Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 432

Ong
BC

ตอนที่ 432 ต้อนเชลยเข้าโจมตี เสียงตะโกนดังราวอสุนีบาต

หลังกำแพงไม้มีพลธนู พลปืนและยังมีปืนใหญ่ ยังมีทหารถือทวนยาวพร้อมแทง พวกมองโกลบุกเข้าไปสองครั้ง ไม่อาจทลายค่ายได้ หากไม่อาศัยความเร็วม้าพุ่งเข้าใส่ ก็ยากที่จะบุกเข้าไปได้

C

พวกมองโกลนั้นไม่ใช่คนโง่ หรือว่าพวกเขาจะใช้ทหารเดินเท้าเข้าบุกให้ได้ ใช่ว่าเป็นเป้าให้ทหารหลังกำแพงไม้แทงเล่นหรือ ใช้ทหารเดินเท้าบุกใช่ว่าส่งมาตายหรอกหรือ?

ในช่วงเช้าตรู่ ตอนทหารมองโกลทัพใหญ่บุก ทุกคนในกองกำลังหู่เวยรู้หวาดกลัวอยู่บ้าง แต่มาถึงตอนนี้ รถใหญ่กับกำแพงกำบังประกอบขึ้นจากแผ่นไม้และรถประกบกันล้อมอยู่ด้านนอก คนด้านในสามารถป้องกันตนเองและยิงสังหารศัตรูได้ ความกล้าของทุกคนก็ฮึกเหิมขึ้น

อะไรที่ว่าพวกมองโกลถืออาวุธบนหลังม้า เก่งกาจการธนู เหมือนว่าสู้พวกโจรสลัดที่ลอบบุกเทียนจินวันนั้นไม่ได้ ความมั่นใจของทหารกองกำลังหู่เวยเริ่มทวีมากขึ้น

เมื่อได้ยินทหารบนหอสังเกตการณ์ตะโกนดัง ทุกคนที่อิ่มท้องกันแล้วก็ลุกขึ้นยืนตามคำสั่งของหัวหน้า แต่ละคนเตรียมปฏิบัติหน้าที่ตน ทุกคนล้วนสงบนิ่งอย่างมาก

รถม้าที่มีห้องอยู่นั้นตอนนี้นำม้ามาเทียมไว้แล้ว ไช่หนานอยู่ในนั้น หวังทงอยู่บนนั้น เขาก็ให้รถม้าเคลื่อนชิดเข้ากัน จากนั้นก็ขึ้นไปยืนด้านบนแล้วมองไปไกลๆ เริ่มสั่งการ

“ไม่ใช่สิ ทหารราบเข้าโจมตี ทหารม้าจูงม้าตามมาด้านหลังทำไมกัน?”

หรี่ตามมองไปสักครู่ หวังทงรู้สึกงง ตำราการทหารและตัวอย่างการรบต่างบอกไว้ชัดเจนว่า ทหารราบเข้าโจมตีและป้องกัน ทหารม้าต้องรักษาระยะห่าง 20 -30 ก้าว เพื่อเว้นพื้นที่ให้ทหารราบด้านหน้า หากก็ไม่ให้ไกลเกินไปนัก ไม่เช่นนั้นจะประสานรับกันไม่ได้

แต่ตอนนี้มันเป็นแบบผสมผสานระหว่างทหารราบกับทหารม้า ดูแล้วแน่นขนัด แต่หากจะโจมตีแล้วถอย ทหารม้ากับทหารราบก็ย่อมต้องชนกันเอง เหยียบกันเอง บาดเจ็บล้มตายกันมากกว่าถูกสังหารตาย พวกมองโกลมากันอย่างเร่งรีบ แต่กองกำลังเหมือนฝึกฝนกันมานาน เหตุใดจึงใช้ยุทธวิธีหน้ามืดตามัวเช่นนี้กัน

ระยะทางไกลมากขนาดนี้ มองไม่ชัดว่ามีอะไร หากทัพใหญ่กลับตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่เมื่อครู่ที่เกิดการปะทะกันบนกำแพงไม้

กองกำลังผสมนั้นเดินช้ามาก ราว 150 ก้าวได้ ทัพก็หยุดลง หวังทงเริ่มงง มู่เอินด้านล่างตะโกนดังขึ้นมาว่า

“ใต้เท้า พวกเขาอยู่นอกรัศมียิง พวกเรายิงไม่ถึง!!”

