Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 489

ตอนที่ 489 พ่อค้าต่างชาติคิดล่อจับเสือมือเปล่า

“ปากว่าไร้หลักฐาน ไร้ความยำเกรงศาล ช่าง..ช่างไร้การสั่งสอน ลากออกไป ลากออกไป!”

ได้ยินวาจาหวังทง ใต้เท้าเกาก็ย่อมไม่ตัดสินยุติธรรม ได้แต่ทำเป็นไม่ได้ยิน ตบก้อนไม้บนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะตดโกนเรียกเจ้าหน้าที่มาลากตัวออกไป

เจ้าหน้าที่จะออมมือได้อย่างไร ปรี่เข้ามาจับคนผู้นี้ลากออกไปทันที ก่อนจะผลักออกไป หรือว่าเจ้าต่างชาตินี่เป็นเจ้าของเรือกวางบินจริง หวังทงคิดในใจ ก่อนจะยืนขึ้นประสานมือกล่าวว่า

“วันนี้ได้รับน้ำใจจากใต้เท้าเกา วันหน้าย่อมตอบแทน ขออำลาก่อน!”

ใต้เท้าเกายิ้มรับ นายกองตรวจการ หัวหน้าขันทีสำนักเสบียง หรือขุนพลปกป้องเทียนจินก็เปลี่ยนยกชุดมาแล้ว ใช่ว่าเพราะเป็นปรปักษ์กับหวังทงหรอกหรือ ถูกหวังทงใช้อุบายเล่นเอาล้มคว่ำกันไปหมด กลับกันเป็นเพราะใต้เท้าเกาตำแหน่งไม่สูง มีนิสัยยอมอ่อนข้อ กลับทำให้ได้รับประโยชน์มากขึ้นไปอีก

เดิมบอกว่ากำลังได้เลื่อนตำแหน่ง แต่คิดไม่ถึงว่าหวังทงล่วงเกินคนในราชสำนักอย่างร้ายแรง จึงไม่ได้เลื่อน หากใต้เท้าเกาผู้นี้กลับยังคงยืนในตำแหน่งต่อ ผู้คนจึงจดจำแค้นนี้ไว้ ว่าเป็นพวกเดียวกับหวังทง

ใต้เท้าเกาสร้างความชอบใหญ่ และยังมีสายสัมพันธ์กับทางศาลเหอเจียน การจะโดนปลดหรือลดตำแหน่งย่อมไม่อาจเป็นไปได้ แต่จะเลื่อนตำแหน่งก็ยิ่งไม่ได้ กรมปกครองมีข่าวออกมาแล้ว ให้แห้งตายอยู่ในตำแหน่งเดิมนั่นแหละ!

ความสลดใจของใต้เท้าเกานั้นไม่ต้องกล่าวถึง แต่เทียนจินรุ่งเรืองเช่นนี้ ครอบครัวเขาเองก็อาศัยตำแหน่งอำนวยความสะดวกในการทำการค้า กอปรกับได้รับการดูแลจากองครักษ์เสื้อแพร จึงทำเงินได้กำไรก้อนงามกระเป๋าตุง ไร้วาสนาในเรื่องตำแหน่ง แต่มีวาสนาในการเงินการทอง ก็เรียกได้ว่าชดเชยกันได้ ใต้เท้าเกาค่อยๆ วางเรื่องอนาคตทางการงานลง หันมาสนใจหาเงินหาทองที่เทียนจินแทน ก็นับว่าดีไม่เลว

ในเมื่อวางใจจะอยู่เทียนจินแล้ว เช่นนี้ก็ย่อมต้องสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับหวังทง ดังนั้นเขาจึงเป็นขุนนางเทียนจินที่มีความสัมพันธ์กับหวังทงดีที่สุด หวังทงก็ย่อมให้การดูแลอย่างดีเช่นกัน

ได้ยินหวังทงสุภาพเช่นนี้ ใต้เท้าเกาก็รีบขอบคุณ หวังทงออกไปแล้ว ก็เห็นชายอ้วนต่างชาติผู้นั้นกำลัวสับสนค้าง ข้างๆ มีผู้ติดตามเป็นชาวต่างชาติอีกสองคน ก็กำลังล้อมวงคุยอะไรกันสักอย่าง

“เจ้ารู้จักข้าไหม?”

