ตอนที่ 471 สืบค้นความจริง สิ่งใดแลกอำนาจและเงินตรา
“ใต้เท้า นำตัวทหารต่างชาติมาแล้วขอรับ”
“ให้พวกเขารอไปก่อน!”
ด้านนอกมีเสียงรายงานดังเข้ามา หวังทงกล่าวตอบเสียงดัง เมื่อครู่ต่งช่วงสี่ยังมีวาจาปิดๆ บังๆ แต่หวังทงก็พอเข้าใจคร่าวๆ แล้ว
ต่งช่วงสี่มีเรื่องเดือดร้อนครั้งนี้แม้ว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ทำให้หวังทงรู้สึกสนใจขึ้นมาแล้ว เขาลองคิดดูครู่หนึ่งก็เอ่ยถามว่า
“ใต้เท้าต่งเหมือนว่ามีสายสัมพันธ์กับขุนนางที่ซานตงทั้งบุ๋นบู๊ไม่ดีนัก มีแค้นเก่าอันใดลองเล่ามาให้ฟังสักหน่อยได้หรือไม่?”
ได้ยินหวังทงถามเช่นนี้ ต่งช่วงสี่ก็ผ่อนคลายลง รีบเริ่มเล่า แต่ตอนเล่าก็ยังมีท่าทีเก้อเขิน เล่าขึ้นว่า
“สี่ปีก่อน ข้าน้อยจับกุมตัวเจ้ากรมปกครองซานตงและผู้ช่วยฝ่ายซ้าย หกที่ทำการในซานตง มีสองผู้ว่าการศาลกับเจ็ดนายอำเภอ และยังมี……”
วิธีการจับกุมของพวกองครักษ์เสื้อแพรหวังทงก็พอรู้อยู่ หากก็โบกมือขัดจังหวะต่งช่วงสี่กล่าวว่า
“มีความผิดจริง หรือว่ามีเรื่องอื่นใดกัน?”
ต่งช่วงสี่ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงเบาบางว่า
“ต่างก็เป็นขุนนาง ความผิดก็ล้วนมีกันทุกคน แต่ลูกศิษย์ลูกหาของเกาก่งรับตำแหน่งอยู่ที่ซานตงไม่น้อย ท่านจางทางนั้น……”
วาจาลังเลยังไม่ทันจบ แต่หวังทงก็ไม่มีอันใดไม่กระจ่าง มหาเสนาบดีในรัชสมัยหลงชิ่งก็คือเกาก่ง หลังจากว่านลี่ขึ้นครองราชย์ เกาก่งถูกจางจวีเจิ้งกับเฝิงเป่าร่วมมือกันโค่นอำนาจ ว่ากันว่าขุนนางรัชสมัยฮ่องเต้องค์ใดก็เป็นคนขององค์นั้น เกาก่งลงจากอำนาจ อำนาจที่เขาวางไว้ก็ย่อมถูกกำจัดโดยปริยาย
แต่จางจวีเจิ้งกับเกาก่งสนิทกันมาหลายปี เกาก่งลงจากอำนาจ จึงไม่ได้ลงมือกับพรรคพวกของเกาก่ง หากรับไว้ใช้งานเอง ต่งช่วงสี่ทำเช่นนี้ ไม่ว่ามีคำสั่งจากเบื้องบนหรือไม่ อย่างไรก็ย่อมสร้างความโกรธแค้นให้ผู้คนไม่น้อย
นับประสาอันใดกับการที่นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรประจำมณฑลมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของขุนนางในพื้นที่ ในยามจำเป็นยังต้องรับราชโองการนำกำลังจับกุม เดิมก็รู้สึกว่าตนเองสูงกว่าผู้อื่นอยู่แล้ว ดังนั้นยามปกติก็ย่อมไม่อาจกล่าวได้ว่ามีความสัมพันธ์ดีอันใด
ทุกหน่วยในซานตงมีขุนนางมากมายถูกต่งช่วงสี่นำกำลังจับกุม คนที่มารับตำแหน่งแทนคนใหม่ก็ไม่รู้สึกขอบคุณเขาแต่อย่างใด ในใจก็ย่อมระแวดระวังไว้ก่อน ไม่ต้องกล่าวถึงว่าบรรดาญาติมิตรของบรรดาขุนนางที่ถูกจับกุมจะโกรธแค้นเพียงใด ต่งช่วงสี่ยังมีนิสัยข่มผู้อื่น ไม่รู้ว่าล่วงเกินผู้คนไปมากมายเพียงใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทุกคนต่างก็รอชมเรื่องสนุก ผู้ใดจะยื่นมือเข้าข้องเกี่ยวกัน
“ใต้เท้าต่ง ตำแหน่งนี้ท่านจัดหามาเอง หรือว่ามาได้อย่างไร?”
