Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 497

ตอนที่ 497 ทหารแกร่งต้องรบ มีคนเป็นพื้นฐาน

“ของพวกต่างชาตินี่สนุกจริง ของพวกเราพอไร้แสงตะวันก็ใช้การไม่ได้ แต่ของเล็กๆ ชิ้นนี้สามารถรู้เวลาได้ อ่อ ตรงรูเล็กๆ นี่ยังมีเข็มเดินวนรอบอีกด้วย”

ฮ่องเต้ว่านลี่ทอดพระเนตรกล่องสูงราวหนึ่งเชี๊ยะบนโต๊ะ ท่าทางสนใจยิ่ง เจ้าจินเลี่ยงข้างๆ แม้ว่าก้มหน้าก้มตา แต่ก็อดสนใจไม่ได้ เงยหน้าขึ้นเหลือบมองหลายที

“ว่ากันพวกต่างชาติหยาบช้า แต่ของเล่นชิ้นนี้ทำได้ประณีตไม่เบา สามารถนับเวลาได้ ช่างยอดเยี่ยมจริง!”

“ฝ่าบาท หวังทงส่งเข้าวังมา แม้ว่าเป็นความภักดี แต่อย่างไรก็เป็นของนอกรีต หากไทเฮาทรงทราบ ก็จะทรงตำหนิได้ว่าทำลายพระปณิธานฝ่าบาท ดีไม่ดีหวังทงอาจพลอยโดนตำหนิไปด้วยนะพะยะค่ะ”

“พอๆ เสี่ยวเลี่ยง เจ้าเอาไปมอบให้พระสนมเจิ้ง บอกว่าคืนนี้เราจะไปสอนว่าเล่นอย่างไร”

เจ้าจินเลี่ยงรีบรับพระบัญชา โต๊ะทรงอักษรค่อนข้างสูง เขายังสูงไม่พอ จางเฉิงข้างหน้าจึงเข้ามาหยิบนาฬิกาวางใส่อ้อมกอดของเจ้าจินเลี่ยง เจ้าจินเลี่ยงยกออกไปใช้แรงไม่น้อย พอถึงด้านนอกจึงส่งให้คนมาช่วยถือต่อ

ในยุคนี้ทางยุโรปมีนาฬิกาแล้ว เพียงแต่อย่างมาก็แค่เอาไว้นับเวลาคร่าวๆ ไม่ได้แม่นยำสักเท่าไร แต่ทำจากฝีมือเช่นนี้ก็ย่อมดีกว่านาฬิกาทรายหรือนาฬิกาแดดมากนัก

พ่อค้ายุโรปมักจะนำของสิ่งนี้มามอบให้ชนชั้นสูงเพื่อเอาใจ อาปาก้งตอนมาพบหวังทงก็เอามาด้วย หวังทงไม่รู้สึกแปลกใหม่อันใด จึงส่งเป็นบรรณาเข้าวัง

ของเล่นแปลกใหม่เช่นนี้ทำให้ว่านลี่พอพระทัยมาก เอาแต่หมุนเล่นเป็นนานค่อนวัน ดีใจอย่างที่สุด แต่จางเฉิงที่รับใช้ใกล้ชิดอย่างไรก็ต้องตักเตือนสักคำ

เห็นเจ้าจินเลี่ยงออกไป ฮ่องเต้ว่านลี่ก็หยิบฎีกาบนโต๊ะขึ้นมาพลิกทอดพระเนตรไปสองสามที ก่อนจะโยนทิ้งอย่างเหนื่อยหน่าย ตรัสอย่างเบื่อหน่ายว่า

“ล้วนเป็นเรื่องที่ท่านจางตัดสินใจมาแล้ว ไยต้องให้เราดูอีก ทุกวันเสียเวลาเช่นนี้ไม่สู้ไปเป็นเพื่อนเสด็จแม่ ไปทางนั้น……”

