ตอนที่ 532 หมาป่าตายหมาป่าสืบอำนาจ
เดือนสี่สำหรับทุ่งหญ้าตอนเหนือ เพิ่งจะเริ่มฤดูใบไม้ผลิ เป็นเวลาที่แผ่นดินหมิงและทุ่งหญ้าสงบสุขที่สุด เพราะบรรดาเลี้ยงส่วนใหญ่ออกลูกในตอนนี้ สำหรับคนเลี้ยงสัตว์แล้ว นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เช่นเดียวกับช่วงเก็บเกี่ยวของชาวบ้านทำนาแผ่นดินหมิง
ชนชั้นสูงบนทุ่งหญ้าก็จะไม่ค่อยเร่งรัดเอาอันใดกับราษฎรตนในช่วงนี้ พวกเขามีสัตว์มากมายที่ต้องดูแลในช่วงนี้เช่นกัน
แต่ทว่าเดือนสองในปีรัชสมัยว่านลี่ที่เก้ามา จากอี้ลี่ปาหลี่[1]ด้านตะวันตกมาถึงเผ่าเคอเอ่อชิ่นกับเผ่าไท่หนิงด้านตะวันออกของเหลียวตง แต่ละแห่งล้วนเต็มไปด้วยคนส่งข่าวที่เร่งร้อนเดินทาง
คนส่งข่าวสารพวกนี้เดินทางไปกลับระหว่างชนเผ่า ส่งข่าวสำคัญหนึ่ง ก็คือข่านอันต๋าสิ้นแล้ว
ตั้งแต่ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงจูหยวนจางล้มราชวงศ์หยวนลง ต่อมาในสมัยฮ่องเต้จูตี้ที่ยิ่งใหญ่ด้านการทหารก็เคยยกทัพไปตีทางเหนือหลายครั้ง พวกเผ่ามองโกลบนทุ่งหญ้าแตกกระจัดกระจาย หลายครั้งมีคนคิดจะรวบรวมเผ่าอีกครั้ง ก็ทำไม่สำเร็จ
ข่านอันต๋าจากเผ่าถู่ม่อเท่อกลับทำได้ในสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง เขากวาดล้างเผ่าอู้เหลียงฮา และคุมตัวผู้สืบทอดของเจงกีสข่านสายตรงจากเผ่าฉาฮาเอ่อ ส่วนเผ่าอื่นๆ จะรวมหรือจะกลืนก็แล้วแต่ ในที่สุดก็กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่บนทุ่งหญ้ากว้างแห่งนี้
ข่านอันต๋ามีกำลังเข้มแข็งในปีนั้น เกือบจะไม่เคยรบแพ้ราชวงศ์หมิง ชายแดนประชิดทางเผ่าข่านอันต๋าเหมือนกับถูกกลืนไปโดยปริยาย ไปมาได้อย่างเสรี
สามด้านทางส่านซี ต้าถงที่ซานซี หรือว่าเซวียนฝู่ที่ใกล้เมืองหลวง ก็ล้วนถูกข่านอันต๋าตีพ่าย นำกำลังทหารม้าออกปล้นราษฎรหมิงไปทั่ว ชายแดนหมิงรบแพ้แล้วแพ้อีกจนไม่อาจบรรยายด้วยคำพูดใดได้
ต่อมาด่านชายแดนก็ทำเป็นไม่รับรู้ ถึงกับมีเรื่องฉาวโฉ่ว่าจ่ายเงินให้ข่านอันต๋าเพื่อขอให้สงบสุข หลายครั้งที่ข่านอันต๋าสามารถนำกำลังนับแสนบุกโจมตีไปทั่ว จนไร้ศัตรูต่อกร
ในตอนนั้น ราชวงศ์หมิงต้องสู้โจรสลัดทางตะวันออกเฉียงใต้ ทางเหนือก็มีข่านอันต๋าโจมตี ลำบากแสนสาหัส แผ่นดินเริ่มคลอนแคลน มีอันตรายถึงขั้นสิ้นราชวงศ์