แต่ละคำถามของหวังทงหากเป็นยามปกติจะถือว่าผิดมารยาทยิ่ง สองฝ่ายอาจมีเรื่องผิดใจกันก็เป็นได้ แต่ยามนี้ ต่งช่วงสี่ก็ย่อมต้องเปิดเผยทุกเรื่องราวแล้ว
“กล่าวกับใต้เท้าตามตรง เดิมข้าเป็นนายกองธงใหญ่อยู่ที่ชิงโจว มีกิจการค้ายาสมุนไพรของบรรพชนสืบทอดมา พอเงินทองสะสมอยู่บ้าง ปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 2 ข้านำเงินไปเมืองหลวงและได้รู้จักกับท่านอิ๋วชี จึงได้ตำแหน่งนายกองพันนี้มา”
หวังทงพยักหน้า ถามต่อว่า
“นายกองร้อยที่ซานตงเล่า มีผู้ใดที่จะได้ขึ้นตำแหน่งนี้หรือไม่?”
ถามถึงเรื่องนี้ ต่งช่วงสี่ก็คิดไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า
“นายกองร้อยสวีตงแห่งเมืองจี่หนาน บิดาเป็นนายกองพันคนก่อน ว่ากันว่าตำแหน่งนี้เตรียมจะให้กับเขา ในเมืองหลวงก็ปูทางไว้แล้ว แต่พอข้าจ่ายเงินก้อนนี้ไป……”
วาจานี้กล่าวไม่ทันจบ ต่งช่วงสี่ก็ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ กล่าววาจาหยาบคายว่า
“หรือว่าเป็นเจ้าหมอนี่ร่วมมือกับพวกตระกูลอู๋!!”
“วงการขุนนางซานตงเห็นท่านเป็นศัตรู ลูกน้องท่านก็มีคนโกรธแค้นท่าน จึงได้เป็นเช่นนี้ นอกในประสานกำลังกัน ท่านเป็นถึงนายกองพันถึงกับมีสภาพน่าอเนจอนาถเช่นวันนี้ได้”
หวังทงกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ ต่งช่วงสี่เล่าได้ละเอียดกลับทำให้หวังทงประมวลเรื่องราวได้เรื่องหนึ่ง ข่าวลือดูหมิ่น แย่งชิงทรัพย์สิน ถึงกับเข้าเมืองมาสังหารได้ นอกจากขุนนางในซานตงดูดาย ไม่มีสักคนดูดำดูดีต่งช่วงสี่ ผู้ที่มีความแค้นกับต่งช่วงสี่ก็อาจย่อมช่วยเปิดทางให้อีกด้วย ซึ่งก็ไม่แน่เหมือนกัน
เห็นต่งช่วงสี่กัดฟันกรอด ท่าทางกระฟัดกระเฟียดเก็บอาการไม่อยู่ หวังทงก็โบกมือกล่าวว่า
“ก็ไม่แน่ว่าเป็นดังที่ข้ากล่าวมา แต่นอกในประสานกัน หลายฝ่ายร่วมมือกันจึงทำให้ท่านตกอยู่ในสภาพเช่นวันนี้”
ในสมัยโลกก่อนหวังทงก็มีเรื่องเช่นนี้ เพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ถึงกับแย่งชิงลูกค้า สร้างเรื่องข่าวลือในบริษัท วิธีการต่างๆ ที่นำออกมาใช้กับฝ่ายตรงข้ามมากมาย หวังทงเห็นมามาก นำมาวิเคราะห์เหตุการณ์ของต่งช่วงสี่ในครานี้ ครู่เดียวก็ได้คำตอบ ได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว
ทว่าเป็นดังที่ตนได้วิเคราะห์ไว้หรือไม่นั้น เรื่องนี้ก็ต้องรอพิสูจน์ต่อไปจึงจะได้ข้อสรุป
ต่งช่วงสี่เดินไปเดินมาอยู่ตรงนี้สองสามก้าวก่อนจะหันมาคำนับอย่างนอบน้อม กล่าวว่า
“ขอใต้เท้าช่วยเหลือข้าด้วย!!”
