ตอนที่ 509 ใจเปี่ยมคุณธรรมใหญ่ ข้ารู้ศัตรูรู้
ทหารจี้โจวที่มาส่งข่าวนั้นกล่าวถึงสุดท้ายก็ร่ำไห้ออกมา โขกศีรษะไม่หยุด ในรถแม้มีพรมปูแต่หัวโขกลงไปก็ย่อมห้อโลหิต
หวังทงเปิดหน้าต่างรถ กวักมือเรียกให้นำตัวออกไป หวังทงไม่ได้ลงจากรถ ทุกคนมารวมตัวกันอยู่บนรถ เงียบไปสักครู่หนึ่ง
“ใต้เท้า กองกำลังหู่เวยเราก่อตั้งมาตั้งแต่คนงานไม่กี่สิบเป็นหลายพันตอนนี้ ทุกคนลงแรงไปไม่น้อย แต่ชีจี้กวงคำเดียว เงินก้อนนี้ก็สูญไปงั้นหรือ? พวกเราไม่รับปาก ใต้เท้า กลับมี่อวิ๋นกันเลย หากทางการเอาเรื่องมาก พวกเราก็ไปต่อสู้กันที่สำนักอาชาหลวงหรือกรมทหาร อย่างไรก็มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นก็บอกว่าเป็นความคิดข้า!”
คิดไม่ถึงว่าคนที่กล่าวก่อนก็คือนายกองไช่หนาน ไช่หนานสีหน้าแดงก่ำ อารมณ์ขึ้นสุดขีด หลี่หู่โถวก็ฮึดฮัดอยู่ข้างๆ เช่นกัน
กลับเป็นถานเจียงและถานปิงที่แม้ว่าจะโมโหแต่ก็ไม่กล่าวอันใด กลับหันมาสบตากัน ในรถอบอุ่นกว่านอกรถมาก หวังทงพิงผนังรถ รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง จึงหลับตาลง
เห็นท่าทางหวังทงเช่นนี้ คนในรถก็เงียบเสียงลง เมื่อครู่ทหารจี้โจวที่ถูกนำตัวออกไปส่งเสียงตะโกนร่ำไห้ดังเข้ามาในรถ ถานเจียงเลิกผ้าม่านยื่นหน้าออกไปตะโกนสั่งว่า
“จับพวกนี้มัดไว้ อุดปากไว้ด้วย เป็นทหารจี้โจวนานปี พวกมันไม่รู้หรือว่าทำลายขวัญทหารมีโทษหนัก?”
ทหารข้างนอกรับคำสั่ง ไม่นานก็ไม่ได้ยินเสียงอีก ในรถเงียบลง มีเสียงของรถและคำสั่งการทหารด้านนอกดังเข้ามาเป็นระยะ หวังทงหลับตาลงครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้น ตอนลืมตาสีหน้าหนักแน่น กล่าวอย่างจริงจังว่า
“คืนนี้รวมตัวขุนพลทุกคนหารือ หารือพรุ่งนี้จะถ่วงเวลาพวกมองโกลอย่างไร!”
ทันทีที่ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ไช่หนานก็อึ้งไป หลี่หู่โถวก็กระโดดลุกขึ้นยืนก่อน ยังไม่ทันได้อ้าปาก หวังทงก็ยื่นมือมาปิด กล่าวว่า
“ใต้เท้าชีกล่าวมานั้นเหมือนไร้มนุษยธรรม แต่จุดประสงค์ของเรื่องนี้คือการสร้างความสงบให้กับแผ่นดินหมิงเรา พวกอันต๋าสามารถสร้างสถานการณ์เช่นนี้บนทุ่งหญ้าได้ก็เห็นได้แล้วว่าไม่ธรรมดา พวกกบฏนำกำลังใหญ่แยกตัวออกมา หากปะทะกันย่อมบาดเจ็บสองฝ่าย อีกฝ่ายก็จะเข้าเก็บเกี่ยวประโยชน์ หากไม่ฉวยโอกาสลดภัยหายนะให้ลดลงน้อยที่สุด พวกอันต๋ายังเก่งกล้าเช่นนั้น เราจะสละประโยชน์ใหญ่ นำแผ่นดินไปสู่ภัยได้อย่างไร!”
