Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 463

ตอนที่ 463 เป็นการกระทำของผู้ใด

ถนนด้านหน้าชุลมุนวุ่นวายเช่นนี้ เมื่อครู่ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักรถทิ้ง เมื่อลุกขึ้นคิดวิ่งหนี จึงมีแรงกำลังไม่พอ วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกหวังทงตามทัน ดำบหนึ่งฟันลงไป

ดาบที่หวังทงใช้นั้นสันหนาหากแคบและคม ใช้เหล็กอย่างดี มีความคมกริบยิ่ง ฟันลงไปก็ฟันเอาแขนหนึ่งหลุดออกมา แขนเป็นตัวสร้างสมดุลร่างกาย มือสังหารจะยืนทรงตัวต่อไปอีกได้อย่างไร

ส่งเสียงร้องโหยหวนวิ่งไปอีกสองสามก้าวก็ล้มกลิ้งลงกับพื้น แขนมีโลหิตสดพุ่งกระฉูด หวังทงหันไปถ่มน้ำลายลงพื้น สบถด่าว่า

“อากาศร้อนเช่นนี้ ข้าไยต้องสวมชุดยาวด้านนอกและยังสวมเสื้อชุดด้านนอกอีก ก็เพื่อป้องกันสุนัขอย่างพวกเจ้าไงเล่า”

ในยามนี้เอง ทหารติดตามก็ตามมาถึง พอลงจากม้าก็ใช้โล่ล้อมรอบหวังทงไว้ มีคนเข้าไปห้ามโลหิตที่บาดแผลให้มือสังหาร ช่องหน้าอกหวังทงเสื้อขาดจนดูไม่ได้

หวังทงไม่ชอบชุดยาวทำงานลำบาก ยามนี้หลายแห่งขาดวิ่นเผยให้เห็นเกราะลวดขดที่ใช้ลวดทองแดงกับแผ่นเหล็กวงร้อยเป็นเสื้อเกราะ น้ำหนักน่าจะหลายชั่ง สวมแล้วก็หนักมาก

นี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้เขาเมื่อไถลตัวลงจากหลังม้าแล้วลุกขึ้นมาช้า หวังทงรู้ว่าตนเองก่อเรื่องที่เทียนจินไว้มาก ไม่รู้ว่าล่วงเกินคนไปมากมายเท่าไร ปกติก็ป้องกันตัวเองด้วยวิธีนี้ ไม่เคยละเลยแม้แต่ครั้งเดียว วันนี้ได้ใช้ประโยชน์จริงๆ แล้ว

“นายท่าน ที่หัวไหล่ท่านมีธนู?”

“ไม่เป็นไร ติดเกราะพอดี ดึงออกก็เรียบร้อย!”

ลอบสังหารกลางท้องถนน เรื่องใหญ่เช่นนี้ ผู้ใดก็รู้ว่าเบื้องหน้าที่สำคัญที่การเหลือชีวิตมือสังหารไว้ ทุกคนรีบเข้าไปห้ามโลหิตให้ หากมือสังหารผู้นั้นกลับพ่นโลหิตออกมา

ถานเจียงกำลังช่วยหวังทงดึงลูกธนูออก ก็ได้ยินเสียงเอ็ดอึงด้านหน้า ทหารผู้หนึ่งหันหน้ามาตะโกนมาด้วยความตื่นตระหนกว่า

“ใต้เท้า มือสังหารกัดลิ้นฆ่าตัวตายแล้ว”

การตัดลิ้นเป็นความเจ็บปวดที่สุด คิดไม่ถึงว่ามือสังหารจะใจเด็ดเพียงนี้ หวังทงสีหน้าดำคล้ำ หันไปตรงทางแยก ที่นั่นยังมีรถม้าล้มอยู่ ไม่รู้ว่าคนขับรถนั้นเป็นหรือตาย

สถานการณ์ตอนนี้เหมือนสงบลง แต่หวังทงก็ยังคงหลั่งเหงื่อเย็นไปทั้งตัว เมื่อครู่ธนูยิงมาจากด้านหลัง ยังถูกมือสังหารแทงด้วยมีดสั้นอีก ช่วงเวลาวินาทีนั้นลืมไปว่าสวมเกราะอยู่ รู้สึกเหมือนว่าเดินฝ่าออกจากวงล้อมแห่งความเป็นความตายมาได้ ในโลกก่อนก็ตายลงตอนอายุได้ 30 กว่า ชีวิตครานี้จะต้องอยู่ให้ยาวนาน เสพอำนาจวาสนาให้ยิ่งใหญ่ คิดไม่ถึงว่าวันนี้ต้องมาเสี่ยงภัยเช่นนี้ จะต้องสืบให้ได้ว่าเป็นผู้ใด!

