Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 518

ตอนที่ 518 มีค่าแก่การไม่พบ

กองกำลังปืนและธนูของทัพแม่ทัพชีสามารถสร้างความสูญเสียและบาดเจ็บให้กับพวกมองโกลอย่างมาก หัวหน้าที่พยายามหลบหนีก็ถูกสกัดไว้ได้หมด

รอทหารราบเข้าสู่สนามรบ พวกมองโกลก็ไม่อาจรวมกำลังต้านทานได้อีกแล้ว ทหารแม่ทัพชีแบ่งเป็นกองละ 12 นาน มีพลทวนยาว มีพลดาบและโล่ ยังมีพลธนูยิงอยู่ด้านหลัง มีคนถือทวนยาวคอยพุ่งใส่เป้าหมาย

กองกำลังเคลื่อนที่ขนาดเล็กนี้มีชื่อเรียกว่า “กองนกเป็ดน้ำคู่ประสาน” มีชื่อเสียงไปทั่วหล้า แต่ละกองเล็กๆ นี้ล้วนปฏิบัติงานกันอย่างชำนาญการ รวมกำลังจู่โจมทำลายพวกมองโกลให้กระจัดกระจายได้ ไม่มีทางเสียเปรียบ

พวกมองโกลแม้ว่าดุร้ายราวสัตว์ป่า ทหารม้าที่ว่าได้เปรียบทหารราบนามนี้ก็ไม่ได้เปรียบแม้แต่น้อย ม้าไม่อาจทะยานเข้าใส่ได้แล้ว ในสนามรบเช่นนี้ ดาบและทวนบนหลังม้าไม่ส่งผลคุกคามอันใดต่อทหารราบมากนัก ความโกลาหลเช่นนี้ไม่มีโอกาสคว้าธนูขื้นยิงมากนักเช่นกัน

ทหารราบแม่ทัพชีกรูกันออกมาด้านหลังแผ่นไม้ตัวรถที่เปิดออก เริ่มต้นยังแลดูไร้ระเบียบ แต่พอรบไปสักระยะ ก็สามารถเห็นได้ว่า ทหารราบแม่ทัพชีค่อยๆ สยายกำลังกางออกเหมือนกับคีมหนีบ หนีบพลม้ามองโกลเอาไว้หมด

กำลังสังหารหลักจริงๆ ก็คือกองกำลังทหารม้าหมิงกองนั้นที่ยกธงอักษร ‘หลี่’ ทหารพวกเขานั้นเก่งกล้า กำลังม้าแรงดี ไม่ว่าสู้เดี่ยวหรือรวมกำลังสู้ ก็ล้วนได้เปรียบศัตรู

บนสนามรบนั้นพวกเขาบุกทะลวงไปทั้งซ้ายและขวา พวกพลม้ามองโกลไม่ว่าคิดจะสู้ตาย หรือคิดหลบหนีก็ล้วนถูพวกเขาฟันร่วงจากหลังม้าทั้งสิ้น

************

“ทัพม้าหม่าซานเปียวระวังป้องกันพื้นที่ ทหารราบที่เหลือกลับเข้าไปรักษาบาดแผล เตรียมการเสร็จก็จะออกไปตัดหัว เก็บป้ายประจำตัว!”

หวังทงตะโกนเสียงแหบ ถานเจียงด้านหลังยกถุงหนังให้ หวังทงรบมาดื่มดับกระหาย เปิดฝาออกก็เทลงคอไปทันที พอเข้าปากรู้สึกเผ็ดร้อน เป็นสุราร้อน

แต่ก็นับว่าดับกระหายได้ นับประสาอันใดกับสนามรบที่กำลังรบกันร้อนระอุจนเหงื่อท่วมกาย ตอนนี้พอเงียบสงบลงได้ ก็เป็นอากาศที่หนาวเหน็บอย่างที่สุดในฤดูหนาวอีกครั้ง ทั้งตัวเริ่มหนาว แต่พอเหล้าลงท้องได้ก็ร้อนวาบขึ้นอีกครั้ง รู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว

“พวกเราทางนี้มีหลายพันหัว ซากม้าพวกเราไม่เอาแล้ว ม้าดีเอากลับไป เงินทองก็ค้นตัวเก็บมาให้ละเอียดหน่อย!”