หวังทงขี่ม้าไปเบื้องหน้า ชายอ้วนต่างชาติผู้นั้นเห็นหวังทงแล้ว ในใจก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา ก็รีบคำนับกล่าวว่า

“ใต้เท้าที่เคารพ ข้าน้อยไม่รู้จักท่าน!”

“ข้าหวังทง เป็นคนที่แย่งชิงเรือเจ้ามา”

หวังทงบนหลังม้ายิ้มตะโกนดัง พอเขากล่าวออกมา ชายต่างชาติผู้นั้นก็เงยหน้ามองอย่างตกตะลึง เบิกตาโตจ้องมองหวังทง คนข้างๆ เขาก็ตกใจอย่างที่สุดเช่นกัน หวังทงชี้มาทางพวกเขากล่าวว่า

“นำตัวกลับไป ส่งคนไปที่ริมแม่น้ำตามหูอันมา!”

พอสั่งออกไป ทหารหวังทงก็รีบลงจากหลังม้า ชายต่างชาติผู้นั้นยังตกใจอยู่ ยังไม่ทันได้สติคืนมาก็ถูกทหารจับมัดโยนขึ้นหลังม้า

ในความรีบร้อน ชายต่างชาติตะเบ็งเสียงดังลั่นขอความช่วยเหลือ ภาษาจีนที่ใช้ก็ชัดเจนยิ่ง แต่องครักษ์เสื้อแพรปฏิบัติหน้าที่ ผู้ใดกล้าเข้าหาเรื่องใส่ตัว ทุกคนได้แต่สลายตัวทำเป็นไม่เห็น มองพวกหวังทงจากไปอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด

************

“มีข่าวมาจากทางแม่น้ำทะเล บอกว่าตอนบ่ายมีต่างชาติไปเดินเตร่ไปมาจริง แต่ที่นั่นมีผู้คนผ่านไปมามากมาย ขอเพียงไม่เข้าใกล้เกินไปก็ย่อมไม่สนใจ”

หวังออกเดินตรวจตราตามปกติ ตอนกลางคืนกลับมาก็ย่อมมีข่าวมารายงานจากแต่ละแห่ง ที่ศาลนั้น ชายต่างชาติผู้นั้นไปที่แม่น้ำทะเลมาจริงและได้เห็นเรือกวางบิน จึงได้ไปฟ้องร้องที่ศาล หวังทงกลับมาถึง หยางซือเฉินก็นำข่าวแต่ละเรื่องมารวบรวมและรายงานทีละเรื่อง

พอถอดเกราะออก รับผ้าเช็ดหน้าจากทหารข้างกายมา หวังทงก็เช็ดหน้าก่อนจะยิ้มถามว่า

“พวกหูอันไปดูมาแล้วหรือยัง?”

“เรียนนายท่าน พวกหูอันไปดูมาแล้วบอกว่าเป็นเจ้าของเรือเขาจริง ชื่อเรียกยาก อะไร… ‘อาปาก้ง’ สักอย่าง คิดไม่ถึงพวกต่างชาติก็ตั้งชื่อเป็นมงคลเช่นนี้ด้วย ชื่ออะไรนะ ป๋าก้ง (แปลว่าบัณฑิตท้องถิ่นที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปสอบตำแหน่งที่เมืองหลวง)”

ได้ยินหยางซือเฉินกล่าวเช่นนี้ หวังทงก็อึ้งไป จากนั้นก็ส่ายหน้ายิ้มกล่าวว่า

“ต่างชาติพวกนั้นไม่มีการสอบคัดเลือกขุนนางแบบเรา ที่เป็นขุนนางได้ล้วนเป็นชนชั้นสูง นำตัวเขาเข้ามาได้!”

