ตอนที่ 469 สงครามการค้า ขอความช่วยเหลือถึงจวน
“พ่อบ้านใหญ่ วันนี้จนถึงตอนนี้ไม่มีการค้าเลยสักอย่าง ท่านรีบคิดหาวิธีด่วน”
ร้านหย่งเซิ่ง ชิวจิ้นไฉเป็นคนที่ถูกส่งมาจากร้านใหญ่ที่ซานซี ดังนั้นจึงไม่เรียกว่า หลงจู๊ เรียกว่า พ่อบ้าน ได้ยินหลงจู๊โอดครวญเช่นนี้ ชิวจิ้นไฉก็สะบัดฝ่ามือตบไปฉาดหนึ่ง
หลงจู๊ไม่ทันระวัง โดนเข้าไปเต็มๆ ชิวจิ้นไฉด่าอย่างดุร้ายว่า
“เมื่อครู่มีเสียงฆ้องกลองร้องเรียก เจ้าไม่ได้ออกไปดูกับเขาด้วยหรอกหรือ? ตอนนี้เซ่อไปเลยหรือ”
หลงจู๊ร้านถูกตบไปทีหนึ่งก็หน้ำตาจะร้องไห้ กล่าวว่า
“ที่แท้ราคาผงฟูร้านสามธาราถูก แต่ลูกค้าเก่าของเราไม่รู้ ตอนนี้รู้กันหมดแล้วว่าทำงนั้นราคาต่ำ ร้านหนังสัตว์ของตระกูลลี่ก็ด้วย ร้านเราขายไม่ออกเลย……”
“มารดามันสิ พวกมันลดราคาได้ พวกเราลดไม่ได้หรือไง พวกเราใช้รถม้าขนไปตามท้องถนนตะโกนขายไป ราคาหนังสัตว์ ก็ลดราคาสองส่วน ผงฟูลดไป 50 อีแปะ!!”
**********
เช้าวันนี้ ที่เทียนจินทุกคนล้วนได้พบเห็นเรื่องแปลกใหม่ รถม้าหลายคันลากสินค้ามาวิ่งไปทั่ว ไม่ได้บรรทุกสินค้า หากด้านบนมีป้ายใหญ่ บนป้ายมีอักษรสีแดงเขียนตัวอักษรใหญ่
เห็นตัวอักษรบนป้ายแล้ว พวกที่รู้หนังสือก็รีบไปกัน พวกไม่รู้หนังสือสอบถามผู้ใดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้างหน้ารถม้า ข้างหลังมีคนตีฆ้องตีกลองเดินตาม ตีไปสักพักก็มีเสียงตะโกนดังแบบร้องงิ้วว่า
“ร้านสามธาราวันนี้มีสินค้านี่นั่นขายเท่าไรๆ ไม่ไปกันตอนนี้จะสายเกินไป!”
ราคานี้ย่อมถูกว่าราคาท้องตลาด และยังเป็นสินค้าที่ทุกคนได้ใช้ มีของถูกไม่ไปซื้อสิแปลก หนึ่งบอกสิบ สิบบอกร้อย ทุกคนก็เฮโลมาราวกับฝูงผึ้ง
ชาวบ้านที่นี่ หน้าโรงเตี๊ยมหลายแห่ง หน้าประตูเมือง ท่าเรือแม่น้ำทะเลและคลองส่งน้ำ ถึงกับบนเส้นทางหลวงต่างๆ ล้วนนำรถม้าไปจอดข้างทาง ยกป้ายขึ้นจากนั้นก็ตะโกนตีฆ้องตีกลองป่าวประกาศ
เป็นเช่นนี้ทุกวันไม่รู้ว่ามีพ่อค้าเข้ามาที่เทียนจินมากมายเพียงใด ทุกคนมาเพื่อซื้อสินค้า ได้เห็นราคาแล้ว ในใจทุกคนก็เริ่มคำนวณ มีสินค้าหลายหลาย เช่นหนังสัตว์ ผงฟู ถูกกว่าครึ่ง แม้ว่าราคาใช่ว่าจะถูกมาก แต่อย่างไรก็กำไรงาม ซื้อกลับไปก็ยังนำไปขายในราคาเดิม
บรรดาชาวบ้านและพ่อค้าต่างก็พากันมา ร้านค้าสาขาของแต่ละร้านริมแม่น้ำทะเลก็ช่วยซื้อแทนร้านใหญ่ คึกคักกันไปทั่ว