หวังทงออกคำสั่ง ทหารติดตามยังคงขี่ม้าไปกลับรับคำสั่งไปถ่ายทอด ตอนนี้ค่ายรถไม่ใช่สนามรบแล้ว บางทีเหมือน่ามีศัตรูที่วิ่งมาราวกับแมลงวันไร้หัว ก็ถูกทหารกองกำลังหู่เวยที่ตั้งท่ารอรับจัดการได้โดยง่าย

แม้กองกำลังหู่เวยมิได้ออกไปไล่ล่า แต่เมื่อครู่ตั้งรับการโจมตี พวกมองโกลที่ล้มตายอยู่รอบค่ายก็หลายพัน หัวพวกนี้นับเป็นความดีความชอบใหญ่แล้ว รีบเก็บไว้จึงจะเรียกว่าถูกต้อง

ขุนพลเจ้าแห่งกองกำลังมี่อวิ๋นกับทหารของเขานั้น รวมทั้งพวกที่ขี่ม้าตามมาด้วยทั้งหมด เห็นสนามรบเช่นนี้แล้วก็รู้สึกตื่นเต้น รางวัลจากสงครามและประโยชน์ต่างๆ วางอยู่เบื้องหน้าแล้ว ไม่ไปแย่งสิเรียกว่าโง่

แต่เมื่อมาถึงเบื้องหน้าจึงได้เข้าใจ สนามรบนี้ไม่ใช่ที่ที่ตนเองจะมาแย่งได้ เห็นทหารแม่ทัพหลี่ลุยสังหารเช่นนั้น หากกองกำลังมี่อวิ๋นตนบุกเข้าไป ก็ย่อมถูกพวกมองโกลที่เลือดเข้าตาหันมาสังหารแทน จึงคิดได้ว่าทำงกองกำลังหู่เวยมีหัวมากอยู่ หัวพวกนั้นเป็นสิ่งของแลกรางวัลแห่งชัยชนะ

รอกลับไปก็ต้องอึ้งตาค้าง กองกำลังหู่เวยกับทหารปืนไฟคุมไว้หมด ทหารราบเข้าเก็บหัวศัตรูราวกับเหวี่ยงแหไม่ให้เล็ดรอด ไหนเลยจะมีช่องให้ตรงแทรกตัวเข้ามา

แต่ทว่า หวังทงทางนี้ก็นับว่าไม่โหดร้ายเกินไป รับปากว่าจะแบ่งหัวศัตรูให้พวกเขา กองกำลังมี่อวิ๋นจึงได้แต่ซาบซึ้งใจ หลายร้อยหัว ก็พอจะกินไปหลายปี

นี่นับว่าโชคดีแล้ว เบื้องหน้ากองกำลังสองทัพ ผู้ใดจะยอมเหลือให้ตนเล่า

*************

“ใต้เท้า พลม้ามาจากเมืองเซวียนฝู่ คนของแม่ทัพหลี่เฉิงเหลียงจากเหลียวโจวมีนับหมื่น บุตรชายของเขาหลายคนก็ล้วนได้แบ่งปันกำลังกันไป บุตรชายคนโตหลี่หรูซงไปเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เซวียนฝู่ นำกำลังทหารมาด้วยราว 2,000 ก็น่าจะมาจากกองนี้นี่เอง”

เสียงลี่เทากล่าวอย่างเหน็ดเหนื่อย บ่าซ้ายเหมือนยกไม่ขึ้น เมื่อครู่ตอนรบกัน เขาใช้ทวนยาวแทงมองโกลบนหลังม้าไปสามสิบนาย แต่ก็ถูกฟันเอาที่บ่ามาหนึ่งแผล ดีที่เกราะชั้นดี ดาบอีกฝ่ายจึงหักสะบั้นลง แต่พอถูกพลองเหล็กแทงเข้าที่บ่าก็ทำให้ฟกช้ำดำเขียวได้เช่นกัน

เมื่อครู่เขาขึ้นม้าไปล่าสังหารศัตรูไปก็ส่ายไป พอเห็นสถานการณ์กระจ่างแล้วก็จึงนำกำลังอารักขากลับมารายงาน หวังทงยืนอยู่บนกระสอบข้าวที่กองสูงบนตัวรถมาตั้งแต่ต้นเพื่อมองดูสถานการณ์การรบ

พวกหลี่หู่โถวก็ตามมาดูด้วย ซุนซิงถูกลูกธนูดอกหนึ่ง ยิงแฉลบแก้มไป เป็นแผลถากยาว กำลังทำแผลอยู่ ถานปิงทางนั้นใช้ทวนพังไปสอง ปากทางเข้าเริ่มแตก ระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้เริ่มมีโลหิตไหลออกมา ตอนนี้ใช้ผ้าขาวพันทับไว้หลายชั้น

“ใต้เท้า เอาน้ำแข็งมาต้มให้ร้อน เอาผ้าขาวลงต้มแล้วค่อยเอามาพันแผล ใต้เท้าไม่ต้องเป็นกังวล”

เห็นสายตาหวังทงมองมา ถานปิงก็กล่าวเสียงดังขึ้น หวังทงพยักหน้า ถานเจี้ยนข้างๆ สีหน้าเคร่งเครียดเดินเข้ามา พยายามบังคับน้ำเสียงให้นิ่งรายงานว่า

“ตายไป 140 บาดเจ็บหนัก 70 บาดเจ็บเล็กน้อย 326!”

