ตอนที่ 484 เกาะติดเบาะแส กฎหมายปฏิรูปรวมศูนย์
“……สมัยฮ่องเต้หลงชิ่งยังเป็นเพียงอ๋องอวี้ มักจะเสด็จไปทั่วเมืองหลวง ไปพบพวกนิรนาม[1]ตามวัดวาอารามนอกเมือง ตอนนั้นพอทรงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นเด็กหนุ่มร้องไห้อยู่ข้างกายศพสองศพ น่ารันทดยิ่ง จึงเข้าไปถามและรู้ว่าพี่น้องสามคนลำบากไร้ที่พึ่ง ถูกบิดาจับตอนแล้วส่งเข้าเมืองหลวง คิดไม่ถึงไม่มีเงินทองฝากฝัง บิดาก็มาป่วยตายไปเสียก่อน พี่น้องสองคนก็ตายตามไปด้วย……”
ไช่หนานเข้าใจเรื่องราวพวกนี้ดี แต่หวังทงฟังแล้วรู้สึกคิ้วกระตุก เป็นบิดาจิตใจเหี้ยมโหดขนาดไหน จึงได้จับบุตรชายทั้งสามตอนอย่างโหดเหี้ยมได้ หรือหวังเพียงอำนาจวาสนาหลังเข้าวังที่ยังเป็นเพียงอากาศ?
“……ฮ่องเต้หลงชิ่งทรงเห็นเด็กหนุ่มผู้นั้นแล้วทรงสงสารจึงได้ส่งคนไปรับตัวมา เด็กหนุ่มผู้นั้นตอนนี้ก็คือหลินซูลู่กงกง ว่ากันว่าหลินกงกงพอมีสถานะแล้วก็ส่งคนออกไปค้นหา หากไร้ซึ่งญาติพี่น้องจริงๆ ……”
ไม่มีญาติพี่น้อง แซ่หลินใช่ว่าเป็นแซ่ที่มีคนน้อย เดิมคิดว่าเจอของที่กระจ่าง อยู่ๆ กลับเป็นของที่มืดมน หวังทงยกมือตบหน้าผาก ยุ่งยากเสียจริง
“……ในวังลือกันว่า ฮ่องเต้หลงชิ่งเคยกล่าวกับฮ่องเต้เจียจิ้งไว้ก่อน ดังนั้นตั้งแต่ปลายสมัยฮ่องเต้เจียจิ้งมาถึงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันสองปีแรกก็ไม่เคยรับขันทีเข้าวังอีก ชาวนิรนามในเมืองหลวงก็ให้กลับบ้านเกิดกันไปให้หมด……”
พวกนิรนามเกี่ยวพันกับขันทีในวัง ไช่หนานมีสถานะขันที พูดขึ้นมาก็ย่อมมีเรื่องราวให้เล่ามากมาย หวังทงถามต่ออีกว่า
“ตอนนี้พวกนิรนามยังมีอีกเยอะไหม?”