แต่ข่านอันต๋าไม่ได้คิดการณ์ใหญ่อันใด เขาคิดเพียงแค่เป็นข่านของเขาสบายๆ ไป ออกปล้นชิงเงินทองและผู้หญิงชาวหมิงมาให้มากหน่อย ทำการค้าขายกับพวกหมิง เสวยสุขกับทรัพย์สมบัติและนารี พอถึงช่วงวัยชราก็ถูกชักนำจากลามะทิเบตให้หลงใหลในศาสนา ทั้งวันเอาแต่ไหว้พระ เชื่อว่าไม่ควรฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงได้ปล่อยโอกาสแผ่นดินหมิงได้หายใจบ้าง
ปลายสมัยเจี้ยจิ้ง หลังชีจี้กวงกับอวี๋ต้าโหยวปราบโจรสลัดตะวันออกเฉียงใต้ลงได้ก็นำทหารขึ้นเหนือ ฝึกทหารกันอยู่ตามชายแดน แม่ทัพหลี่เฉิงเหลียงแห่งเหลียวตงก็เติบใหญ่เป็นแม่ทัพใหญ่นำกำลังรบยอดเยี่ยมของตนออกรบ ในตอนนั้น จึงได้ทำให้เกิดสมดุลทางกองกำลังของหมิงและมองโกล แผ่นดินหมิงค่อยฟื้นคืน
สมัยฮ่องเต้หลงชิ่ง สองฝ่ายก็เซ็นสัญญาสงบศึกในที่สุด แผ่นดินหมิงตอนเหนือ จากนั้นมาก็ไม่เกิดการปะทะใหญ่อันใดกับพวกจากเผ่าข่านอันต๋าบนทุ่งหญ้าอีก
ช่วงปลายปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 8 เมืองจี้โจว เมืองเซวียนฝู่และทหารสังกัดสำนักอาชาหลวงในวังรวมกำลังรบกันที่กู่เป่ยโข่ว ศึกเดียวทำลายแม่ทัพน่าจี๋เท่อผู้เป็นกบฎจากเผ่าข่านอันต๋าและพวกจากเคอเอ่อชิ่นไปได้ราบคาบ ทำให้ฐานกำลังทหารหลักตอนนี้เบนมาอยู่ฝั่งราชวงศ์หมิง
การรบครั้งนี้ทำให้หลายเผ่าบนทุ่งหญ้าเริ่มเคลื่อนไหว หาทางติดต่อกัน เพื่อหาทางรับมือ แต่การรบครั้งนี้แม้ว่าน่ำตกใจ แต่ยังเทียบกับข่าวสิ้นชีพีตักษัยอันน่ำตกใจยิ่งกว่าของข่านอันต๋าไม่ได้
ข่านใหญ่บนทุ่งหญ้าชีพีตักษัย ก็เหมือนกับฮ่องเต้หมิงสิ้นพระชนม์ แต่แผ่นดินหมิงมีระบบการสืบทอดที่ดีกว่า ฮ่องเต้สิ้นไปก็มีรัชทารยาทรับตำแหน่งต่อ การปกครองก็มีเสถียรภาพต่อไป ไม่เกิดเหตุคลื่นสั่นไหวไปทั่วเช่นท้องทุ่งหญ้าที่เน้นให้ผู้เข้มแข็งได้เป็นผู้นำ ตอนข่านอันต๋ายังอยู่ ทุกคนก็ยอมศิโรราบด้วยใจ
พอข่านอันต๋าจากไป บรรดาบุตรชายก็ไม่แน่ว่าจะเก่งกล้าเช่นเขา นับประสาอันใดกับการที่เผ่าอันต๋าส่วนใหญ่ก็มิได้ขึ้นกับบุตรชายคนโต หากแบ่งกันไปปกครองดูแล แต่ละคนมีกำลังตน นอกจากองค์ชายสองสามคนแล้ว ข่านอันต๋ายังมีผู้หญิงที่ทรงรักมากที่สุดอย่างมเหสีสามก็เป็นผู้กุมกำลังทหารนับหมื่นที่เก่งกล้าที่สุด ยังกุมการค้ากับราชวงศ์หมิงไว้ด้วย
พอข่านอันต๋าจากไป กำลังใหญ่บนทุ่งหญ้าก็ย่อมแตกแยก ถึงตอนนั้นทุ่งหญ้านี้จะมีผู้ใดเป็นผู้นำ และจะปกครองตนเองกันต่อไปอย่างไร หรืออาจจะรบกันไม่หยุด อันนี้ก็ไม่อาจกล่าวได้แน่ชัด