ในโถงรับแขก จางอวี่เป่ยล่ามแปลกำลังรออยู่ พอเห็นหวังทงเข้ามาก็เข้าไปคำนับก่อน ยิ้มกล่าวว่า

“ทางค่ายมีนักแปลชำนาญอยู่หลายคนแล้ว ทางนายท่านสำคัญกว่า ข้าน้อยจึงได้มารอที่นี่ ตอนบ่ายข้าน้อยไดคุยกับอาปาก้งผู้นั้นมาแล้ว เขาบอกว่าเขาไปมาระหว่างเมืองกัวในชมพูทวีปกับมาเก๊า ช่วงก่อนหน้านี้ไปทำการค้าที่ทะเลใต้ คิดไม่ถึงว่าพอกลับมาที่มาเก๊าก็พบว่าเรือกวางบินถูกคนปล้นไปแล้ว จึงได้ไหว้วานคนไปสืบข่าวและรู้ว่าเรืออยู่ที่เทียนจิน”

เมืองกัวคือเมืองในชมพูทวีปที่ตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส เมืองนี้ในวันหน้าคือรัฐกัวแห่งการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอินเดีย หวังทงยังพอจำได้อยู่บ้าง จึงพยักหน้ากล่าวว่า

“เหตุใดเขาจึงมีความคิดฟ้องร้องข้ากัน?”

กล่าวถึงตรงนี้ จางอวี่เป่ยก็ส่ายหน้ายิ้มแห้งๆ กล่าวว่า

“ก็ไม่รู้ว่าอาปาก้งเลอะเลือนหรืออย่างไร บอกว่ากฎหมายหมิงเรามีความยุติธรรมที่สุดในใต้หล้า ในเมื่อใต้เท้าแย่งชิงเรือเขาไป เขามาที่นี่ฟ้องร้อง ย่อมคืนความยุติธรรมให้เขาได้”

“ยุติธรรมที่สุด ต่างชาติผมแดงเช่นเขามีความคิดเหลวไหลเช่นนี้ได้อย่างไร!?”

“ข้าน้อยเองก็แปลกใจ ที่แท้อาปาก้งเคยฟ้องชนะความที่กวางเจาและเฉวียนโจวมาแล้ว ขุนนางในท้องที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ยุติธรรมยิ่ง เขาคิดว่าใต้หล้าย่อมเป็นเช่นนี้”

หวังทงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็แค่นยิ้มกล่าวว่า

“ยุติธรรมอันใด ก็แค่เห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ก็คงคิดอวดว่าแผ่นดินเราเป็นประเทศมีอารยธรรมยิ่งใหญ่ เกรงว่าจะเดือดร้อนน่ะสิ อย่างไรก็ไม่เกรงว่าจะล่วงเกินราษฎรอยู่แล้ว จึงได้เข้าข้างเขา ยังคิดว่าใต้หล้าล้วนเป็นเช่นนี้อีกหรือนี่?”

เรื่องเกี่ยวข้องกับต่างชาติ พวกกรมปกครองที่หัวเก่าล้าหลังมักจะเอาแต่ร้องว่าแผ่นดินหมิงเป็นประเทศมีอารยธรรมยิ่งใหญ่ ต้องเอาใจพวกอานารยชนพวกนั้น ไม่มีเรื่องก็แล้วไป หากมีเรื่องก็มักจะยุ่งยาก ราษฎรทั่วไปก็ยิ่งไม่มีอันใด ขอเพียงมิใช่พวกตระกูลใหญ่ เช่นนั้นอย่างไรก็ย่อมเป็นก้อนแป้งที่จะคลึงเช่นไรก็ย่อมได้

ลองคิดเทียบดูแล้ว ย่อมมีแนวคิดบางอย่างออกมา อาปาก้งคิดว่าใต้หล้าย่อมเป็นเช่นนี้ ถึงกับทำเซ่อซ่ามาฟ้องร้องเอาเรือคืนจากตนได้

แต่ทว่าเรือกวางบินลำใหญ่นี้ บนเรือมีปืนไฟ 40 กว่ากระบอก เรือพ่อค้าติดอาวุธเช่นนี้ย่อมวางอำนาจบนท้องทะเล พ่อค้าใหญ่ที่ครอบครองเรือเช่นนี้ได้จะเป็นพวกเซ่อซ่าได้อย่างไร?