ที่แท้เป็นเช่นนี้ แต่ไม่บุกไม่ถอย ยืนเซ่อกันอยู่ที่นั่นทำอันใด หวังทงขมวดคิ้วคำรามเบาๆ ไปว่า

“มู่เอิน ให้พลธนู พลปืนเตรียมย้ายมาที่นี่ให้หมด ปืนใหญ่เอามา 10 กระบอก ลี่เทา ให้ค่ายหนี่งกับค่ายสองมาที่นี่ด้วย!”

พอออกคำสั่งไป ด้านนอกเริ่มเคลื่อนไหว แต่คราวนี้พวกมันไม่เป่าเขาสัญญาณ หากเป็นเสียงร่ำไห้โหยหวน ด้านหลังมีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยสนุกสนานอย่างมีเลศนัย

ห่างกันหนึ่งร้อยกว่าก้าว หากคิดจะฟังชัด ก็ต้องตะเบ็งเอาจึงจะได้ แต่เสียงร่ำไห้ช่างเสียดแทงอย่างมาก ทางนี้ได้ยินชัดเจน

“นายท่าน ช่วยพวกเราด้วย!!”

“ฮ่องเต้ทรงพระเจริญ ใต้เท้าข้างหน้าช่วยพวกข้าน้อยกลับไปด้วย……”

กองกำลังหู่เวยด้นหลังกำแพงไม้รอศัตรูไม่เข้าโจมตีเสียที หากได้ยินเช่นนี้แทน หลายคนก็เริ่มลังเลชะโงกหน้าขึ้นจากกำแพงไม้ดู มีหัวหน้าทหารโดดขึ้นไปยืนมองบนรถ หวังทงบนหลังคารถเห็นก็ตวาดดังไปว่า

“เตรียมพร้อมรบ อย่าได้เสียสมาธิ บนสนามรบพวกเจ้าไม่อาจเสียสมาธิ ทุกค่าย ผู้ใดไม่ปฏิบัติตัดหัวทิ้งทันที!!”

ทหารด้านล่างที่เริ่มเสียสมาธิได้ยินหวังทงตวาดดังก็ได้สติ ตอบรับพร้อมเพรียง รีบกำราบคนในบังคับให้พร้อม

หวังทงขมวดคิ้วเพ่งมองไป ก็มีคนปีนขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ประสานมือคำนับหวังทงกล่าวว่า

“ข้าน้อยสายตาดี ขอนายท่านให้ข้าน้อยขึ้นไปดูสักหน่อย”

เป็นถานกงจากตระกูลถาน ถานกงเป็นพลธนูยิงแม่น สายตาดีกว่าคนปกติไม่น้อย หวังทงพยักหน้า ทหารด้านบนเปลี่ยนตัวกับถานกง ถานเจียงตามขึ้นมาด้วย ถานกงกวาดตามองไป ก็ตะโกนเสียงดังว่า

“นายท่าน น่าจะเป็นชาวหมิงที่พวกมองโกลจับมา……”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ คิ้วของหวังทงก็ขมวดแน่นขึ้น ตอนเหนือและตะวันตกของแผ่นดินหมิงเป็นพวกมองโกลและชนเผ่าต่างๆ เป็นพวกนอกด่านใหญ่น้อย นอกจากจะรบกับราชวงศ์หมิงไม่หยุด หากมีพื้นที่กำหนดเฉพาะให้ค้าขายกัน และก็ยังมีพวกที่เข้าปล้นชิงเรื่อยๆ

การรุกรานกองทัพใหญ่ไม่ต้องพูดถึง หากทุกปีมีการรุกรานเล็กๆ น้อยๆ ไม่น้อย มักจะมีชาวบ้านชานแดนตอนเหนือ หรือครอบครัวพลทหารถูกกวาดต้อนไป ผู้หญิงย่อมถูกทำลายเกียรติ ผู้ชายถูกนำไปใช้แรงงานเยี่ยงทาส ทุกข์ทรมานจนไม่อาจถ่ายทอดเป็นคำพูดใดได้

ราวกับราษฎรไม่ใช่คน ถูกกวาดต้อนไปก็แล้วไป ขอเพียงไม่ใช่นับพันคน แม่ทัพทหารในพื้นที่ก็ย่อมปิดบังได้ก็ปิดบัง ทำเหมือนไม่เห็น ปิดบังไม่รายงานมากมาย

เป็นเช่นนี้สั่งสมมานานปี และยังด้วยสาเหตุต่างๆ นานา พวกชาวหมิงในหมู่ชาวมองโกลจึงมีไม่น้อย ไม่เช่นนั้นสำนักอาชาหลวงในหลายกองกำลังใหญ่จะมีพวกชายฉกรรจ์หนีมาจากตอนเหนือเข้ามาเป็นกำลังหลักของกองกำลังได้อย่างไร