ไช่หนานคิดจะพูด แต่หวังทงก็ส่งสายตาหยุดไว้ กล่าวต่อว่า
“มองโกลน้อยลงไปหนึ่ง หมิงเราก็หมดภัยไปหนึ่ง ตอนนี้มีโอกาสเช่นนี้ ขอเพียงทำสำเร็จ สามารถตัดกำลังพวกเผ่าอันต๋าลงได้ ต่อสู้เพื่อแผ่นดินหมิงเรา เหตุใดจึงไม่ทำ!”
“ใต้เท้า พวกเราตั้งค่ายรถศึก พวมองโกลเขมือบไม่ได้ ได้แต่ไล่ล่าตามหลังมา หากว่าจะถ่วงพวกมันไว้ ก็ไม่อาจอาศัยค่ายรถรับได้อีก ความเสียหายขนาดนี้ ไยกองกำลังหู่เวยเราไม่แค่ปฏิบัติตามคำสั่งตามหน้าที่เรา ไยต้องไปรนหาภัยมาสู่ตัวด้วย!”
ไช่หนานยังอดกล่าวไม่ได้ หวังทงกดเสียงให้เบาถามว่า
“ข้ามีกำลังองครักษ์เสื้อแพรหนึ่งกองพัน ที่จวนยังเลี้ยงดูคนงานไว้ การค้าก็เลี้ยงดูเจ้าหน้าที่ ทั้งเรือทั้งบกก็เลี้ยงดูคนงานอีก พวกโจรสลัดกล้ามาโจมตีหรือไม่?”
ไม่รู้ว่าทำไมหวังทงจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แต่แม้ไม่ใช่ค่ายหู่เวย พวกกองกำลังไร้ระเบียบรวมตัวกันก็ไม่กลัวโจรสลัดขึ้นฝั่ง หวังทงถามต่อว่า
“อาศัยสิ่งเหล่านี้ ก็เพียงพอที่จะปกป้องความมั่งคั่งของเทียนจินเราได้ ข้าเป็นขุนนางคนสนิทฝ่าบาท ก็ยิ่งไม่ต้องกังวลถึงความร่ำรวยและตำแหน่งในวันหน้า ข้าเหตุใดต้องฝึกกองกำลังหู่เวย เสียเงินเสียทองไปมากเท่าไร ลงแรงลำบากไปมากเท่าไร ได้ประโยชน์อันใดมา หากกลับมีแต่เรื่องวุ่นวายมากมายเช่นนี้”
คนในรถนั่งตัวตรงขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว หวังทงสีหน้าเรียบนิ่ง กล่าวอย่างจริงจังว่า
“ข้าฝึกกองกำลังนี้ขึ้นมา ก็เพื่อแผ่นดินหมิงเรา เพื่อช่วยแบ่งเบาพระราชภาระฝ่าบาทอีกหน่อย กองกำลังหู่เวยมิใช่ฐานเงินทองของข้าคนเดียว แต่เป็นของกองทัพหมิง ในเมื่อเป็นกองทัพหมิง ก็ย่อมต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งแผ่นดินหมิง เช่นนั้นไยจึงไม่กระทำเล่า!!”