หวังทงยามนี้จึงได้ก้าวขึ้นหน้าเข้าไปประคองให้ลุกขึ้น ยิ้มกล่าวว่า
“ในเมื่อรับปากแล้วก็ต้องช่วยเหลือย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ต้องมีเหตุผลต้นเรื่อง อย่างไรก็ต้องขอรบกวนใต้เท้าต่งไปเมืองหลวงส่งสารสักครา ขอให้ผู้บัญชาการหลิวของเราที่ปกติรับคำสั่งงานโดยตรงจากท่านจาง ให้อิ๋วชีไปบอกกล่าวสักคำ อย่างไรก็ย่อมได้ผล หนังสือทางการไปมาไม่กี่วัน ตอนนี้อีกเดือนกว่าถึงจะวันที่ 15 เดือนแปด ยังทันอยู่”
“ได้ ได้ รีบไปเดี๋ยวนี้เลย รีบไปส่งสารทันที……”
************
ส่งต่งช่วงสี่ที่เอาแต่ขอบคุณยกใหญ่กลับไปได้ หวังทงก็เปิดประตูออก จางอวี่เป่ยกับทหารต่างชาติสิบคนกำลังยืนอยู่กลางลาน พวกจางอวี่เป่ยมีสีหน้าร้อนใจ เดินไปเดินมาไม่หยุด หากทหารสิบคนนั่นกลับยืนนิ่งกว่า กำลังยืนเรียงเป็นแถว
ทหารต่างชาติที่ยืนอยู่ทางด้านขวาของแถวสะดุดตาที่สุด เพราะคนอื่นไม่ผมดำก็ผมน้ำตาล ผิวค่อนข้างดำ หากคนผู้นี้ผมทองตาสีฟ้า รูปร่างก็ดูสูงกว่าเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
“ฮั่นซื่อ ตอนนี้เจ้าฟังข้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่?”
“นายท่าน ข้าน้อยฟังพอเข้าใจบ้างแล้ว”
หวังทงถามเสียงดัง ทหารผมทองตาสีฟ้าผู้นั้นตอบเสียงหนักแน่น หวังทงยิ้มพยักหน้า เขาเดินไปเบื้องหน้าของทั้งสิบคน มองกวาดด้วยสายตา ไม่รู้ว่าพวกเขาเปลี่ยนเป็นชุดกองกำลังหู่เวยกันตั้งแต่เมื่อใด
ฮั่นซือผู้นี้เป็นหัวหน้าของทั้งสิบคน ตอนจับมาจากมาเก๊าตำแหน่งอันใดก็ไม่รู้ชัด แต่พอมาถึง ทหารทุกคนให้ผู้นี้เป็นหัวหน้า และฮั่นซือยังกำลังเรียนภาษาจีน สายที่จับตาดูรายงานมาว่า ฮั่นซือผู้นี้กับคนอื่นๆ ทุกวันตอนฝึกทหารยังทำตามแบบกองกำลังหู่เวย นี่เป็นเรื่องที่ทำให้หวังทงสนใจในตัวคนผู้นี้อย่างมาก
โลกก่อนหน้านี้คนขาวจะร่างกายสูงกำยำ แต่นั่นก็สั่งสมกันมาหลายร้อยปี หากคนสิบคนตรงนี้ นอกจากฮั่นซือที่สูงกว่าหวังทงเล็กน้อยแล้ว ที่เหลือก็สู้หวังทงไม่ได้
กวาดตามองสักครู่ก็เห็นว่าฮั่นซือต่างจากคนอื่นๆ อดถามไม่ได้ว่า
“ฮั่นซือ เจ้าเป็นชาวฟะรังคีด้วยหรือ?”
ฮั่นซือส่ายหน้า จากนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อว่า
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยไม่ใช่ชาวฟะรังคี ข้าน้อยเป็น……อยู่ทางตอนเหนือของฟะรังคี……”
กล่าวถึงบ้านเกิดเขาออกมา เหมือนฟังได้แค่ว่า ‘เตออีฉื่อหลันเตอ’ กับ ‘เฮยเซินคาไซ่เอ่อ’ อะไรพวกนี้ หวังทงขมวดคิ้วคิด ก่อนจะเอ่ยว่า
“ด็อยทช์……”
กล่าวไม่ทันจบก็หยุด ในใจคิดว่าคำว่าด็อยทช์ (ชื่อเยอรมันในภาษาเยอรมัน) นี้น่าจะยังไม่มีในสมัยนี้ ฮั่นซือผู้นี้ย่อมไม่รู้ ฮั่นซือไม่รู้ว่าหวังทงฟังเข้าใจหรือไม่ ได้แต่กล่าวต่อว่า
“……บ้านเกิดข้าน้อยยากจน หลายคนออกมาเป็นทหารหาเงิน ข้าน้อยถูกจ้างให้มายังแดนตะวันออก……”
นี่หมายความว่าเป็นทหารรับจ้าง? หวังทงขี้เกียจถามให้ละเอียด เดิมเขาเองก็ไม่ได้ต้องการจะรู้รายละเอียดมากนัก ได้แต่ยิ้มถามต่อว่า
“เจ้าและพวกของเจ้าเคยบอกว่า หากอยากจะมีค่าตอบแทนดี อยากอยู่ที่นี่ได้ตำแหน่งและได้เงินทอง ก็ต้องสร้างสรรค์สิ่งที่ดียิ่งกว่าที่บ้านเกิดและยิ่งกว่าที่มาเก๊า และยังต้องดูเย่อหยิ่งอีกส่วนหนึ่ง จึงจะทำให้ข้าเห็นความสำคัญใช่หรือไม่?”