เจ้าของร้านนั้นย่อมเห็นว่าอันใดถูกก็ซื้ออันนั้น ทว่าพวกเถ้าแก่หลงจู๊ในร้านนั้นไม่เหมือนกัน พวกเขาอย่างไรก็ซื้อสินค้าที่ร้านสามธารา เพราะว่าเมื่อคืนมีคนงานมาบอกว่า จะหักคืนให้สูงถึงครึ่งส่วน
การค้านี้พวกเขาก็แค่รับเงินเดือน คุณภาพสินค้าพอๆ กัน ซื้อกับผู้ใดย่อมดูว่าได้หักคืนมาเท่าไร ในเมืองทางนั้นรับปากเงื่อนไขดีเช่นนี้ ก็ย่อมเปลี่ยนเจ้า
‘รู้แต่ทำอันใดมิได้’ ร้านหย่งเซิ่งก็รู้มาก่อนแล้วว่าเป็นการจัดเพื่อจัดการร้านตน วันนี้ตั้งแต่เช้า ลูกค้าสักคนก็ไม่มี
คนอื่นลดราคาได้ ร้านหย่งเซิ่งก็ย่อมลดได้ แต่หลังจากเขาลดราคา ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป รถม้าด้านนอกถึงกับเปลี่ยนราคาใหม่ แน่นอนราคาถึงกับลดลงต่ำกว่าพวกเขาอีกครึ่งส่วน
***********
พ่อบ้านชิวร้านหย่งเซิ่งยังต้องการลดราคาอีก หากหลงจู๊ร้านไม่ยอม ขอร้องด้วยสีหน้าใกล้จะร้องไห้เต็มที กล่าวว่า
“พ่อบ้านใหญ่ พวกเราลดอีกไม่ได้แล้ว ลดไม่ได้แล้ว!”
วันดีๆ วันหนึ่ง ชิวจิ้นไฉลุกจากเตียงขึ้นมา คิดไม่ถึงว่าจะมามีเรื่องอัปมงคลเช่นนี้ ยามนี้สองตาแดงก่ำ ตวาดอย่างดุร้ายว่า
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นแค่พวกดูแลที่นาซานซี ไม่รู้จักการตลาดงั้นหรือ? ผงฟูกับหนังสัตว์กำไรมากเพียงนั้น ทำไมจะลดไม่ได้ พวกเจ้าก็ทำการค้ากันมาหลายปี พวกเราไม่ลด ลูกค้าก็ย่อมไม่มา กำไรน้อยหน่อยดีกว่าไม่ได้กำไรสักแดง!”
หลงจู๊ที่มาผู้นั้นได้ยินแล้ว ก็เขยิบเข้าไปใกล้สองสามก้าวกล่าวว่า
“กำไรมากก็ส่วนกำไรมาก แต่กำไรร้านหย่งเซิ่งแบ่งออกเป็นหลายส่วน ที่ซานซีก็ต้องส่ง ยังต้องส่งให้คุณชายใหญ่ คุณชายรอง และคุณชายสามอีก เงินรางวัลและเงินเดือนของคนงานทุกคนในร้านก็รวมอยู่ด้วย หากลดราคาอีก พวกเราก็ไม่มีอันใดกินกันแล้ว ลดอีกล่ะก็ เกรงว่าทำงซานซีก็อาจไม่พอส่ง ถึงตอนนั้นได้กำไรหรือไม่เรื่องเล็ก พวกเราจะอยู่ต่อได้หรือไม่สิเรื่องใหญ่ กลับไปแม้แต่จะดูแลโรงบ้านก็คงไม่มีให้ทำ”
ชิวจิ้นไฉได้ยินก็ราวกับโดนน้ำเย็นจัดสาดใส่ เงียบกริบทันที เป็นนานกว่าจะถามขึ้นว่า
“เจ้าว่าทำเช่นไรดีเล่า?”
“ส่งคนไปที่ซานซีรายงานก่อน ให้ทางนั้นตัดสินใจ พวกเราจะได้ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ใหญ่โตเกินไป พวกเราเป็นเพียงบ่าวตัดสินใจไม่ได้!”
