ะเตรียมต้อนรับการมาของท่านไว้แล้ว ไปด้วยกันเถิด!”

เห็นหวังทงกับบางมองด์คุยไปหัวเราะไป พากันเดินขึ้นรถม้า ทหารคนสนิทด้านหลังก็สบตากัน พวกเขาได้เห็นหวังทงเช่นนี้เป็นครั้งแรก พบเห็นได้น้อยมากจริงๆ

หนึ่งก็รู้สึกแปลกใจ อีกหนึ่งก็รู้สึกสนิทใจกับนายท่านอายุน้อยผู้นี้ขึ้นมาอีกหลายส่วน

*************

“อย่าเดินไปทั่ว ไปที่กระโจมนั่นเปลี่ยนเสื้อผ้าออกก่อน จากนั้นก็อาบน้ำ มีคนรอเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พวกเจ้า!”

กองเรือที่มาจากกวางตุ้งจอดเทียบท่าที่โรงไม้ไปทางตะวันตก ลูกเรือต่างขึ้นฝั่ง มีล่ามกำลังตะโกนเสียงดัง ภายใต้สายตาไม่เป็นมิตรของทหาร ชาวโปรตุเกสที่มาจากมาเก๊าพวกนี้ต่างก็เดินไปที่กระโจมเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยจิตใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ

เดินเปลือยกายออกมา มีคนส่งถังน้ำให้ ในถังมีน้ำกลิ่นประหลาด ใช้น้ำนี้อาบหนึ่งรอบ จากนั้นค่อยใช้น้ำอุ่นอาบอีกรอบ จากนั้นก็รีบเช็ดตัวให้แห้ง มีหทารเตรียมเสื้อผ้าสะอาดเอาไว้ให้แล้ว พอใส่เสร็จ ก็ถูกนำตัวไปรวมกันที่ลานแห่งหนี่ง

“เรียนใต้เท้า เชิญหมอมาแล้ว รอให้ชาวต่างชาติพวกนี้อาบน้ำเสร็จ ก็จะให้หมอมาตรวจโรค หากป่วยก็จะคัดแยกไว้ทันที”

ได้ยินทหารรายงาน หวังทงพยักหน้ารับรู้ วิธีนี้เป็นทังซานบอกมา กลัวว่าต่างชาติจะพากลิ่นอายอัปมงคลมา แม้ว่างมงาย แต่เหตุผลหลักก็เพื่อป้องกันโรค หวังทงย่อมทำตาม ยังดีที่บามองด์ร่างกายแข็งแรง ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาอันใด

อาการเริ่มหนาวแล้ว ชาวตะวันตกที่ยืนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันริมฝั่งก็เริ่มหนาวจนต้องโดดเหยงไปมา หวังทงประคองอวี๋ต้าโหยวมาที่หน้าเรือปืนใหญ่ของโปรตุเกสริมฝั่ง นายพลเฒ่าได้ยินก็จะมาดูให้ได้ ขุนพลเรือจากวางตุ้งที่นำขบวนมากล่าวแนะนำว่า

“เรือปืนใหญ่นี้กับของเรานั้นไม่เหมือนกัน พวกฝรั่งต่างชาติเรียกว่าเรือไก้หลุน[1] ก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด”

ลักษณะเรือลำนี้ไม่เหมือนกับเรือฮกเกี้ยน หัวเรือแหลมพร้อมปืนสามกระบอก ใบเรือแน่นขนัด มองแล้วเหมือนใยแมงมุม เรือกวางตุ้งที่ห่างออกไปหลายลำไม่มีเชือกมากมายเช่นนี้

ขนาดของเรือปืนใหญ่สามกระบอกนี้ใหญ่ที่สุด แต่ที่ดึงดูดหวังทงกับอวี๋ต้าโหยวเอาไว้ก็คือด้านข้างเรือที่เปิดหน้าต่างได้สิบกว่าบาน บานหน้าต่างเปิดออกหมด ปรากฎภาพปากกระบอกปืนใหญ่ดำมันปลาบ จำนวนปืนของเรือหนึ่งลำก็เหมือนจะเท่ากับจำนวนปืนที่อยู่บนป้อมปืนริมทะเล

…………..……

[1] เรือใบขนาดใหญ่ของตะวันตกในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 มีดาดฟ้าเรือสองชั้นและใบเรือหนาแน่น ข้างลำเรือมีช่องไว้ให้ปากกระบอกปืนใหญ่หันออกด้านข้าง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!