ถานจียงและถานปิงได้ยินก็ซึ้งใจ พวกเขาเป็นทหารของถานกวน ถานกวนเป็นขุนนางภักดี ก็ย่อมต้องภักดีเป็นปกติวิสัย การกระทำนี้สร้างความซึ้งใจให้กับพวกนายทหารตระกูลถานเป็นอย่างมาก
เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน ไยต้องหวงแหนชีวิต นี่คือปณิธานของพวกเขา การโต้แย้งเมื่อครู่ เรื่องนี้เห็นว่าเป็นภัยใหญ่หลวงกับกองกำลังหู่เวย พวกเขาแม้ว่ามีความคิดเช่นนี้แต่ก็ไม่อาจเอ่ยปาก แต่หวังทงกลับเอ่ยออกมา ทำให้พวกเรารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างที่สุด รู้สึกว่าตนเองติดตามคนไม่ผิด
ตั้งแต่ต้นมาถึงตอนนี้ ถานเจียงจึงได้เอ่ยขึ้นว่า
“นายท่านกล่าวได้ถูกต้อง วิธีการถ่วงเวลาพวกมองโกลมีน้อยมาก ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ล้วนบาดเจ็บล้มตาย เรื่องนี้……”
ใบหน้าของหวังทงมีรอยยิ้ม ส่ายหน้ากล่าวว่า
“เอาแต่แอบอัดอั้นกันในค่ายรถ ทหารเช่นนี้แม้ว่าฝึกพร้อมอาวุธครบสรรพ แต่ก็เหมือนพวกขาพิการข้างหนึ่งไม่ได้ใช้การเต็มที่ หากได้ออกสังหารสักครา จึงจะเรียกได้ว่าทหารชั้นดี จะว่าไป พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเราจะแพ้ จะบาดเจ็บล้มตาย อย่าได้ดูแคลนเกราะและอาวุธยอดเยี่ยมของกองกำลังหู่เวยเรา!”
หวังทงกล่าวเช่นนี้ ทำให้บรรยากาศในรถผ่อนคลายขึ้นมาก ไช่หนานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ใต้เท้ากล่าวเช่นนี้ ก็ต้องให้สวีกว่างกั๋วไปป่าวประกาศที่เมืองหลวงให้มากๆ หน่อย อย่าให้พวกเราต้องลงทุนลงแรงไปเช่นนี้ ต้องถูกคนในราชสำนักสงสัยอยู่ร่ำไป มักจะหาเรื่องพวกเราอยู่เรื่อย!”
“เรื่องนี้ข้าเองต้องจัดการแน่ นายกองไช่จดไว้ก่อน วาจากล้าหายเสียสละภักดีแผ่นดินเช่นนี้ พวกบัณฑิตในเมืองหลวงย่อมชอบฟัง เหมือนกับงิ้วพวกนั้น”
หวังทงหยอกล้อ คนในรถต่างก็หัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน
***********
ทหารม้านักพันไล่ล้อมรอบกองกำลังหู่เวย ไม่เข้าประชิด แต่ก็ไม่ไกลนัก แต่ขบวนทัพกองกำลังหู่เวยก็เคลื่อนทัพไปได้อย่างเป็นระเบียบอย่างมาก ถึงกับมีพวกคนงานโดดออกไปนอกรถตะโกนส่งเสียงท้าไป แต่พวกมองโกลก็ทนไหว แน่นอน ไม่เข้าใจภาษาจีนมากกว่า
เมื่อท้องฟ้าใกล้มืดลง กองกำลังหู่เวยก็เริ่มตั้งค่ายพักแรม ทหารด้านนอกยังคงคอยระวังป้องกัน ไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย
ทหารม้าทั้งกองของพวกมองโกลมาประสานกัน เหลือกองหนึ่งตามไปด้านหลังราวหลายร้อยก้าว ที่เหลือก็เริ่มก่อไฟปรุงอาหาร อีกสองกองเคลื่อนไปทางตะวันตก
อยู่นอกด่านกันมานาน ย่อมต้องคุ้นเคยกับสภาพพื้นที่มากกว่าพวกทัพหมิงมาก พื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่งน้ำและหญ้าย่อมเหมาะแก่การตั้งค่ายพักแรม
สองกองทัพรวมเป็นหนึ่ง จากนั้นก็ตั้งค่าย มีทหารหลายคนเข้าไปรวมตัวกันอยู่ที่กระโจมใหญ่ตรงกลาง กระโจมนี้ปกติก็มักมีขนาดใหญ่กว่ากระโจมทั่วไปหลายสิบเท่า ด้านในบรรจุคนได้ 200 สบายๆ แต่ที่ยิ่งน่าตกใจก็คือ ยอดกระโจมหนังวัวนี้ถึงกับมีแสงระยิบระยับส่องประกาย เหมือนว่าทองขัดเงาหรือไม่ก็ปิดทองคำไว้
ผู้ที่สามารถมีเกียรติยศระดับนี้บนทุ่งหญ้านี้ได้ ส่วนใหญ่ก็ต้องระดับตำแหน่งที่เรียกว่า “ท่านข่าน” เป็นคำเรียนผู้ยิ่งใหญ่ของพวกมองโกล
หัวหน้าทหารถูกเรียกเข้าไปในกระโจมรายงานเรื่องที่ได้พบเห็นมาในตอนกลางวัน ก่อนจะคำนับออกไปอย่างนอบน้อม คนในกระโจมสิบกว่าคนเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
บนพื้นปูพรมหนา หลายคนแต่งกายด้วยชุดแบบชนชั้นสูงนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านบน สบตากันไปมา คนที่นั่งตรงกายร่างกายสูงใหญ่ผู้หนึ่ง แต่งกายด้วยชุดคลุมยาวสีแดงสด หนวดเคราตัดเล็มเรียบร้อย มีสีดอกเลา เขากล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“ได้ยินพวกทหารรายงาน ทัพหมิงชุดนี้แต่ต้นถึงบัดนี้ป้องกันแน่นหนา ไม่มีอาการลนลานแม้แต่น้อย รบกับหลายเผ่าบนทุ่งหญ้า ลงใต้รบกับสุนัขหมิง รบมาหลายสิบปี พวกที่ถูกไล่ตามแล้วไม่ลนลาน นับได้ว่าเป็นทัพแข็งแกร่ง!”
ลูกน้องของเขาคนหนึ่งในชุดคลุมยาวสีเขียวนกชามขึ้นดื่มก่อนจะกล่าวอย่างหยาบคายว่า
“ใต้เท้าน่าจี๋เท่อชอบเอาแต่ระมัดระวังเช่นนี้ นักรบเคอเอ่อชิ่นเราไม่หวาดกลัว สุนัขหมิงรักษาเมืองบนกำแพงก็พอได้ แต่มาบนทุ่งหญ้านี้ พวกมันอ่อนแอยิ่งกว่ากระต่าย!”
น่าจี๋เท่อหรี่ตามองแวบหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“หากเผ่าเคอเอ่อชิ่นหากรบเก่ง ไหนเลยจะถูกเผ่าอันต๋าขับออกไปทางตะวันออกนั่นได้ หากสุนัขหมิงฝูงนี้เป็นกระต่าย เหตุใดจึงสังหารนักรบผู้กล้าเราไปหลายพันได้ บิดาเจ้าให้เจ้ามาติดตามข้า ก็เกรงว่าเจ้าจะดูแคลนศัตรูเช่นนี้!”