ตรัสได้ครึ่งหนึ่งก็หยุด ผู้ใดก็รู้ว่าทรงกำลังจะกล่าวถึงพระสนมเจิ้ง จางเฉิงก้มหน้าไม่กล่าวอันใด ฮ่องเต้ว่านลี่เหมือนนึกอันใดขึ้นมาได้ตรัสว่า

“สำนักอาชาหลวงทางนั้นเห็นว่าเราเลอะเลือนหรือไร จัดการหวังทงไปครั้งหนึ่งไม่พอ ยังจะมีครั้งที่สอง เรื่องนี้จางปั้นปั้นวันนี้ไปบอกว่าเป็นราชโองการเรา ไม่ให้ทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก……”

ตรัสไม่ทันจบ จางเฉิงก็กระแอมไอ เข้ามาพลิกฎีกาฉบับหนึ่ง สองมาถวายให้ทอดพระเนตรทูลว่า

“ฝ่าบาททอดพระเนตรฎีกาท่านจางฉบับนี้ก่อน”

ฮ่องเต้ว่านลี่ย่อมทรงรู้ว่าเรื่องนี้มีเรื่องแอบแฝงอยู่ ไม่ทรงตรัสอันใดก็รับฎีกามาทอดพระเนตร จางเฉิงข้างๆ อธิบายว่า

“เมื่อต้นปี นายพลเผ่าอันต๋าหนึ่งนายนำกำลังหลารยพันมารุกราน ตอนนี้อยู่ที่มี่อวิ๋นค่อนไปทางตะวันออกสองสามร้อยลี้ และจะร่วมมือกับพวกเค่อเอ่อชิ่นทางตอนเหนือของเมืองจี้โจว พวกเผ่าตั่วเหยียนที่สวามิภักดิ์หมิงเราหลายเผ่าก็ถูกพวกนี้ทำลายไปไม่น้อย เรื่องวุ่นวายอยู่เช่นนี้ อย่างไรด่านชายแดนหมิงก็ต้องเกิดภัย แม่ทัพชีจี้กวงแห่งจี้โจวก็เตรียมจะนำกำลังออกรบ”

ทอดพระเนตรฎีกาแล้ว ได้ยินจางเฉิงอธิบายแล้ว ฮ่องเต้ว่านลี่ก็โบกฎีกาในพระหัตถ์ ขมวดพระขนงตรัสว่า

“เรามีสัญญาสงบศึกกับเผ่าอันต๋า อยู่ๆ มาเปิดศึกเช่นนี้แล้ว ราชสำนักก็ยังเอาแต่เรื่องเหลวไหลมารายงานไม่หยุด”

จางเฉิงเขยิบเข้ามาอีก้าว ยิ้มทูลว่า

“ฝ่าบาท ใต้เท้าชีทางนั้นได้ข่าวมาว่า มีขุนพลคนหนึ่งของเผ่าอันต๋าปฏิวัตินำกำลังแยกตัวออกไป ไม่นับว่าเป็นพวกเผ่าอันต๋า สัญญานี้จึงคุมไม่ได้ ใต้เท้าชีหมายความว่า เผ่าอันต๋าตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ถูฟานที่เดิม อาจไม่ได้รับข่าว รอให้รู้ข่าว ดีไม่ดีก็จะนำกำลังมาจับกลับไปเอง”

กล่าวถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ย่อมเข้าพระทัย แย้มสรวลตรัสว่า

“อาศัยจังหวะนี้เข้าตีกองนี้ให้ราบ ไม่ว่าอย่างไรก็ทำให้เผ่าอันต๋าอ่อนกำลังลง”

“ทรงพระปรีชายิ่งแล้ว”

จางเฉิงทูลสรรเสริญจบ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทรงขมวดพระขนงตรัสต่อว่า

“กรมทหารครั้งนี้ปฏิบัติการใหญ่เช่นนี้ หลี่หรูซงไปดำรงตำแหน่งที่เมืองเซวียนฝู่ใหม่ สองเมืองทหารมากมายเช่นนั้น เหตุใดต้องให้หวังทงไปด้วย หรือว่าเห็นกองกำลังของเราแล้วขัดหูขัดตากัน?”