หวังทงรู้สึกโกรธแค้น พยายามคิดว่าเป็นผู้ใด แต่ก็คิดไม่ออก ตนเองอยู่เมืองหลวง อยู่เทียนจินจนไปนอกด่านมา ไม่รู้ว่าสั่งสมความแค้นไว้มากมายเพียงใด ผู้ที่คิดจะสังหารตนนั้นมีมากเหลือเกิน

“……พี่น้องข้าหลายคนจับตาดูอยู่……แต่เจ้าป้องกันแน่นหนา……วันนี้สะกดรอยตามเจ้าไปนอกเมือง……เห็นเจ้าขากลับแวะตลาด……ทุกคนจึงได้……”

ถูกรถม้าทับอยู่ที่อก คนชับรถม้ามีโลหิตไหลออกจากปากไม่หยุด สายตาล่องลอย บ่นขาดๆ หายๆ อยู่ตรงนั้น เห็นได้ว่ามีชีวิตได้อีกไม่นานแล้ว กล่าวถึงสุดท้ายน้ำเสียงก็เบาลงเรื่อยๆ ค่อยๆ หยุดลง

ถานกงยื่นมือไปอังที่จมูก ส่ายหน้าหันมาตอบอย่างเสียดายว่า

“นายท่าน พี่ใหญ่ ชายผู้นี้สิ้นลมแล้ว”

คนที่เดินตามมาสองสามคนล้วนมีสีหน้าผิดหวัง ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตก็เท่ากับว่าการลอบสังหารนี้เป็นคดีไร้เบาะแส หวังทงจ้องมองศพตาไม่กระพริบ ถานเจียงข้างๆ ถอนหายใจกล่าวว่า

“นายท่านกลับจวนไปก่อนเถอะ ที่นี่วุ่นวาย ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุอันใดอีกหรือไม่!”

“ใต้เท้าอยู่ไหม ใต้เท้าอยู่ไหม!”

กำลังกล่าวอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนตะโกนมาอย่างร้อนใจ หันไปมองก็เห็นหม่าซานเปียวนำกำลังคนมาถึง หวังทงเงยหน้าขึ้นตะโกนตอบไปว่า

“ข้าไม่เป็นไร เจ้านำคนปิดล้อมเส้นทางละแวกนี้ทั้งหมด ชาวบ้านให้อยู่แต่ในบ้าน เส้นทางทั้งหมด คนที่เดินผ่านทางก็ต้องไปเริ่มจากหัวถนน ทุกคนต้องสอบถามให้หมด ทุกคนต้องตรวจให้หมด เจ้าเข้าใจหรือไม่!”

ได้ยินหวังทงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หม่าซานเปียวจึงได้วางใจ ตะโกนเสียงดังตอบกลับมาว่า

“ข้าน้อยรับทราบ!”

กล่าวจบก็ชักม้าหันกลับไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่นาน ทหารสามค่ายก็เร่งรุดมาถึง พวกจางซื่อเฉียงที่เก็บภาษีอยู่ที่คลองส่งน้ำก็นำกำลังมาถึงเช่นกัน

ได้เห็นหวังทงปลอดภัยดี ทุกคนก็โล่งอก หวังทงยืนอยู่ข้างศพข้างรถม้า ถานเจียงยังคิดว่าหวังทงยังตั้งสติไม่ทัน กำลังจะเอ่ยปลอบ ก็ได้ยินหวังทงกล่าวว่า

“ตัดหัวมือสังหารพวกนี้ โรยปูนขาวรักษาสภาพ ส่งไปยังที่พักเก็บเงินทั้งในและนอกเมือง ถามว่าระยะนี้มีผู้ใดพบเห็นคนพวกนี้หรือไม่ ได้ยินพวกเขากล่าวอันใดบ้าง ได้เห็นพวกเขาทำอะไรบ้าง รู้อันใดก็พูดมาให้หมด หากไม่พูดจะถือว่าเป็นพวกเดียวกัน ใครมีข่าวจะมีรางวัลอย่างงาม!”

ถานเจียงรับคำ กำลังจะหันหลังจากไป หวังทงก็กล่าวต่ออีกว่า

“ถอดเสื้อผ้าทุกศพออก หาร้านผ้า ร้านแพรไหมที่เทียนจินดู หาช่างตัดเย็บมีฝีมือ หาดูช่างทอด้วย ให้พวกเขาพิสูจน์ว่าเสื้อผ้าพวกนี้มาจากที่ใด รถม้าพวกเขา รถเข็นล้อเดียว อาวุธที่ใช้ก็สอบถามที่มาให้ได้ ทำมาจากที่ใด คนพวกนี้วันนี้ปฏิบัติการเช่นนี้ ก็ให้เริ่มสอบถามจากเส้นทางที่ข้าผ่านมา ถามมาถึงที่นี่ อย่างไรต้องมีคนพบเห็น……”