ชิวจิ้นไฉหายใจฮึดฮัดดังก่อนจะพยักหน้า
ทว่าการลดราคาก็มีผล ร้านหยิ่งเซิ่งยังส่งคนงานไปตามตรอกซอกซอยตะโกนร้องขาย พอพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ก็มีลูกค้ามาซื้อ แม้ว่าไม่มาก แต่ก็ทำให้ร้านหย่งเซิ่งพอจะหายใจออกได้บ้าง
*************
“ใต้เท้าต่ง เมื่อวานข้าติดภารกิจมาก ถึงกับให้ใต้เท้าคอยถึงยามนั้น ช่างรู้สึกผิด รู้สึกต้อนรับบกพร่องไปแล้ว”
พอเชิญต่งช่วงสี่เข้ามา หวังทงก็รีบประสานมือกล่าวตามมารยาท ต่งช่วงสี่ก็กล่าวด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อมมากเช่นกันว่า
“ใต้เท้าหวังมีภารกิจเพื่องานแผ่นดิน ข้ามารบกวน ที่ควรจะขอรับผิดก่อนควรเป็นข้า ใต้เท้าช่างเกรงใจไปแล้ว”
สีหน้าร้อนใจต่งช่วงสี่ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมเห็นได้กระจ่าง แต่เขาก็ยังไม่กล่าวอันใด หวังทงย่อมไม่เอ่ยก่อน ได้แต่กล่าววาจาตามมารยาท
สองฝ่ายนั่งลง ทหารยกน้ำชาเข้ามา ที่จวนหวังทงมีทหารมารับใช้ ทุกคนย่อมได้ค่าน้ำร้อนน้ำชา ต่งช่วงสี่รับน้ำชามาดื่ม ยิ้มกล่าวว่า
“จวนใต้เท้าหวังเหมือนค่ายทหารเลย ดูจืดชืดไปหน่อย รอให้ข้ากลับซานตง จะส่งสาวใช้หน้ำตาสะสวยมาให้ใต้เท้าสักสองสามคน ได้ใช้ได้มองก็สบายใจ”
“ขอบคุณใต้เท้าต่งที่หวังดี ตอนนี้งานรัดตัว ก็มีใจสนใจเรื่องชายหญิง ใต้เท้าต่งครั้งนี้มาจากเมืองหลวงกระมัง?!”
ถูกหวังทงถามขึ้น ต่งช่วงสี่ก็อึ้งไป สีหน้าที่มีรอยยิ้มแปรเปลี่ยน ดูไม่เป็นธรรมชาติ หวังทงไม่ทันสังเกต หากถามต่อว่า
“ใต้เท้าต่งครั้งนี้ไปส่งสิงโตทะเลตากแห้งให้ท่านจางมาหรือ[1]?”
ต่งช่วงสี่พยักหน้า ยังไม่ทันกล่าวก็ส่ายหน้า ท่าทางลำบากใจครู่หนึ่ง ก็เปิดหัวข้อเรื่อง ยิ้มกล่าวว่า
“จริงๆ มาครั้งนี้ก็มีเรื่องมาขอให้ใต้เท้าหวังช่วย!”
“หากจะยืมเงิน เรื่องนี้คุยกันได้ ใต้เท้าต่งต้องการเท่าไรก็ว่ามาได้ รอสักครู่จะให้ทางบัญชีนำมามอบให้”
“ไม่ใช่เรื่องเงินทอง……”
ต่งช่วงสี่เพิ่งปฎิเสธ หวังทงกลับยิ้มตัดบทว่า
“ใต้เท้ากำลังล้อเล่นอยู่หรือ นอกจากเรื่องเงิน ใต้เท้าต่งไยไม่เอ่ยกับท่านจาง เรื่องราวใต้หล้าบนแผ่นดินหมิง มีเรื่องใดที่ท่านจางจัดการไม่ได้แล้วข้าทำได้ อย่าได้ล้อเล่น อย่าได้ล้อเล่น”
วาจานี้เข้าหูเหมือนกับแสลงหูอยู่บ้าง ต่งช่วงสี่หัวเราะสองสามทีก่อนจะไม่สนใจอันใดอีกต่อไป กล่าวต่อว่า
“เป็นข้าเองที่ล่วงเกินโจรกลุ่มหนึ่งที่ซานตง โจรกลุ่มนี้ฮึกเหิมสังหารผู้คนวางเพลิง กิจการค้าได้รับความเสียหายมาก บรรดาคนในครอบครัวข้าต่างก็อกสั่นขวัญแขวน ข้าออกไปไล่ล่าตามจับหลายครั้งก็ล้มเหลวกลับมา ได้ยินว่าใต้เท้าหวังทงที่เทียนจินมีกองกำลังเก่งกล้า ขอใต้เท้าช่วยส่งคนไป……”
ได้ยินต่งช่วงสี่กล่าวเช่นนี้ หวังทงก็เบิกตากว้างพลางโบกมือไปกล่าวไปว่า