จางอวี๋เป่ยแปลไม่หยุด แปลคำพูดของหวังทงออกไปต่อเนื่อง วาจาพวกนี้หากจะอาศัยความสามารถในการเรียนรู้ภาษาจีนที่ผ่านมาแบบงูๆ ปลาๆ ก็ย่อมยากเข้าใจ อย่างไรก็กล่าวออกไปก็ย่อมทำให้สถานการณ์ดูเก้กัง หากฮั่นซือก็หัวไวหลายส่วน ลังเลสักครู่ก่อนจะกล่าวว่า
“นายท่านส่งคนไปสอบถามพวกข้าน้อย ก็ย่อมเป็นเพราะเห็นความสำคัญของพวกข้าน้อยแล้วมิใช่หรือ”
หวังทงอึ้งไป คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตอบเช่นนี้ จางอวี่เป่ยเริ่มร้อนใจ กำลังจะสั่งสอนออกไป หวังทงก็หัวเราะดังลั่น ตบบ่าฮั่นซืออย่างแรง ยิ้มกล่าวว่า
“เจ้านี่มันได้เรื่องนะ คิดจะเป็นขุนนาง คิดจะหาเงิน อาศัยหัวไวแค่นี้จะไปได้อันใด เจ้าต้องทำให้ข้าได้เห็นความสามารถของเจ้าสิ!!”
วาจานี้ ฮั่นซือพอฟังเข้าใจอยู่บ้าง แต่จางอวี่เป่ยก็ยังคงแปลออกมา พวกฮั่นซือไม่สนใจมารยาท หันหน้าเข้าหารือกันเบาๆ ทันที
จางอวี่เป่ยก็ย่อมฟังเข้าใจ แปลต่อไม่หยุด ‘จัดทัพ อาวุธปืน ทหารม้า’ อะไรพวกนี้ หวังทงสังเกตเห็นว่าทหารพวกนี้มีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเหมือนได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งออกมา
ฮั่นซือยืนตรงกล่าวเสียงดังว่า
“ไม่อาจปิดบังใต้เท้าอีกต่อไป ที่พวกข้ารู้ ทหารนายท่านก็รู้แล้ว ข้าน้อยทำได้ก็มีแต่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเท่านั้น ข้าน้อยหวังว่าจะสามารถนำความกล้าหาญและชีวิตมาแลกกับอำนาจและเงินทองจากนายท่านแล้ว”
หวังทงส่ายหน้ายิ้มกล่าวว่า
“ขุนพลเฉินลงแรงส่งพวกเจ้ามาที่นี่ ไม่ได้ให้พวกเจ้ามาเป็นเพียงทหารธรรมดาเสี่ยงชีวิตเพื่อข้า ทุกอย่างยังไม่เร่งรีบ ตอนบ่ายให้คนนำพวกเจ้าไปที่ค่ายทหาร ไปอยู่กับค่ายสามสักระยะก่อน จากนั้นหากสามารถมีวิธีเปลี่ยนแปลงกองกำลังให้ดีขึ้น เข้มแข็งขึ้น ก็ค่อยมาบอกข้า ข้ามีอำนาจและเงินทองมากมายในมือ ก็รอเพียงพวกเจ้าว่าความสามารถมาเอาไปได้หรือไม่เท่านั้น!!”
วาจาหวังทงเริ่มติดภาษาแปลอย่างไม่รู้ตัว ในยุคนี้นั้นการเปลี่ยนรูปแบบภาษาเช่นนี้ทำให้จางอวี่เป่ยแปลยากไม่น้อย
************
“เจ้ากงกงมาเช้าเช่นนี้ ข้าวเช้าทานแล้วหรือยัง……”
ตอนนี้พระสนมเจิ้งได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ว่านลี่ คนข้างกายก็ย่อมได้รับการยกตามไปด้วย ขันทีและนางกำนัลรับใช้พระสนมเจิ้งก็ค่อยๆ วางท่าวางทางข่มขึ้น แต่กับเจ้าจินเลี่ยงแล้ว ทุกคนยังคงให้ความเคารพอย่างมาก ทุกคนรู้ว่าขันทีน้อยอายุเพิ่งจะ 10 ขวบผู้นี้มีสถานะระดับใดในวังหลวงแห่งนี้
คำทักทายของนางกำนัล เจ้าจินเลี่ยงได้แต่ยิ้มตอบขอบคุณ จากนั้นก็เดินเข้าประตูพระตำหนัก ฟ้ายังมืดอยู่ ฮ่องเต้ว่านลี่ยังคงบรรทมอยู่กับพระสนมเจิ้ง ตอนนี้ยังไม่ทรงตื่นบรรทม