ได้ยินหวังทงสั่งการสำทับซับซ้อน ทหารรอบๆ ลองคิดดู มือสังหารตายไปแล้ว ก็ได้แต่อาศัยวิธีการพวกนี้เพื่อหาเบาะแสแล้ว

หวังทงสั่งการจบ ก็หันไปคว้าม้าตัวหนึ่ง โดดขึ้นหลังม้า พวกถานเจียงก็รีบโดดขึ้นม้าตามไปทันที

วันที่ 15 เดือนหก เดิมพวกชาวบ้านและพวกพ่อค้าคิดกันว่าองครักษ์เสื้อแพรประสิทธิภาพสูงแล้ว วันนี้จึงได้รู้ว่าที่ได้เห็นมานั้นยังน้อยไป เรื่องหวังทงถูกลอบสังหารยังไม่แพร่กระจายออกไป เส้นทางน้ำเทียนจินแต่ละเส้นทางก็ล้วนตั้งด่านเรียบร้อย ทหารทุกคนเริ่มสอบถามคนผ่านเข้าออก

**************

จวนหวังทงที่แม่น้ำทะเลคึกคักไม่หยุด หน้าประตูมีคนงานจากหลายตระกูลมาสอบถามข่าวคราว

พวกเขาล้วนเป็นคนของคหบดีพ่อค้าใหญ่นอกเมืองในเมืองส่งมาสืบข่าว หวังทงเป็นเหมือนผู้จัดการหลักของเทียนจิน หากเป็นอะไรไป เทียนจินที่รุ่งเรืองก็ย่อมได้รับผลกระทบใหญ่ เวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา ทุกคนล้วนอยู่กันอย่างสงบสุข เริ่มลงทุนกำลังเงินและกำลังคนมหาศาล หากเกิดเหตุผิดพลาดใด ก็ย่อมขาดทุนหนักกันแล้ว

ดังนั้นทุกคนจึงส่งคนของตนมา คิดจะรู้ข่าวเป็นคนแรก ข่าวนี้เป็นเงินก้อนโต เรื่องอื่นไม่พูดถึง พอข่าวหวังทงถูกลอบสังหารไปถึงร้านประกันภัย เดิมมีคนเช่าหน้าร้านไว้แล้ว ก็มีคนยอมขายสิทธิ์ให้ พอข่าวนี้ออกมา หน้าร้านขายสิทธิ์การเช่ากันราคาลงฮวบถึงห้าส่วน หรือครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

ด้านนอกชะเง้อมองมา ก็เห็นแต่คนของหวังทงเข้าๆ ออกๆ ไม่นานก็มีม้าเร็วมาจากหลายทิศ มาถึงตอนพระอาทิตย์ตกพอดี ประตูจวนหวังทงยังเปิดกว้าง ทหารด้านในถือดาบและโล่ออกมา ทำเอาคนด้านนอกตกใจกันใหญ่ คิดว่าหวังทงจะขับไล่

คิดไม่ถึงว่าหวังทงจะก้าวออกมา ยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตูมองซ้ายขวาเสียงดังกล่าวว่า

“ดูให้ดี ข้าหวังทงยังอยู่ดี ไม่ได้บาดเจ็บแม้เพียงเส้นขน สลายตัวได้แล้วกระมัง!”

คนที่ถูกส่งมานั้นเคยพบเห็นหวังทงกันไม่น้อย พอเห็นหวังทงปรากฎตัวก็มองอย่างละเอียด ไม่เป็นอะไรจริงด้วย จึงได้วางใจ รีบตะโกนแยกย้ายกันกลับไปรายงาน

วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย เช่นว่ามีคนกว่าจะเช่าร้านมาได้ พอได้ยินหวังทงเกิดเรื่องก็รีบขายขาดทุนต่อก็ยอม ปรากฎคนเช่าต่อได้ราคาถูก วันที่สองก็ขึ้นราคา เท่ากับว่าเงินทองร่วงจากฟ้าใส่มือตนเสียอย่างนั้น

พอหวังทงปิดประตูหน้า ทหารก็กลับเข้าประจำที่ เสียงฝีเท้าม้าด้านนอกดังขึ้น เป็นไช่หนานมาถึง พอเข้ามาก็ถามไถ่ กล่าวกันสองสามประโยคก็มองไปสองข้างกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

“ใต้เท้า วันนี้มือสังหารกล้ากัดลิ้นฆ่าตัวตาย กล้าเสี่ยงตายท่ามกลางการอารักขาเช่นนี้ นับว่าเป็นหน่วยกล้าตายตัวจริง ผู้ที่สามารถเลี้ยงคนพวกนี้ได้……”