*************

หวังทงเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาเสร็จ จางอวี่เป่ยก็ออกไปตาม ทหารนำตัวอาปาก้งเข้ามา ถานเจียงนั่งอยู่ในห้อง ต่างชาติผู้นี้อย่างไรก็ไม่น่าไว้ใจ

พอเข้ามาในห้อง ทหารก็ไม่เกรงใจจับอาปาก้งให้คุกเข่าลงทันที จากนั้นก็คำนับและออกไป อาปาก้งหน้ำตาหนวดเคราตัดเล็มเป็นระเบียบ ต่างจากช่างต่างชาติที่หวังทงพบเห็นพวกนั้น ช่าง ทหารและลูกเรือต่างชาติที่ถูกนำตัวมาเทียนจินพวกนั้น มีเพียงฮั่นซือเท่านั้นที่ระวังภาพลักษณ์ตน ที่เหลือหากหวังทงไม่กำหนดวันให้อาบน้ำ กลิ่นก็จะรมจนทุกคนไม่อาจทำงานทำการกันได้เลยทีเดียว

อาปาก้งผู้นี้เก็บหนวดเคราได้เรียบร้อยหมดจด เคราเหมือนจะอาบขี้ผึ้งไว้ เขาคุกเข่าอยู่นั้นสายตาก็กวาดมองไปทั่ว ไม่มีท่าทางหวาดกลัวอันใด หวังทงเป็นเช่นนี้แล้ ในใจก็ยิ่งมั่นใจ จึงเอ่ยถามไปตรงๆ ว่า

“อาปาก้ง เรือกวางบินลำนั้นราคาเท่าไร?”

อาปาก้งแม้ว่าถูกมัดให้คุกเข่าที่พื้น แต่ก็ยังพยายามก้มตัวลงนอบน้อม ท่าทางมีมารยาทยิ่ง จากนั้นก็กล่าวว่า

“เรียนนายท่าน เรือลำนี้รวมปืนใหญ่ด้วย ก็ราวหกหมื่นตำลึง”

ราคานี้ก็เรียกได้ว่าสมควรอยู่ หวังทงพยักหน้า ยิ้มกล่าวว่า

“เดิมเรือกะว่าจะยืมไว้ก่อน แต่ทิ้งไว้ที่นี่นานไปหน่อย และก็ไม่คิดจะคืนแล้ว ในเมื่อเจ้าว่า 6 หมื่นตำจึง เช่นนี้ข้าเพิ่มให้อีกห้าพันตำลึง เรือนี้ข้าซื้อไว้แล้ว”

หวังทงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ คนในห้องอึ้งไปครู่หนึ่ง หกหมื่นห้าพันตำลึง นี่เป็นเงินก้อนมหาศาลไม่น้อย ใต้เท้าหวังถึงกับเอ่ยได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แต่ลองคิดให้ดีก็ควรง่ายดายได้เช่นนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเทียนจินทุกวันมีเงินก้อนมหาศาลเข้ามาเท่าไร เมืองเซวียนฝู่ทางนี้ก็หลายหมื่นตำลึงได้ หกหมื่นตำลึงที่เทียนจินสองวันก็หาได้ ไม่เท่าไร