น้ำเสียงตำหนิเข้มอยู่สักหน่อย ชายในชุดคลุมยาวสีเขียวสีหน้าแดงก่ำ ยกชามเหล้ากระดกเข้าคอพรวดเดียวหมด ก้มหน้าส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ไม่กล้ากล่าวอันใดสักคำ ชายสูงวัยที่นั่งอยู่ข้างชายชุดเขียวยิ้มแหะๆ กล่าวว่า
“ความปรีชาสามารถของใต้เท้าน่าจี๋เท่อบนท้องทุ่งหญ้า ผู้ใดไม่รู้กัน แต่สุนัขหมิงกองนี้นำรถมานั้นเป็นของดีจริง รถม้าสี่ตัวลากได้มากมาย มีรถเช่นนี้ วันหน้าเผ่าเราออกรบก็สามารถนำอาวุธออกมาได้มากอีกส่วน หากรวมกำลังเผ่าไท่หนิงและพวกเร่ร่อนมารวมกัน แม้แต่จะรบกับเผ่าอันต๋าเองก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะ ถึงตอนนั้นทางตัวหลุนนั้น……”
“ใต้เท้าฮาตันปาเท่อเอ่อร์หวังดี ข้าเข้าใจ รถใหญ่กับอาวุธพร้อมชุดเกราะของพวกทัพหมิงทัพนี้น่าสนใจจริง แต่ต้นปีตายไป 3,000 นั้นล้วนเป็นผู้กล้าที่มีฝีกมือที่สุดของข้า พวกเขารบกันจนได้ผลเช่นนั้น ข้าเองไม่กล้ามั่นใจสักเท่าไร หากเคอเอ่อชิ่นกับนักรบข้าต้องสูญเสีย เช่นนั้นก็ไม่มีอันใดต้องกล่าวต่อแล้ว”
ชายสูงวัยผู้นั้นหัวเราะขึ้นเบาๆ มองคนอื่นๆ ก่อนจะกล่าวว่า
“ทหารม้าหลายหมื่นกับทหารราบหลายพัน ยังจะมีอันใดไม่กล้ามั่นใจอีก สุนัขหมิงบอกว่าสามเส้นทาง อีกสองเส้นทางไม่มาตามนัด กินรวบเส้นทางนี้ได้ ประกาศบารมีของใต้เท้าน่าจี๋เท่อให้ชื่อเสียงยิ่งใหญ่เกรียงไกร ยังจะได้มาซึ่งรถใหญ่และอาวุธมากมายเช่นนั้น จากนั้นก็รีบถอยกลับ ยังมีอันใดไม่ได้กัน ใต้เท้าน่าจี๋เท่อลังเลเช่นนี้ ลังเลเช่นนั้น ไม่ใช่ว่ายังคิดจะกลับไปรวมตัวกับพวกเผ่าอันต๋าเดิมอีกหรือ?”
ได้ยินวาจานี้ สายตาทุกคู่ในกระโจมก็มองมาจุดเดียวกัน น่าจี๋เท่อถอนหายใจกล่าวว่า
“กลับไปเพื่อการใดกัน
ได้ยินเช่นนี้ หลายคนในกระโจมก็มองมากันเป็นจุดเดียว น่าจี๋เท่อถอนหายใจกล่าวว่า
“กลับไปทำอันใด ข่านอันต๋าไม่ได้กล้าหาญเหมือนตอนนั้นแล้ว ทุกวันเอาแต่คุยพระธรรมกับพระต่างชาติทางตะวันตกนั่น เขาลืมแล้วว่าบนทุ่งหญ้าต้องอาศัยกำลังม้าและอาวุธจึงจะยืนหยัดอยู่ได้ องค์ชายเถิงจู ใต้เท้าซูเหอ ใต้เท้าทุกท่าน ก็ทำตามที่ตกลงกันไว้ พรุ่งนี้เดินหน้าต่อไป หากมีอันใดผิดปกติ ก็จะรบอย่างไม่ลังเล!”
***********
กองกำลังหู่เวยพักผ่อนหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็เก็บค่ายพักออกเดินทาง ลงใต้ไปได้หนึ่งชั่วยามก็หยุดตั้งค่ายต่อ เพิ่งจะเตรียมการเสร็จไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ทุ่งหิมะทางตะวันตกก็มีเมฆดำลอยสูง มีเสียงฟ้าร้องเป็นระยำ ความสั่นสะเทือนที่พื้นไม่ต้องใช้หูแนบก็สัมผัสได้
พวกทัพมองโกลมาแล้ว……