เดิมที่ยืนดูอยู่ พอได้ยินเสียงรายงานตัวเลข หวังทงก็ก้มหน้าลง กายโอนเอนไปมา ขณะที่หลี่หู่โถวกำลังจะยกมือเข้ามาประคองอย่างเร่งรีบ หวังทงก็โบกมือ กล่าวน้ำเสียงอ่อนล้าว่า

“ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยเกินไป ข้านั่งพักที่นี่สักพัก เจ้าไปดูทหารสังกัดเจ้าปฏิบัติหน้าที่ เสร็จแล้วก็เตรียมตัวกับกัน!”

ในบรรดาขุนพลกองกำลังหู่เวย หลี่หู่โถวนับว่าดวงดีไม่เลว สังหารได้ไม่น้อย เขาเองก็ไม่ได้บาดเจ็บอันใด หนึ่งเพราะหมวกเกราะใช้การได้ดี สองเพราะฝีมือว่องไว ปฏิกิริยาฉับไว ตอนนี้เขายังคงมีกำลังวังชามากที่สุดในกลุ่ม

หลี่หู่โถวเห็นหวังทงนั่งลงบนกระสอบเสบียง สีหน้าหวังทงแม้ว่าไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ได้มีอันใดผิดปกติ จึงรับคำสั่งออกไปปฏิบัติ

บนที่สูงนั้นเหลือหวังทงเพียงคนเดียว หวังทงหันหน้าไม่มองสนามรบอีก แต่กลับมองไปยังสภาพภายในค่ายรถศึก คนที่บาดเจ็บส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด หมอที่ตามกองกำลังมาด้วยทำได้แค่ราดสุราฆ่าเชื้อโรคบนบาดแผลให้พวกเขาเท่านั้น และก็พันด้วยผ้าอย่างง่ายๆ ยังมีคนงานหลายคนที่กำลังร้องไห้ไปโรยปูนขาวไปบนศพ จากนั้นก็ห่อด้วยเสื่อยกขึ้นรถ

“พวกเขาสละชีพอย่างมีค่า……”

หวังทงพึมพำขึ้นเบาๆ น้ำเสียงเบาจนไม่มีผู้ใดได้ยิน ถานเจียงเมื่อครู่ลงไปเอาเนื้อแห้งและแผ่นแป้งขึ้นมาเห็นหวังทงหน้ำตาเคร่งเครียด เขามองตามสายตาหวังทงไป ก็เข้าใจในทันที สีหน้าเริ่มเคร่งเครียดตาม หากก็ปลอบใจไปว่า

“นายท่าน บนสนามรบ เป็นหรือตายเป็นเรื่องธรรมดา ผ่านวันนี้ไป ชานแดนเราคงสงบสุขไปได้อีก 10 – 20 ปี ประชาราษฎร์นับแสนในกำแพงเมืองได้ประโยชน์ ตายเพื่อการรบเช่นนี้ นับเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่!!”

พวกเผ่าอันต๋าเป็นเจ้าครองทุ่งหญ้า ทะเลทรายทางเหนือหรือมองโกลมทางตะวันตกล้วนให้ความเคารพเขา ยอกให้เขาเป็นผู้สืบทอดชนเผ่าอันรุ่งเรือง พวกเผ่าอันต๋าอาศัยกำลังหกหมื่น ด้วยกำลังนี้สยบเผ่ามองโกลต่างๆ และยังเซ็นสัญญาสงบศึกกับแผ่นดินหมิง ได้รับสิทธิประโยชน์จากการค้าชายแดน

สงครามบนทุ่งหญ้านี้เป็นการทำลายกองกำลังหนึ่งหมื่นของเผ่าอันต๋า และยังทำลายกองกำลังเคอเอ่อชิ่นที่มาร่วมรบไปได้อีกหลายพัน เผ่าอันต๋าถูกทำลายกำลังใหญ่ไปส่วนหนึ่ง ไม่พักเร่งบำรุงกำลังก็ยากจะฟื้นคืน และพวกเคอเอ่อชิ่นบนทุ่งหญ้าทางตะวันออกก็เสียหายไม่น้อย ภัยร้ายก็น้อยลงไปอีกส่วน

ตีให้พิการมิได้ตีตาย ทุ่งหญ้ายังคงมีเผ่าอันต๋ายิ่งใหญ่สุด ไม่มีผู้ใดมาแทนที่ได้ แต่เผ่าอันต๋าก็อ่อนกำลังลง การจะกำราบชนบนทุ่งหญ้าก็ย่อมไม่พอเพียง ยิ่งไม่ต้องคิดว่าจะยกกำลังลงใต้มารบหมิง การวิเคราะห์เช่นนี้จึงทำให้เห็นภาพว่าจะสงบไปอีก 10-20 ปี ปกป้องราษฎรหมิงได้นับแสน นับว่าเป็นเรื่องดียิ่ง