หกหมื่นห้าพันตำลึง ได้ยินหวังทงเอ่ยให้ อาปาก้งก็ตาเบิกกว้าง เงียบไปครู่หนึ่ง คนทำการค้าอย่างไรก็เป็นคนทำการค้า บางทีเขาอาจกำลังคิดคำนวณอยู่ หกหมื่นห้าพันตำลึงเป็นเงินเท่าไรของทางโน้น ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ก็นับเป็นเงินก้อนมหาศาล กลับไปถึงโปรตุเกสก็คงได้ชีวิตที่ร่ำรวยหรูหราได้เลยทีเดียว

คิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง อาปาก้งก็ทำหน้าเบ้ ร้องได้ดังเอ่ยว่า

“ใต้เท้า ราคาเรือข้าน้อยเอาไว้ก่อน ข้าน้อยเดินทางไปทะเลใต้นำเครื่องเทศมาครั้งหนึ่งแลกเปลี่ยนเป็นผ้าไหมและเครื่องลายครามที่มาเก๊าและเฉวียนโจว หากไปที่จิ่วโจวอีกรอบ ไม่ถึงสามเดือน กำไรน่าจะได้สักสองหมื่น ใต้เท้าเอาเรือมาที่นี่ ไม่รู้ว่าเสียโอกาสทางการค้าไปมากมายเท่าไร……”

“อย่าได้ร้องแรกแหกกระเชอเช่นนี้ มีอันใดก็กล่าวมาตามตรง เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ข้าไม่มีเวลามาพิรี้พิไรกับเจ้า!”

หวังทงตัดบทอย่างไม่เกรงใจ การร้องแรกแหกกระเชอเช่นนี้ จากนั้นก็ทำให้อีกฝ่ายยอมอ่อนข้อ วงการค้าใช้กันบ่อยไป หวังทงคุ้นเคยเรื่องพวกนี้เสียยิ่งกว่าคุ้นเคย จึงตัดบททันที ให้อีกฝ่ายกล่าวมาตามตรง

อาปาก้งสีหน้าไม่มีท่าทีเก้กัง สีหน้าอมทุกข์เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างรวดเร็ว เอ่ยว่า

“ข้าน้อยมีข้อเสนอ ใต้เท้าชอบเรือกวางบินเช่นนี้ ข้าน้อยไม่ขายก็ไม่ได้ ใต้เท้าต้องการเรือ หกหมื่นควักออกมาทีเดียวใช่ว่าเป็นเรื่องยุ่งยากหรอกหรือ ไม่สู้ครั้งละสามหมื่น ที่เหลือเอามาลงทุนร่วมกันเปิดร้าน……”

วาจากด้านหลังล้วนเป็นภาษาโปรตุเกส จางอวี่เป่ยกำลังกระซิบอยู่ข้างหูหวังทง

“หมายถึงเปิดร้านค้าร่วมกัน!”

หวังทงอึ้งไป ก่อนจะกล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า

“สามหมื่นตำลึงซื้อเรือเจ้า ที่เหลือถือเป็นเงินค่าหุ้นของเจ้า จากนั้นข้ายังต้องใส่เงินลงทุนอีกส่วนด้วยใช่หรือไม่?”

อาปาก้งคิดไม่ถึงว่าหวังทงจะกระจ่างเร็วเช่นนี้ จึงยิ้มกว้าง หวังทงยิ้มกล่าวต่อว่า

“เจ้าไม่เพียงแต่ขายเรือได้ราคา ยังไม่ต้องออกอีกสักแดงให้ค่าเอาเงินลงทุนให้เจ้าเปิดร้านที่เทียนจินด้วยใช่หรือไม่ เข้าใจคิดดีจริงๆ !”

เริ่มต้นคนในห้องยังคิดไม่ทัน พอได้ยินหวังทงว่ามา ก็เข้าใจกันหมด ทุกคนต่างมองอาปาก้งด้วยสีหน้าโมโห พอเห็นบรรดาทหารบู๊ถือดาบถลึงตาจ้องมองมา ชายต่างชาติก็ย่อมหวาดกลัวอยู่บ้าง

“เจ้ามันไม่เลวเลยนะ!”

หวังทงอยู่ๆ ก็เอ่ยวิจารณ์ขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!