“เรื่องนี้อย่าได้ล้อเล่น โจรซานตง ก็ย่อมให้กองกำลังที่นั่นจัดการ ข้าก็แค่นายกองพันประจำเทียนจิน ไหนเลยจะยื่นมือไปยุ่งที่ซานตงได้”
ท่าทางตกใจเช่นนี้เจ็ดส่วนแกล้งทำอีกสามส่วนนั้นจริง ที่ต่งช่วงสี่ว่ามานั้น ถานปิงที่ไปซานตงกลับมารายงานก็มีว่า
‘โรงบ้านนอกเมืองตระกูลต่งสองแห่งถูกปล้น’ ทว่าโจรพวกนี้ก็ช่างใจกล้าเกินไปหน่อยแล้ว หวังทงเป็นองครักษ์เสื้อแพรมาหลายปี รับรู้ข่าวสารแต่ละพื้นที่มาไม่น้อย ไม่ว่าพวกโจรภูเขา หรือว่าราชาโจรใหญ่ที่ใด ต่อหน้ำทางการก็ไม่เท่าไร โจรจะฮึกเหิมเพียงใดหากหาเรื่องจนทางการไปปราบ ก็คงได้แต่รอวันแตกดับเท่านั้น
ซานตงนับว่าเงียบสงบ สิบกว่าปีมานี้ไม่ได้ยินว่ามีพวกก่อกวนอันใด และยังเป็นพื้นที่ในความดูแลของศาลจี่หนาน จะปล่อยให้พวกเหิมเกริมเช่นนี้ทำกันถึงขั้นนี้ได้อย่างไร
ว่ากันว่าขุนนางทางหากพบเจอโจรป่า หากมิใช่โชคร้ายไปเจอกับจอมโจรสลัดผ่านทางมา หรือพวกเดนตาย หรือจะพวกโจรที่มีรังใหญ่เป็นหลักเป็นฐานพวกนี้ เมื่อแจ้งชื่อเสียงเรียงนามออกไป อีกฝ่ายก็จะไม่ลงมือ แม้ว่าจะเป็นเพียงแต่ตำแหน่งคนทำงานทั่วไปในศาลก็ตาม แต่ซานตงนี่แปลก ถึงกับกล้าลงมือนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรระดับนี้ได้
“ไม่กล้าปิดบังใต้เท้า ศาลและหน่วยงานที่ซานตงไม่สนิทกับน้อง ใต้เท้าหวังก็รู้ ขุนนางบุ๋นในพื้นที่ไม่ค่อยยอมรับองครักษ์เสื้อแพรอย่างเรา ดูถูกอย่างมาก พวกเขาบอกว่าแค่คดีมดปลวก ให้กองพันองครักษ์เสื้อแพรจัดการเองเอง ใต้เท้าหวัง ต้องช่วยเหลือน้องครั้งนี้ด้วย!”
เขาเล่าได้อย่างงงๆ ยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่เอ่ยถึง แต่กลับเรียกตัวเองว่า ‘น้อง’ หวังทงย่อมรับคำ หากโบกมือกล่าวว่า
“ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม ข้ามเขตไปเช่นนี้ ทางข้าเองก็มีงานมาก เรื่องนี้ไม่อาจช่วยได้จริงๆ”
“ใต้เท้าหวัง เห็นแก่สังกัดเดียวกันด้วย……ข้าน้อยยอมจ่ายก้อนโตเพื่อตอบแทน!”
“เจ้าคิดว่าข้าขาดแคลนเงินทองหรือ?”
คำเรียกขานเปลี่ยนเป็น ‘ข้าน้อย’ หวังทงยังคงไม่ยอมลดรา เรื่องนี้ต้องทำความกระจ่างก่อน ไม่อาจรับปากง่ายๆ ยิ่งพูดก็ยิ่งน่าสงสัย อย่างน้อยต้องส่งคนไปสืบมาให้กระจ่างก่อนจึงจะได้ หากช่วยไปแล้ว ต่งช่วงสี่ช่วยเพียงแค่หาช่างเรือมาให้ นั่นยอมไม่เพียงพอ เช่นนั้นเทียนจินก็ช่างเสียเปรียบมาก
ต่งช่วงสี่เหมือนตกอยู่ในภวังค์ ก่อนจะลังเลครู่หนึ่งควักจดหมายออกมากล่าวว่า
“ใต้เท้าหวัง นี่เป็นจดหมานส่วนตัวของอิ๋วชีจากจวนท่านจาง ขอให้ใต้เท้าช่วยเรื่องนี้ หน้าของอี๋ว ใต้เท้าอย่างไรก็ควรต้องไว้หน้ากันบ้างกระมัง!”
หวังทงเดินไปหน้าต่งช่วงสี่ คว้าจดหมายไป ต่งช่วงสี่ยังคิดว่าได้ผล สีหน้าผ่อนคลาย คิดไม่ถึงว่าหวังทงกลับโยนจดหมายลงพื้น แค่นยิ้มเย็นกล่าวว่า
“เขามันระดับไหนกัน!?”
———————-
[1] กล่าวถึงเรื่องนี้ที่ตอนที่ 396