*************

เสียงร่ำไห้ของชาวหมิงนั้นช่างรันทดนัก ปากก็พร่ำกล่าวอันใดไปมาหลายรอบ ล้วนแต่ขอให้หวังทงช่วยเหลือพวกเขา

แต่พวกเขาได้แต่ยืนไม่กล้าขยับ เห็นชัดว่าถูกพวกมองโกลด้านหลังควบคุมอยู่ พวกมองโกลที่บาดเจ็บไปอย่างทุลักทเลตอนนี้ได้เห็นทาสชาวหมิงรันทดหวาดกลัว ความโมโหกรุ่นในใจก็เหมือนจะคลายลง ตอนนี้พากันหัวเราะดังลั่น

ทางหนึ่งร่ำไห้ ทางหนึ่งหัวเราะดัง ทำให้ทหารหวังทงเริ่มวุ่นวายใจ หวังทงขมวดคิ้วแน่นขึ้น จับตาดูด้านล่างเขม็ง พวกด้านล่างเห็นสีหน้าหวังทง ไม่ต้องรอให้สั่งก็ยิ่งกำชับลูกน้องมากขึ้น ให้กองกำลังอยู่ในความสงบ

“พวกมองโกลชอบใช้อุบายเชลยศึก ดันพวกเชลยให้เป็นแนวหน้า พวกพลม้าตามมาด้านหลัง หากทหารฝ่ายตรงข้ามทำใจไม่ได้ พวกมันก็จะถือโอกาสโจมตี หากทหารฝ่ายตรงข้ามเปิดศึก พวกเขาก็ไม่สูญเสียอันใด แต่ขวัญและกำลังใจทหารจะเสียหายหนักมาก”

ถานเจียงกระซิบบอก เรื่องนี้หวังทงก็รู้อยู่ วิธีของพวกมองโกลนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว แม้แต่ยามว่างของพวกองครักษ์เสื้อแพรเองก็มักคุยกันถึงเรื่องนี้

ยังไม่ทันได้พูดอันใด ก็ได้ยินเสียงฝั่งตรงข้ามดังขึ้น ชาวหมิงพวกนี้น่าจะหลุดจากการควบคุมของพวกมองโกลแล้ว คนเหล่านี้เห็นทัพหมิงอยู่ด้านหน้า ด้านหลังเป็นสัตว์ป่านอกด่านบนหลังม้า พวกเขาใช่ว่าไม่รู้วิธีการที่พวกมองโกลใช้ แต่ด้านหน้าเป็นความหวังที่จะมีชีวิตรอด เรื่องมีชีวิตรอดเรื่องใหญ่ ทุกคนย่อมไม่ยอมละทิ้งความหวังแม้เพียงเล็กน้อยนี้

ทุกคนต่างก็ร้องไห้ดังพากันวิ่งมา พวกมองโกลด้านหลังก็จะค่อยๆ เหยาะม้าไล่ตามมา

“สุนัขมองโกลเอ๊ย ถานเจียง ถานกง ตามข้าไป!”

หวังทงถ่มน้ำลายอย่างแรง จากนั้นก็นำทหารรบ เขาสบถด่าออกมามากมาย ทุกคนโดดลงจากหลังคาขึ้นไปบนรถ

รถหันไปในทิศทางที่เชลยชาวหมิงเดินมา มีปืนเรียงอยู่ 10 กว่ากระบอก คนพวกนั้นวิ่งเข้ามาในรัศมีแล้ว แต่ทหารปืนยังลังเล แม้แต่มู่เอินเองก็ไม่กล้าออกคำสั่ง

“ปืนใหญ่เตรียมยิง หากข้าออกคำสั่ง มีใครไม่ยิง ก็จะลงโทษตัดหัวทิ้ง พลธนูและพลปืนขึ้นรถ ตามข้ามา!!”

หวังทงจ้องไปด้านหน้าออกคำสั่ง เดิมก็รวมตัวกันอยู่แล้ว พอหวังทงประกาศออกไปทุกคนก็เขยิบเข้าใกล้ หวังทงหันไปตะโกนดัง

“ข้าตะโกนหนึ่งประโยค พวกเจ้าก็ตะโกนตาม ไม่ตะโกนตาม ย่อมมีโทษตัดหัวทิ้งเช่นกัน!!”

ได้ยินดังนี้ ทุกคนก็อึ้งไป ในใจคิดว่าตอนนี้ใต้เท้ายังมีอารมณ์ขันอีกหรือ? ขณะที่พูดอยู่นั้นเสียงร่ำไห้โหยหวนก็เริ่มเข้ามาใกล้ราว 80 ก้าว หวังทงหันไปกระซิบว่า

“ยิงปืนขึ้นฟ้า ถานเจียง ยิงธนูไปตรงหน้าพวกเขา!”