“จะไม่เยอะได้อย่างไร ปีนั้นว่ากันว่าให้ส่งกลับบ้านเกิด ทางการไหนเลยจะมีเวลาจัดการ ก็แค่รับๆ ไปเท่านั้น หลายปีนี้ยิ่งมากขึ้น วัดนอกเมืองเขตปัจจิมและตะวันออกของเขตทักษิณก็มีไม่น้อย หลายพันหลายหมื่นก็ว่าได้”
ไช่หนานกล่าวไปถอนหายใจไป หวังทงไม่อาจมีคำพูดใดตามมาได้อีก หากไม่ใช่ขันทีในวังยิ่งใหญ่ขึ้นมา อย่างหวังเจิ้นหรือหลิวจิ่นที่ล้วนเป็นมหาขันทีอำนาจเทียมฟ้า พวกยากจนข้นแค้นใต้หล้าไหนเลยจะไม่อยากเป็นบ้าง บางทีคงไม่อาจโทษพวกชนชั้นสูงหรือพวกพ่อแม่ที่ไม่อาจเลี้ยงดูบุตรธิดาตนว่าใจร้าย หากต้องโทษที่ระบบแสนบัดซบนี้ต่างหาก
ตอนแรกก็คิดว่าพบเบาะแสบางอย่าง หากไม่ใช่เสียแล้ว หวังทงไม่อาจทำอันใดต่อได้ ได้แต่เขียนจดหมายไปยังสำนักรักษาความสงบในเมืองหลวง ให้พวกเขาสืบอย่างละเอียดต่อไป
ทว่าหวังทงคิดไม่ออกว่าคนพวกนี้ทำอันใดได้บ้าง กองกำลังวังหลวงอยู่ในอาณัติไทเฮา ในวังนอกวังก็คุมโดยเฝิงเป่าและจางจวีเจิ้งอย่างแน่นหนา คนเหล่านี้อย่างไรก็สนับสนุนฮ่องเต้ว่านลี่ ไม่มีใจคิดเป็นอื่นอันใดอย่างเด็ดขาด มีช่องว่างอันใดให้แทรกตัวได้อีกหรือ
************
“ลงมือได้โหดเหี้ยมมาก ลงมือโหดเหี้ยมมาก”
บนโต๊ะมีกาสุราและถั่วห้ารส สุราเต็มจอก หากหลินซูลู่ไม่แตะต้อง ได้แต่เคาะโต๊ะเบาๆ พลางถอนหายใจ สุราในจอกกระเพื่อมไม่หยุด
“วันนี้ข้าน้อยไปแจ้งข่าวแล้ว ยังถามถึงเรื่องหลายวันก่อนที่สั่งการมา หวังทงจากซานตงไปเทียนจิน เดินทางไปกลับ ไม่มีผู้ใดเห็นว่าเขาไปที่อื่น……ข้าน้อยกล้าพูดว่า หรือนี่อาจเป็นโจร……”
“เหลวไหล สมองเจ้าวิปลาสหรือไร ใต้หล้านี้มีโจรผู้ใดกล้าแตะต้องคุณชายรองแห่งหย่งเซิ่งป๋อ ขบวนตั้งหลายร้อยคน ร่ำรวยเพียงนั้น แตะต้องไป หรือว่าไม่กลัวทางการส่งกำลังไปปราบ”
ซวงสี่ยืนโค้งกายอยู่ข้างๆ หลินซูลู่ยกจอกสุราขึ้นแล้วกลับวางลง กล่าวว่า
“เจ้าสามย้ายที่อยู่แล้วใช่ไหม?”
“ท่านสามย้ายออกแล้ว ท่านรองทางนั้นไม่ได้เปิดเผยร่องรอย ครั้งนี้ข้าน้อยไปบอกแล้ว”
หลินซูลู่พยักหน้า ยามนี้ดึกแล้ว ตามปกติขันทีระดับหลินซูลู่สามารถจุดเทียนใหญ่ส่องสว่างได้ แต่ในห้องเขายังคงจุดเพียงตะเกียงน้ำมันเล็กๆ ดวงหนึ่ง คนข้างนอกหากไม่ใส่ใจก็อาจมองไม่เห็นแสงไฟด้านใน
“ตระกูลอวี๋ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง ปากพร่ำบอกว่าทำงานใหญ่เป็น แต่ผลประโยชน์เล็กน้อยแค่นี้ถึงกับเคลื่อนไหวเหลวไหลเช่นนี้ได้ เขาคิดว่ามีแต่ตระกูลเขามีมือสังหารเดนตายหรือไง บุตรชายตายไปเกรงว่ายังไม่พอ เกรงว่าวันหน้าจะยังมีคนคอยจับตาดูอีก นี่สิเรื่องยุ่งยากแท้จริง”