แต่ละเผ่าบนทุ่งหญ้าติดต่อกัน หาแนวร่วมเป็นพันธมิตร บรรดาบุตรชายข่านอันต๋าแต่ละคนก็ติดต่อกับเผ่าอื่นอยู่ตลอด
***********
จากชายแดนเมืองต้าถงออกจากด่านซาหู่ไปทางเหนือสองร้อยลี้ ก็คือเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดบนทุ่งหญ้า ‘กุยฮั่วเฉิง[2]’ ของเผ่าอันต๋า ที่ต่างจากเผ่าอื่นๆ ก็คือ ข่านอันต๋ามีชาวบ้านหมิงหลายแสนทำไร่ทำนาอยู่ที่นี่ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาสามารถสยบพวกเผ่าอื่นๆ บนทุ่งหญ้าไว้ได้
เมืองกุยฮั่วเฉิงก็คือศูนย์กลางแท้จริงบนท้องทุ่งหญ้า การค้า การเมือง พันธมิตร ก็ล้วนจัดการกันที่นี่ มเหสีสามก็ทรงพำนักที่นี่ เป็นผู้ปกครองที่นี่ ส่วนเซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งบุตรชายคนโตข่านอันต๋าพักอยู่นอกเมืองห่างออกไปสิบลี้ คอยป้องกันเมืองนี้ไว้
ข่านอันต๋าสิ้นชีพีตักษัยตอนอายุ 80 กว่า เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งก็ราว 50 กว่า ที่จริงแล้วบนทุ่งหญ้าเองก็มีคนเรียกเขาว่าท่านข่านแล้ว ทุกคนให้การยอมรับว่าเป็นผู้สืบทอดของข่านอันต๋าแห่งเผ่าถู่ม่อเท่อ
คนส่งสารที่มาส่งข่าวจากทิเบต ก็มาส่งข่าวที่กระโจมเซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งเป็นที่แรก คนส่งสารนี้ก็เป็นคนที่เขาส่งไปอยู่ข้างกายข่านอันต๋า
เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งรูปร่างสูงใหญ่ ชีวิตที่สุขสบายในเผ่าข่านอันต๋าทำให้เขาดูเหมือนพวกขุนนางบัณฑิตแห่งราชวงศ์หมิงมากกว่า สีผิวก็ขาวผุดผ่องหาได้ยากบนทุ่งหญ้า หนวดเคราก็ตัดเล็มเรียบร้อย สวมชุดคลุมยาวตัวกว้าง
ตอนที่คนส่งสารมาถึง เขากำลังชมการเต้นระบำร้องเพลงอยู่ มีชาวฮั่นสองคนกำลังรายงานผลกำไรการทำการค้าอยู่
พอได้รับอนุญาต คนส่งข่าวก็ล้มลุกคลุกคลานเข้ามา คลานไปบนพื้นตะโกนดังว่า
“องค์ชายใหญ่ ท่านข่าน ท่านข่านสิ้นแล้ว……”
ได้ยินข่าวนี้ เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งที่กำลังหรี่ตานั่งเอนตัวชมการแสดงอยู่ก็ผุดลุกขึ้นทันที สีหน้าเผยแววยินดี จากนั้นค่อยปรับเป็นโศกเศร้าเสียใจ
“รู้แล้ว เจ้าออกไปพักผ่อนก่อน ข้าจะรีบกลับเข้าเมือง!”
พอรายงานข่าวจบ คนส่งสารยังหมอบคุกเข่าออกไปไม่ทัน พอคำนับรีบลนลานคิดจะออกไป เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งก็ตะโกนเรียกเสียงดังว่า
“ลู่หู่!!”
ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะท่าทางออาจก็เดินเข้ามาคำนับ เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า
“คนส่งสารเมื่อครู่ กับบรรดาหญิงนักระบำและคนรับใช้ที่นี่ทุกคน ให้จับขัง เฝ้าไว้ ตอนนี้ต้องเตรียมการป้องกัน ไม่มีป้ายคำสั่งข้า ผู้ใดก็ไม่ให้เข้าออก”
นายทหารร่างสูงผู้นั้นคำนับรับคำสั่ง คนที่หมอบอยู่เริ่มตัวสั่นเทา ได้ยินคำสั่งนี้จึงได้สงบจิตใจลงได้ เรื่องใหญ่เช่นนี้ หากต้องการสังหารปิดปากทั้งหมดก็ย่อมเป็นได้
ทุกคนถูกนำตัวออกไป ในกระโจมเหลือเพียงชาวฮั่นสองคน เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งสีหน้าไร้ความรู้สึก ค่อยๆ นั่งลง ชาวฮั่นสองคนก็สบตากัน เงียบเช่นกัน เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งยกชามเงินเบื้องหน้าขึ้นดื่มลงไปอึกใหญ่ก่อนจะถอนหายใจยาว รำพึงขึ้นว่า
“สุราดี สุรานมม้าบนทุ่งหญ้าเราดีที่สุด เทียบกับสุราดีบนแผ่นดินหมิงแล้ว ก็เหมือนเยี่ยว”
กล่าวจบ ก็วางชามลง เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งหัวเราะดังลั่น รอยยิ้มกระจายทั่วใบหน้า ค่อยตบโต๊ะเบาๆ กล่าวว่า
“ในที่สุดเจ้าแก่ก็ตายเสียได้ ในที่สุดก็ทนมาถึงวันตายของมัน……”
กล่าวรำพึงรำพันกับตนเองเสร็จ เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งก็เช็ดคราบน้ำตาที่เกิดจากการหัวเราะดัง ก่อนจะกลายเป็นเสียงร่ำไห้อย่างน่าประหลาดใจ เสียงร่ำไห้ทุบอกชกตัว ร้องไห้ไปด่าทอไป
“ฟ้าสังหารเจ้าเดรัจฉาน เจ้ามีกำลังทหารในมือนับแสน กลับเอาแต่ตั้งรกรากบนทุ่งหญ้ารกร้างนี่ หากฟังคำข้า ข้าตอนนี้น่าจะนั่งอยู่ในตำหนักทองคำที่เมืองหลวงต้าตู[3]เราร่ำไห้ให้เจ้าแล้ว”
เห็นเขาร้องไห้ไปหัวเราะไป ชาวฮั่นสองคนก็มีคนหนึ่งออกมากล่าวน้ำเสียงจริงจังว่า
“ท่านข่าน ยามนี้ไม่ใช่เวลาบ้าคลั่งเช่นนี้ ต้องรีบนำกำลังไปกุมตัวองค์ชายรองแล้วนั่งบังลังภ์ข่านนี้ให้เป็นทางการ!”
เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งคว้าผ้าขึ้นปาดคราบน้ำตา สงบจิตใจลง ก่อนจะกวาดตามอง ชาวฮั่นอีกคนหนึ่งกล่าวว่า
“ตามธรรมเนียมท้องทุ่งหญ้า สามีตายแต่งให้บุตรชาย ทหารม้าท่านข่าน 13,000 เมืองกุยฮั่วของมเหสีสามมีทหารหมื่นกว่า แต่งมเหสีสาม สองทัพรวมกัน มีเผ่าต่างๆ ที่กุยเฉิงมาร่วมด้วยอีก ก็มีถึง 35,000 ทหารม้า สามารถสยบเผ่าต่างๆ ได้ ขอให้ท่านข่านรีบลงมือ!”