ล่ามตะโกนแปลอย่างเร่งรีบ ทุกคนตะโกนตามกัน ทหารต่างชาติเรียบร้อยพร้อมเพรียง ยกปืนเล็งยิงขึ้นฟ้า เสียงปืนดังอย่างมาก พวกทหารมองโกลตกใจจนขวัญหนี เดิมก็วิ่งเหยาะช้าอยู่ ได้สติรีบดึงม้าให้หยุด

พวกเชลยทาสชาวหมิงที่วิ่งหนีมาอลหม่านก็ตะลึงค้าง ฝั่งตรงข้ามมีเสียงแหวกอากาศมา ธนูหลายสิบดอกปักลงบนหน้าพื้นที่พวกเขายืนอยู่ ทุกคนตกใจจนเหงื่อเย็นโซมกาย หยุดวิ่งกันอัตโนมัติ มีเพียงเสียงร่ำไห้ระงมดังขึ้นว่า

“ใต้เท้าด้านหน้า พวกเราเป็นราษฎรหมิง!!”

“พวกเจ้าเป็นราษฎรหมิง พวกเราก็เป็นทหารหมิง พวกเจ้าไม่กี่สิบคน พวกเราเกือบสี่พัน พวกเจ้าตายไม่กี่สิบหรือให้พวกเราสี่พันตาย พวกมองโกลกวาดต้อนพวกเจ้ามาทำอันใด พวกเจ้าไม่รู้หรือ หรือพวกเจ้าอยากให้พวกมองโกลเข่นฆ่าทหารหมิงเรา!”

ทุกประโยคหนึ่งหยุด ประโยคหนึ่งตาม เหมือนหลายร้อยคนตะโกนดัง เชลยชาวหมิงที่ตกใจหวาดกลัวเมื่อครู่ก็เริ่มนิ่งอึ้งไปอีก มองหน้ากันไปมา ก็เริ่มลังเลหลายส่วน มองโกลด้านหลังได้สติ เริ่มคว้าแส้ม้าและยกดาบตะโกนด่าไล่ต้อนเชลย คุณธรรมยิ่งใหญ่หรือส่วนรวม ไหนเลยจะสำคัญเท่าความเป็นความตาย พวกเชลยชาวหมิงลังเลครู่หนึ่ง ยังคงวิ่งร่ำไห้เข้ามาต่อ

“หากต้องการมีชีวิต พวกเจ้าตอนนี้ก็หมอบลง!! หมอบลง!! หมอบลง!!!!”

คำว่า ‘หมอบลง’ ตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ เชลยชาวหมิงเริ่มลนลาน หากได้ยินเสียงตะโกนดัง หลายคนก็ได้สติพากันหมอบลง จากนั้นก็ได้ยินเสียงด้านหน้าดังขึ้นพร้อมเพรียงกันว่า

“ยิง!!!!”

ราวกับอสุนีบาต ราวกับกลองใบใหญ่ดังเป็นระลอกใหญ่ พวกทหารมองโกลด้านหลัง เมื่อครู่ที่ยังหัวเราะร่าตอนนี้หวาดกลัวส่งเสียงร้องโหยหวนและแตกตื่น

ปากกระบอกปืนใหญ่ยกขึ้นสูงอีกเล็กน้อย กระสุนปืนใหญ่ข้ามเชลยชาวหมิงเข้าใส่พวกมองโกล หลายคนที่ยังคิดว่าทหารหมิงไม่กล้ายิง พอถูกยิงระลอกแรก พวกเขาจึงยังไม่ทันระวัง หากก็มีเชลยหมิงที่วิ่งหนีถูกยิงเช่นกัน แต่ก็ไม่เกิน 10 คน

“ลุกขึ้นวิ่งมาเร็ว!!!!”

เสียงปืนและเสียงกรีดร้องทำให้เชลยชาวหมิงที่นอนอยู่บนพื้นนิ่ง ได้ยินเสียงตะโกน ก็ได้สติลุกขึ้นวิ่งมาทางกำแพงไม้ พวกมองโกลที่ตั้งสติทันก็มีแค่พลม้าไม่กี่สิบนายเท่านั้น

“ยิงพวกมองโกลที่ตามมา!”

หวังทงสั่งพลธนูด้นหลัง ทุกคนได้สติตะโกนดังพร้อมกัน

“ยิงพวกมองโกล ยิงพวกมองโกล!!!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!