ซวงสี่อ้าปากค้าง คิดจะกล่าวอันใดก็กล่าวไม่ออก หลินซูลู่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวขึ้นอีกว่า
“พรุ่งนี้เจ้าออกไปนอกวัง ในสามเดือนนี้ นอกจากเรื่องนั้นแล้ว เรื่องอื่นๆ ให้พักไปก่อน อย่าได้ติดต่อกัน พ้นปีใหม่ไปแล้วค่อยว่ากันก็ไม่สาย ตัดการติดต่อกับทางซานซีนั่นด้วย ตอนนี้ดูแล้ว ใช้การพวกเขาไม่ได้แล้ว อาจพลอยเดือดร้อนไปด้วยก็เป็นได้”
************
บุตรชายหย่งเซิ่งป๋อหายตัวไประหว่างทาง เรื่องนี้นอกจากคนนอกด่านแล้ว คนอื่นก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แค่รู้ก็เท่านั้น มิจำเป็นต้องใส่ใจ
ณ หอประชุมเหวินเหยียนเก๋อในเดือนเก้า ไม่มีผู้ใดถามถึงหรือคิดถึง เรื่องที่หารือกันล้วนเป็นเรื่องอื่น
มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งหารือเรื่องกฎหมายปฏิรูปรวมศูนย์บริหารใต้หล้า ปลายสมัยฮ่องเต้เจียจิ้งกับกลางสมัยฮ่องเต้หลงชิ่งได้เคยทดลองใช้กฎหมายปฏิรูปรวมศูนย์บริหารใต้หล้า ก็ได้ผลดีและผลเสียพอกัน
แต่มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งได้นำกลับมาใช้อีกครั้ง ขุนนางทั้งหลายไม่มีผู้ใดคัดค้าน ทุกคนล้วนรู้ดีกว่า การเก็บภาษีที่ดิน ทำให้ฐานภาษีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า และกฎหมายปฏิรูปรวมศูนย์บริหารใต้หล้าจะยังทำให้แรงงานที่ต้องใช้แรงงานให้ทางการเปลี่ยนเป็นเงินภาษีแทน หากยามต้องการใช้กำลังคนก็ให้ทางการออกเงินจ้างแทน
ตามระบบดังกล่าว ภาษีที่ดินบวกกับเงินทดแทนแรงงาน ทำให้รายรับในท้องพระคลังเพิ่มขึ้นหลายเท่า
เหตุผลที่ต้องการคัดค้านทั้งหมดล้วนไร้แรงกำลังเมื่อต้องเผชิญกับการเพิ่มขึ้นหลายเท่าของเงินในท้องพระคลัง ตั้งแต่กลางสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง ขุนนางใหญ่ในราชสำนักต่างก็เป็นกังวลกับการหาเงินเข้าท้องพระคลัง ตอนนี้ท้องพระคลังมีเงินทองก้อนโตเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ผู้ใดกล้ากล่าวอันใด ตอนนี้ถึงขั้นมีคนคิดว่าจะแต่งกลอนบทเพลงสรรเสริญเช่นไรกันแล้วด้วยซ้ำ
พวกคณะบัณฑิตชิงหลิวยากที่จะสงบปากเช่นนี้ ตามปกติวิสัยเดิม หากมีนโยบายเพิ่มเงินทองเข้าราชสำนักก็ย่อมไม่ถูกต้อง มักเอ่ยอ้างว่าไม่คำนึงถึงคำสอนปราชญ์เมธีโบราณ นานวันย่อมทำให้ใต้หล้าล่มสลาย แผ่นดินวุ่นวาย
ไม่ว่าถูกหรือผิด หากการกล้ากล่าววาจาน่าตกใจ ก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้ากล่าวตรงไปตรงมา เป็นขุนนางน้ำดี คนเช่นนี้วันหน้าย่อมเป็นเสาหลักของแผ่นดิน