จางเฉิงแอบถอนหายใจในใจ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ อย่างไรก็คงต้องอธิบายต่อว่า

“ฝ่าบาท เรื่องนี้แม้ว่าเป็นความคิดกรมทหาร แต่คนพวกนั้นจะไปรู้เรื่องการรบได้อย่างไร ไม่ใช่เพราะแม่ทัพชีแห่งจี้โจวที่คิดแผนการนี้ออกมาหรอกหรือ ท่านจางเห็นด้วยก็ปฏิบัติก็เท่านั้น อย่างไรก็เป็นแผนการแม่ทัพชี ท้ายฎีการายงานชัดเจนว่า กองกำลังหู่เวยหวังทงปีก่อนไปรบบนทุ่งหญ้า มีความชำนาญ สามารถให้ความช่วยเหลือได้”

เห็นสีพระพักตร์ฮ่องเต้ว่านลี่ดำคล้ำ จางเฉิงก็มองออกไปนอกประตู ก่อนจะกระซิบทูลว่า

“ชีจี้กวงแม้ว่าสนิทกับเฝิงกงกงและท่านจาง แต่อดีตฮ่องเต้และไทเฮาทรงเคยตรัสว่ามีความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน จะว่าไป ฝ่าบาทเห็นแก่หวังทง เกรงว่าจะได้รับอันตราย แต่ในฎีกาไม่ได้บอกมาหรือว่า ดาบคมต้องลับ กองกำลังแกร่งต้องรบ ฝ่าบาทหากคิดจะให้กองกำลังหวังทงไว้เป็นกำลังสำคัญของพระองค์ ก็ให้ออกไปฝึกให้มาก ไม่ว่าสำหรับฝ่าบาท หรือหวังทง ก็ล้วนเป็นเรื่องดี”

ฮ่องเต้ว่านลี่สีพระพักตร์ดีขึ้น โยนฎีกาในพระหัตถ์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะถอนพระปัสสาสะตรัสว่า

“ลำบากหวังทงแล้ว ลำบากหาเงินทองเข้าวัง ยังต้องไปออกรบที่ชายแดนตอนเหนือในช่วงปีใหม่อีก แผ่นดินหมิงหลายเรื่องนี้เหตุใดต้องทับถมไปที่หวังทงคนเดียวมากมายเพียงนี้”

*************

หวังทงรู้จักจัดการโครงสร้างการทำงาน สถานการณ์ของการทำงานในตอนนี้ แม้ว่าเขาจะวางมือ งานทุกอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างปกติอีกระยะหนึ่งแน่นอน

แต่หวังทงย่อมไม่ปล่อยให้ตนเองว่าง ในโลกยุคนี้เขามีอำนาจวาสนามากมายให้เสวยสุข สถานะตอนนี้หากจะบอกว่ารวยเท่าประเทศศัตรูก็ไม่เกินเลย พูดถึงอำนาจ มีโอรสสวรรค์คอยหนุนหลัง ในมือยังมีงานที่มีอำนาจสั่งการแท้จริงอยู่ ขอเพียงตนเองไม่ทำผิดร้ายแรง ผู้ใดจะล้มเขาได้ ไม่ยุ่งกับการงาน ไปหาความสุขใส่ตัว ไม่เพียงแต่ดีกับตัวเอง เกรงว่าสำหรับในวังและนอกวังแล้ว หลายคนคงดีใจถ้าเห็นเขาเลือกเช่นนี้

แต่ไม่อาจว่าง ไม่อาจไปเสวยสุข หวังทงเกรงว่าหากตนเองผ่อนกำลังลง ก็จะอ่อนแอลง ในตอนนี้เห็นว่าร่ำรวยสงบสุข แต่แอบแฝงภัยไว้มากมาย ไม่อาจคลายความระวังลงได้เลยจริงๆ