ถานเจียงกล่าวจบ หวังทงก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ใช่คนที่ทุกข์กับอะไรนานนัก และก็รู้ว่ากองกำลังตนนั้นร่วมรบก็ย่อมต้องบาดเจ็บล้มตาย แต่รบสู้ตายเพื่อแผ่นดินหมิง เพื่อราษฎรชาวหมิงจะได้อยู่เย็นเป็นสุข นั่นคุ้มค่าแล้ว นับเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่แล้ว

กำลังคุยกันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะคุยกันดังมา เป็นเสียงลี่เทากับนายทหารหนุ่มอีกสองนาย สำเนียงเมืองเซวียนฝู่

“เจ้าสาม ครั้งนี้เมืองเซวียนฝู่เราได้เลื่อนขั้นกันไม่น้อย ครั้งนี้มีความชอบใหญ่แล้ว หัวมองโกลมากมายเพียงนี้ เมืองเซวียนฝู่และจี้โจวย่อมแบ่งกันได้ราว 4,000 ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ยังจับเชลยอีก”

“เจ้าสาม ตอนนั้นที่เจ้ากลับมาจากลานฝึกหู่เวยก็เป็นนายกองพันสำรองแล้ว หากวันนี้ยังเป็นแค่ขุนพลเล็กๆ เป็นแค่รองเท่านั้น หากอยู่เซวียนฝู่ มีความชอบหลายวันเช่นนี้ ครอบครัวเราคงเหมือนเดิม พอพ้นปีใหม่ไป ระดับสูงกว่านี้ก็มีให้เจ้าได้ ตำแหน่งสูงกว่านี้ก็มี ไยต้องมาลำบาก……”

“เจ้าดูเจ้าสิ รอยดาบฟันยังอยู่ตรงนี้เลย หากมิใช่ว่าเกราะดี เกรงว่าบ่านี้คงถูกฟันขาดไปแล้ว หากอยู่บ้านเรา วันนี้คงมีความชอบใหญ่แล้ว!”

ทหารหนุ่มสองนายนั้นทุกเป็นห่วงและโอ้อวด ลี่เทาฟังเล้วก็รู้สึกโมโห ตะโกนเสียงสูงโต้กลับว่า

“ความชอบใหญ่อันใด หากไม่มีกองกำลังหู่เวยเรารบสู้ตายไม่ถอยที่นี่ สละวิธีรักษาตัวรอดปลอดภัยทิ้ง ยอมเอาตัวเข้ารบยื้อเวลากับพวกมองโกลเอาไว้ พวกพี่ไหนเลยจะมีความชอบใหญ่ได้ พี่น้องกองกำลังหู่เวยเราสูญเสียไปมากเท่าไร!?”

พูดไปๆ ก็เริ่มเถียงกัน หวังทงรู้สึกสนใจทางนี้ พอหันไปมองก็เห็นทหารหนุ่มในชุดเกราะสองนายกำลังหัวเราะคุยเล่นกับลี่เทา เป็นลี่เทาที่โมโหอยู่คนเดียว หน้ำตาแดงก่ำ

เห็นหวังทงมองมา สองคนเมื่อครู่น่าจะถามถึงสถานะหวังทงมาแล้ว จึงรีบสะกิดลี่เทา ให้เขาหันไปมอง ลี่เทาหันไปก็เห็นหวังทงมองมาอย่างสนใจ จึงรีบปรับอารมณ์ให้สงบลงก่อนจะประสานมือรายงานว่า

“ใต้เท้า ขุนพลลี่โหม่วแห่งเมืองเซวียนฝู่ และลี่หย่งแห่งกองกำลังจู่โจมหลงเหมิน รับคำสั่งจากแม่ทัพหลี่หรูซงและแม่ทัพชีจี้กวง มาเชิญใต้เท้าไปร่วมหารือทางด้านหน้า”

“นี่เป็นพี่ชายสองคนของเจ้าหรือ?”

ได้ยินลี่อวิ๋นเซิ่งเคยบอกกับลี่เทามานานแล้วถึงลี่โหม่วและลี่หย่งสองคน วันนี้จึงได้พบครั้งแรก พี่ชายสองคนของลี่เทำได้ยินลี่เทารายงาน ก็รีบทำความเคารพแบบทหาร หวังทงยิ้มรับ การทักทายแบบส่วนตัวและตามมารยาทอย่างไรก็ต้องมี จากนั้นก็กล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า

“ข้าทำสิ่งที่ต้องทำจบแล้ว ตอนนี้จะรีบกลับไปฉลองปีใหม่ ไม่อาจร่วมสนทนากับแม่ทัพทั้งสองแล้ว นำวาจาข้านี้กลับไปก็แล้วกัน!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!