เดิมทุกคนก็เรียกเซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งว่า “องค์ชายใหญ่” แต่ในกระโจมนี้หลายคนเปลี่ยนเป็น “ท่านข่าน” เซิงเก๋อตูกู่เหลิ่งรู้สึกสบายใจ แต่เมื่อได้ยินข้อเสนอนี้ ก็ขมวดคิ้วแน่นกล่าวว่า
“มเหสีสามอุปนิสัยเย่อหยิ่ง ตอนนี้อายุไม่ถึง 30 มีกำลังทหารในมือมาก ไหนเลยจะยอมแต่งกับข้าง่ายๆ”
ชาวฮั่นที่กล่าววาจามานั้นยิ้มกล่าวต่อว่า
“ท่านข่านกล้าหาญเป็นวีรบุรุษ มเหสีสามต้องเลื่อมใสมาช้านานแล้ว จะไม่ทรงรับได้อย่างไร จะว่าไป ราชวงศ์หมิงไม่ใช่ว่าแต่งตั้งท่านข่านอันต๋าว่าอ๋องซุ่นอี้หรอกหรือ? ท่านข่านก็ย่อมสืบทอดบรรดาศักดิ์นี้ต่อ มเหสีสามมีใจเอนเอียงไปทางราชวงศ์หมิง ถึงตอนนี้นั้นลงมือทางนี้ก็ย่อม……”
“เจ้าหมายความว่า?”
“ขอให้ทางแผ่นดินหมิงส่งคนมากล่อมมเหสีสาม นางย่อมรับฟังเสียงส่วนใหญ่”
************
ณ สำนักเสนาบดีใหญ่ มหาอำมาตย์จางจวีจิ้งปกครองใต้หล้า จางซื่อเหวยเป็นเพียงคนรับคำสั่งดำเนินการ ม่าไม่มีสถานะ แต่ก็เป็นตำแหน่งรองมหาอำมาตย์แท้จริงอยู่
ตั้งแต่เรื่องไว้ทุกข์นั้นมา จางซื่อเหวยก็ถูกใต้หล้ามองว่าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งท่านจางไปโดยปริยาย เขาทำการได้ระมัดระวังรอบคอบ หากสิ่งใดที่จางจวีเจิ้งต้องการ เขาก็จะพยายามทำให้สำเร็จอย่างสุดความสามารถ ไม่มีข้อแย้งแต่ประการใด
แต่จางซื่อเหวยในฐานะเสนาบดีกรมทหารก็ย่อมมีลูกศิษย์ของตนเอง และก็มีผลประโยชน์ของตนเอง การยอมอ่อนข้อเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาว
จางจวีเจิ้งจัดการระเบียบที่นาใหม่ ดำเนินระบบการเก็บภาษีและเกณฑ์ทหารใหม่ มีชื่อเสียงไปทั่ว แม้ว่าจางซื่อเหวยจะไม่พอใจ แต่ก็ได้แต่ทนกล้ำกลืนต่อไป
***********
“ใต้เท้าจาง บัณฑิตเป็นรากฐานแห่งแผ่นดิน ตำราปราชญ์เป็นหลักการปกครองแผ่นดิน แต่ตอนนี้ระบบการเก็บภาษีและเกณฑ์ทหารใหม่ทำให้บัณฑิตเสียหาย ขุนนางสอบตำแหน่งแต่ละแห่งล้วนเห็นแก่ผลประโยชน์ นานวันไป แผ่นดินย่อมไม่เหมือนแผ่นดิน!”
“กู้เซี่ยนเฉิง เจ้าตำแหน่งเล็กๆ กลับกล่าววาจาเหลวไหลในหลักการปกครองแผ่นดินอันใด ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้ากลับไปก่อน!”
จางซื่อเหวยโมโหตำหนิขึ้น ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่สีหน้าไม่เต็มใจ หากก็ลุกขึ้นคำนับออกไป พอเขาจากไป ก็มีคนหนึ่งวิ่งเข้ามากล่าวว่า
“นายท่าน ข้าน้อยได้ข่าวจากกรมปกครอง ตำแหน่งคุณชายสี่ถูกญาติอิ๋วชีแย่งไปแล้ว”
‘เพล้ง’ จางซื่อเหวยกวาดแก้วน้ำชาบนโต๊ะลงพื้น
———————-
[1] ชื่อเก่าของเมืองอีหนิงในเขตปกครองตนเองซินเจียงปัจจุบัน
[2] เมืองฮูเหอเฮ่าเท่อในปัจจุบัน
[3] เมืองหลวงราชวงศ์หยวน