เขาคิดเช่นนี้ คนข้างกายกลับไม่คิดเช่นนี้ ตอนนี้ลูกน้องหวังทงนอกจากกองกำลังหู่เวย ที่อื่นๆ ก็ล้วนเริ่มบ่นในหลายๆ เรื่องมาบ้างแล้ว

หวังทงไม่ปล่อยตัวให้ว่าง ทุกวันจับตาดูการทำงานทุกแห่ง คนอื่นๆ ก็ย่อมไม่อาจปล่อยตัวให้ว่างได้ ยุ่งกันทั้งวัน แม้ว่ารายได้จะไม่เลว แต่ก็เหนื่อยไปหน่อย ยากที่จะไม่บ่นสัพเพเหระกันบ้าง พวกเขาคิดว่าคำบ่นตนนั้นหวังทงไม่รู้ คิดไม่ถึงว่า จางซื่อเฉียงวางสายลับไปทั่วทุกทิศ รายงานมาตามจริงทุกประการไม่ขาดตก

ไม่ว่าผู้ใดกล่าววาจาใด เขียนรายงานมาง่ายๆ เป็นแผ่นหนึ่งรายงานหวังทง ส่วนใหญ่ส่งมาตอนกลางคืน หวังทงอ่านตอนกลางวัน บอกว่าไม่ควรค่าแก่การเสียสายตาอ่านกลางคืน อ่านจบก็โยนเข้าเตาไฟไป

“ตอนแรกเชิญพวกเขามา แต่ละคนก็ยินดีปรีดา ตอนนั้นมีคนงานพอแล้ว ตอนนี้หาเงินได้เท่ากับปีสองปีเลยนะ สถานะก็มีแล้ว เงินเก็บก็มีแล้ว แต่ละคนก็ไม่อยากลำบาก อยากสบายกัน คิดกันได้นะ ไม่มีคนใหม่มาเสริม ไหนเลยจะมีโอกาสเสวยสุขกันได้”

หวังทงได้แต่วิจารณ์ แม้ว่าสำนักการศึกษาการค้าหรือแปลล่ามที่กำลังอบรมบุคลากรใหม่ขึ้นมา แต่งานที่ต้องทำมีมาก แต่ละแห่งก็ยังคงไม่พอใช้งาน

เป็นเพราะเทียนจินพัฒนาเร็วไป แต่ละแห่งรับคนใหม่มาก็จัดให้เป็นได้แค่คนเรียนรู้งานจากคนเก่า ค่อยๆ ปรับตัวไป และใช้การเลือกคนเก่าที่มีความสามารถ ให้ทำงานเป็นต้นแบบให้คนใหม่กลุ่มหนึ่งดู แม้ว่ามีเรื่องผิดพลาดไม่น้อย แต่ก็นับว่าพอยันสถานการณ์เอาไว้ได้อยู่

แต่กำลังคนเป็นที่ต้องการเช่นนี้ การรับประกันว่าแต่ละแห่งมีคนดูแลก็ไม่เลวแล้ว ผลัดเปลี่ยนกันอย่าได้คิด ไม่อาจตำหนิว่าแต่ละคนพากันร้องว่าลำบากและเหน็ดเหนื่อยกัน

หวังทงเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไร คนสำเร็จการศึกษาจากสำนักการศึกษาการค้าหรือแปลล่าม ไม่เพียงแต่หวังทงต้องการตัวไว้ หากพ่อค้าในเทียนจินก็ต้องการ ร้านค้าก็ต้องการ ให้เงินเดือนกันไม่น้อย คนเช่นนี้มาแล้วใช้งานได้ รู้ธรรมเนียมไปหมดทุกเรื่อง สามารถช่วยงานได้ทันที ล้วนไม่ต้องเรียนรู้งานกันนานนัก ผู้ใดไม่ชอบเช่นนี้ นับประสาอันใดกับเทียนจินที่แสนรุ่งเรืองนี้ คนที่เป็นงานหลากหลายสาขาล้วนหาเงินเพิ่มได้อีกส่วน คนเช่นนี้ย่อมมีแต่คนแย่งชิงตัว