ว่ากันว่ากฎหมายปฏิรูปรวมศูนย์บริหารใต้หล้ากำลังจะออก ใต้หล้าล้วนจับตาดูคนที่กล้ากระโดดออกมาคัดค้าน เป็นโอกาสสร้างชื่อให้ใต้หล้าประจักษ์ แต่เพราะเป็นการดำเนินการของจางจวีเจิ้ง ผู้ใดกล้ากล่าวมากความ คงไม่แคล้วถูกส่งไปเป็นขุนนางท้องทุ่ง สิบปีไม่อาจกลับเมืองหลวงได้
ขุนนางในเมืองไปเป็นขุนนางท้องถิ่นก็คงได้แต่กุมขมับร่ำไห้ ขุนนางในเมืองมีค่าหาใดเทียม ขุนนางท้องถิ่นไม่รู้ว่าต้องตรากตรำอีกนานเท่าไร นับประสาอันใดกับการถูกส่งไปเป็นขุนนางท้องทุ่งห่างไกล
ทุกคนออกมาแสดงความคิดเห็นก็เพื่อหาประโยชน์ให้ตน ไม่ใช่หาความโชคร้ายใส่ตน มีอำนาจเช่นนี้ก็ย่อมทำให้ทุกคนต้องเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ผู้ใดก็ไม่กล้าปริปากกล่าวอันใด
มีเพียงขุนนางจากเมืองหนานจิงที่เดิมก็เป็นที่แช่แข็งขุนนางอยู่แล้ว ทุกคนพากันร้องเรียนไม่หยุด แต่ผู้ใดจะสนใจคนเหล่านี้กัน
ตั้งแต่ผลการสำรวจที่ดินออกมาถึงตอนนี้ มาสู่กฎหมายปฏิรูปรวมศูนย์บริหารใต้หล้า ทุกหน่วยงานก็เตรียมความพร้อมกันแล้ว เป็นงานใหญ่ของแผ่นดินหมิงทั่วหล้า
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็มีเรื่องใหญ่ที่สุดอีกเรื่องก็คือการตัดสินใจเลือกแม่ทัพใหญ่เมืองเซวียนฝู่ ละแวกใกล้เมืองหลวงมีสองเมืองใหญ่ คือเมืองเซวียนฝู่และเมืองจี้โจว ซึ่งเซวียนฝู่ใกล้กับเมืองหลวงที่สุด ม้าเร็วไปมาสองวันก็ถึง พวกมองโกลหลายครั้งเข้าปล้นชิงขนานใหญ่ ก็ล้วนเข้ามาทางชายแดนเมืองเซวียนฝู่ จากนั้นก็ตรงเข้ามาเมืองหลวง
เมืองเซวียนฝู่นับได้ว่าเป็นประตูสู่เมืองหลวง เป็นตำแหน่งที่ตั้งสำคัญ ตัวเลือกแม่ทัพใหญ่เมืองเซวียนฝู่ก็ย่อมสำคัญยิ่งนัก
ตัวเลือกแม่ทัพใหญ่เมืองเซวียนฝู่ก็เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ เดิมไม่ควรดึงมาถึงตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และอยู่ๆ ยังมีปัจจัยแทรกมาอีก
************
วันที่ 15 เดือนเก้า ณ หอประชุมเหวินเหยียนเก๋อ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ย่อมประทับบนบังลังก์มังกร พระวรกายตรงแน่วแน่ จำนวนคนสองข้างก็เฉกเช่นเดิม มีเฝิงเป่าและจางเฉิงทางซ้าย ทางขวาเป็นจางจวีเจิ้ง จางซื่อเหวยและเซินสือหัง
นี่นับเป็นบุคคลแกนหลักแห่งราชวงศ์หมิง เฝิงเป่าและจางเฉิงเป็นหัวหน้าสำนักและรองหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์ ส่วนพวกจางจวีเจิ้งสามคนก็ล้วนสามคนระดับแนวหน้าที่สุดในสำนักคณะเสนาบดีใหญ่
หลี่โย่วจือเป็นเสนาบดีกรมปกครอง หม่าจื้อเฉียงเป็นเสนาบดีกรมอากร ก็ล้วนเป็นมหาบัณฑิตในคณะเสนาบดีใหญ่ ควบคุมการทำการเมืองต่างๆ สถานะสูงส่ง สองคนมาทีหลัง นับไม่ได้ว่าเป็นคนของจางจวีเจิ้ง อีกไม่นานทั้งสองคนนี้ก็คิดจะขออำลาตำแหน่งกลับบ้านเกิด รีบถอยด้วยคิดจะมีชีวิตบั้นปลายที่สงบสุขและร่ำรวย