“ผู้ที่เลี้ยงคนเช่นนี้ไว้ใช้งานได้ ย่อมเป็นบุคคลยิ่งใหญ่เทียมฟ้า ข้าก็เคยคิด ในเมืองหลวงมีความแค้นกับขุนนางใหญ่หลายคน ก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะลงมือกับข้า แต่หากจะลงมือ ก็ย่อมไม่รอให้ถึงวันนี้จึงค่อยลงมือ”

ไม่รอให้ไช่หนานกล่าวจบ หวังทงก็รับคำขึ้นก่อน ไช่หนานส่ายหน้าไม่กล่าวอันใด สีหน้าเป็นกังวล ยามนี้ก็ได้ยินเสียงด้านนอกรายงานดังมาว่า

“นายท่าน โรงช่างส่งเสื้อเกราะมาขอรับ!”

ไช่หนานรู้สึกงง หวังทงส่ายหน้าหยอกล้อตนเองว่า

“กลางวันไปโรงช่างเห็นเสื้อเกราะพวกเขา ไม่คิดอยากจะสวมมันทั้งวัน ตอนนี้คงคิดอื่นใดไม่ได้แล้ว”

ขณะกล่าวอยู่นั้น ด้านนอกก็มีทหารนำชุดเกราะเข้ามาอย่างระมัดระวัง หวังทงกับไช่หนานเดินเข้าไปในห้องด้านใน คนระดับแนวหน้าของหวังทงล้วนมากันครบ พอเห็นหวังทงเข้ามา ทุกคนก็ยืนขึ้น

เห็นสีหน้าเป็นกังวลของทุกคนแล้ว หวังทงก็ส่ายหน้ากล่าวว่า

“เมื่อครู่ออกไปให้คนข้างนอกเห็นว่าปลอดภัยดี หรือว่าต้องให้พวกเจ้าได้ดูด้วยว่าปลอดภัยดี ไม่ต้องกังวลกันไป มาคุยการงานกันได้แล้ว!”

ทุกคนสบตากัน ไม่รู้จะทำเช่นไรต่อดี ในใจคิดว่าใต้เท้าหวังอายุ 10 กว่าปีแค่นี้ วันนี้ก็ต้องเจอเหตุลอบสังหาร เหตุใดจึงนิ่งได้เพียงนี้ บอกว่าปลอดภัย แต่หากไม่ได้สวมเกราะไว้ เกรงว่าตอนนี้คงเป็นศพไปแล้ว

“ใต้เท้า เริ่มตรวจสอบตามเส้นทางต่างๆ แล้ว แต่ถามได้ผลมาแค่ว่าพวกมือสังหารเกรงว่าคงจะคิดการณ์ได้ในตอนนั้น จึงได้ลองปะทะทันที”

หม่าซานเปียวลุกขึ้นกล่าว ถานเจียงถอนหายใจ ตำหนิตนเองว่า

“เรื่องวันนี้ข้าต้องรับผิดชอบ ควรจะจัดทหารป้องกันรอบทิศ เอาแต่ตามใต้เท้ามองดูรอบทิศ ช่างสะเพร่า ปล่อยให้อีกฝ่ายหาโอกาสลงมือได้”

“ไม่เกี่ยวกับท่าน เป็นข้าเองที่ไม่ชอบให้พวกเขาบดบังมุมมองรอบๆ …ซานเปียว คืนนี้มารับมารดาเจ้ากลับไป คนชราปล่อยให้ตื่นตระหนกตกใจไม่ใช่เรื่องดี”

หวังทงกล่างง่ายๆ หันไปกำชับหม่าซานเปียว จากนั้นก็นั่งลง หันไปทางหยางซือเฉินกล่าวว่า

“ในฎีกากราบทูลอย่าได้มีอันใดปิดบัง เกิดเหตุใดก็เล่าไปตามนั้น คืนนี้รีบส่งม้าเร็วออกเดินทาง รีบไปยังเมืองหลวง ให้ทางฝ่าบาทได้ทราบข่าวไว้ก่อน”

หยางซือเฉินรับคำ จากนั้นก็กล่าวว่า

“ใต้เท้า หรือจะให้สืบหาให้ได้ความก่อนค่อยกราบทูลรายงาน?”

“ไม่ต้อง ยิ่งทำให้เรื่องใหญ่ได้ยิ่งดี เมืองหลวงส่งคนมาสอบสวนความจริงก็ยิ่งดี ในเมื่อไร้เบาะแส อาศัยแค่กำลังเราจะไปสืบอันใดได้ เมืองหลวงช่วยก็จะดีมาก”

จางซื่อเฉียงข้างๆ ลังเลหลายรอบ ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวว่า

“ใต้เท้า แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่ควรรายงานตอนนี้ แต่ก็อยากขอให้ท่านมีความเห็น……”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!