ตอนตั้งสำนักการศึกษาการค้าหรือแปลล่ามใหม่ แต่ละร้านออกเงินและส่งคนเป็นงานมาสอน หวังทงคิดจะครอบครองคนเดียวจึงไม่สะดวกนัก ตามการวิเคราะห์ของหยางซือเฉินและเถ้าแก่หลายคน เทียนจินหากจะมีกำลังคนพอเพียงต้องใช้เวลาอีกสองปี นี่คิดตามระดับการพัฒนาของเทียนจินที่เป็นอยู่ในตอนนี้ หากมีการเติบโตอันใดอีก เกรงว่าคงไม่พอเป็นแน่

กว่าจะทำให้สถานการณ์เรียบร้อยเช่นนี้ได้ ก็มีพวกที่ตามไม่ทันและคอยรั้งขาไม่ให้ก้าวเดินอีกมาก แต่ก็ได้แต่วางแผนกันต่อไป

แม้ว่าคนงานจะบ่นกันมาก แต่ยังมีเงินให้รับ และเทียนจินยังมีอนาคต ก็ไม่ต้องกังวลอันใด ได้แต่ทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน

************

คนใต้บังคับไม่พอใช้ คนอื่นก็ไม่พอใช้ ลูกน้องหลักของหวังทงส่วนใหญ่ก็เป็นขุนพลในกองกำลังหู่เวย เชี่ยวชาญการรบ ไม่ค่อยใช้การเรื่องงานราษฎร์ได้มากนัก

ซุนต้าไห่ จางซื่อเฉียงกับพวกทังซานมีงานของตนรับผิดชอบ แม้ทำงานได้ตั้งใจ แต่ก็ทำงานได้เต็มความสามารถระดับกลางๆ เท่านั้น พอถูไถไปได้ เห็นเทียนจินพัฒนาเร็วเช่นนี้ อนาคตวันหน้าของหวังทงก็ล้วนต้องการคนที่มีความสามารถมาบุกเบิกอีกมาก

แต่ผ่านการสอบบัณฑิตมาหลายปี คนมีความสามารถก็ล้วนเข้าสู่เส้นทางนั้นไปหมด ผู้ใดจะมาทำงานให้หวังทงที่ไร้ชื่อไร้เสียงถูกใต้หล้าดูแคลนเช่นนี้ได้

หยางซือเฉินกับไช่หนานนั้นใช้การได้ดี แต่หยางซือเฉินก็หัวเดียวกระเทียบลีบ ไช่หนานก็ยังมีงานจากสำนักขันทีในวัง คนสนิทที่หวังทงต้องการใช้งานนั้นยังต้องการอีกมากมายนัก หากกล่าวว่าถึงผู้ที่ยุ่งที่สุด ที่ควรบ่นที่สุดในเทียนจินจึงควรเป็นเขาผู้เดียว

************

บรรดาขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงร่วมหารือ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ให้หลี่เหวินหย่วนนำไปด้วยตนเอง หวังทงรับราชโองการแล้ว ก็เริ่มเรียกลูกน้องมารวมกัน ก่อนจะออกคำสั่ง

สายตาคนนอกมองมา ใต้เท้าหวังอยู่ๆ ก็ปิดประตูไม่พบผู้ใด อาจมีเรื่องใด ตามที่เคยเป็นมาอย่างเคย ข่าวลือเริ่มปรากฎ

หลังรับราชโองการลับได้สี่วัน ก็คือวันที่ 3 เดือนสิบเอ็ด มีแขกที่คาดไม่ถึงมาขอพบถึงจวน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!