“หลังฝ่าบาทมีราชโองการ กรมทหารก็ประสานกำลังกันสืบข่าวตรวจสอบ รายงานไปยังคณะเสนาบดีใหญ่ขอให้ท่านจางและใต้เท้าทุกท่านร่วมพิจารณา ตำแหน่งแม่ทัพเมืองเซวียนฝู่ให้รองขุนพลเหลียวโจวหลี่หรูซงดำรงตำแหน่งจะเหมาะสมที่สุด รองแม่ทัพเมืองเซวียนฝู่ลี่อวิ๋นเซิ่งสองปีมานี้ความชอบน้อยนิด ความรู้ไม่มาก ไม่อาจเป็นที่ยอมรับ”
นี่เลยเวลาหลังอาหารกลางวันแล้ว ฮ่องเต้ว่านลี้แม้คิดจะไปเสวยกับพระสนมเจิ้ง แต่ก็ทรงรู้การควรไม่ควร ไม่อาจทำให้งานแผ่นดินล่าช้า เสด็จมาที่นี่แต่เช้าแล้ว
เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยเงยหน้าขึ้น นำความคิดเห็นของคณะเสนาบดีใหญ่และกรมทหารขึ้นกราบทูล พอทรงฟังจบ พระขนงก็ขมวดมุ่น ลี่อวิ๋นเซิ่งเป็นเช่นไรพระองค์ไม่ทรงรู้ได้ แต่สามารถดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพเมืองเซวียนฝู่ได้ ก็ย่อมเป็นขุนพลใหญ่ ที่ฮ่องเต้ทรงใส่พระทัยลี่อวิ๋นเซิ่งนั้นเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นบิดาของลี่เทา ตอนอยู่ลานฝึกแม้จะมีสายสัมพันธ์กันธรรมดา แต่ตอนนี้คิดไปมา ก็นับว่าเป็นคนกันเอง
แต่เหตุผลนี้ไม่อาจตรัสออกมาได้ ทว่าไปอ้างหลักการอื่นแทน ฮ่องเต้ว่านลี่ตรัสว่า
“หลี่หรูซงหากเป็นแม่ทัพเมืองเซวียนฝู่ หลี่เฉิงเหลียงบิดาเขาจะยังเป็นแม่ทัพใหญ่เมืองเหลียวโจวต่อไป หากไม่เป็น แผ่นดินเราย่อมขาดแม่ทัพเก่งกล้า หากเป็นต่อ เมืองหลวงซ้ายขวาล้วนเป็นตระกูลเขาขนาบไว้ กองกำลังหนึ่งในห้าของใต้หล้าอยู่ในมือตระกูลหลี่ บรรพชนกล่าวว่าให้สมดุลอำนาจ หรือว่าไม่ต้องทำตามแล้ว?”
จางซื่อเหวยนิ่งไป เซินสือหังกลับมองไปยังจำงจวีเจิ้ง จางจวีเจิ้งทูลว่า
“ฝ่าบาท หลี่เฉิงเหลียงอยู่ที่เมืองเหลียวโจวมาหลายปี ฝึกทหารเก่งกล้านับไม่ถ้วน หลี่หรูซงก็ดำเนินรอยตามบิดำ ล้วนเป็นที่ยอมรับ หากส่งไปเมืองเซวียนฝู่ เขาย่อมไม่มีกำลังสนับสนุน แต่หากให้อยู่เมืองเหลียวโจวนานไป หลังจากหลี่เฉิงเหลียงแล้ว แม่ทัพใหญ่เมืองเหลียวโจวตำแหน่งนี้คงต้องให้เขา ถึงตอนนั้นบุตรชายรับต่อจากบิดา เมืองเหลียวโจวจะราวกับเมืองมรดกตกทอด กรมทหารกังวลในเรื่องนี้”
ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงกระพริบพระเนตรหันไปทางเฝิงเป่า ตรัสถามว่า
“ต้าปั้นเห็นเช่นไร?”
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าท่านจางว่ามาก็มีเหตุผล”
…………………..
[1] ชายที่ตอนตนเองแต่ไม่อาจเข้าวังเป็นขันทีได้
