ตอนที่ 534 ระบบกำลังคน ทหารติดตามอายุน้อย
กองกำลังหู่เวยต่างจากกองกำลังอื่น ต่างกันตรงที่กำลังปรับมาตรฐานให้เน้นการใช้อาวุธปืนไฟ ทุกครั้งที่ออกรบ ก็ต้องนำอุปกรณ์และของใช้ไปจำนวนมาก ทหารก็ต้องภาระแบกเสื้อเกราะเหล็ก และยังต้องเดินทาง ภาระหนักไม่เบา ไม่อาจให้พวกเขารับภาระอื่นเพิ่ม
ยุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมทั้งม้าและข้าวของเครื่องใช้ก็ต้องให้พวกคนงานขนไปส่ง กองกำลังอื่น คนงานพวกนี้ก็หาเอาจากในพื้นที่ พวกที่โหดร้ายหน่อยก็จะไปจับราษฎรในพื้นที่มาทำ
กองกำลังหู่เวยไม่อาจทำเช่นนี้ได้ อย่างเช่นรถใหญ่ การตั้งค่ายรถไม่ใช่เพียงแค่หยุดรถ แต่จะต้องล้อมวงขนาดใหญ่เป็นรูปร่างเช่นไร จัดการเอาสัตว์ลากรถไปไว้ที่ใด จะต่อรถเข้ากันได้อย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตั้งปืนใหญ่ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องการความช่วยเหลือจากคนงาน และจะต้องเป็นคนงานที่ฝึกจนชำนาญ
การรบที่กู่เป่ยโข่ว โชคดีที่จัดการตั้งทัพล่วงหน้าไว้ก่อน ในตอนนั้นพวกคนงานก็ชุลมุนหวาดหวั่นกันไปหมดแล้ว ต้องอาศัยทหารและหัวหน้าคนงานใช้ไม้พลองคอยกำราบจึงสงบลงได้
หากว่าเจอศัตรูบุกกะทันหัน แล้วพวกคนงานชุลมุนหวาดกลัว ทหารไม่อาจตั้งใจในการรบได้เต็มที่ เช่นนี้ผลลัพธ์ก็ย่อมเป็นหายนะใหญ่เป็นแน่
ชาวนาวาสุคนธ์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แรงงานส่วนใหญ่สมัยนี้ล้วนเป็นการรวมกลุ่มกันที่ตัวบุคคลหรอืไม่ก็สองสามคนรวมกันเป็นกลุ่ม ชาวไร่ชาวนา พวกทำงานช่างเล็กๆ ล้วนเป็นเช่นนี้ ขาดระเบียบวินัยและการใช้แรงงงานแบบประสานกำลังร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
เทียนจินตอนนี้มีคนเช่นนี้สองกลุ่ม ช่างและลูกศิษย์ในโรงช่างกลุ่มหนึ่ง กลุ่มนั้นรับหน้าที่เตรียมการด้านยุทโปกรณ์ เป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง ไม่อาจปรับเปลี่ยนย้ายกลุ่มแรงงานได้ และชาวนาวาสุคนธ์ก็คือกลุ่มที่สอง ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ในสถานะนักโทษมานั้น ถูกนำไปเป็นแรงงานสร้างถนน สร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ร่วมงานก่อสร้างรูปแบบต่างๆ
เพราะว่าพวกเขามีสถานะเป็นนักโทษ ดังนั้นจึงควบคุมเข้มงวดเหมือนกึ่งทหาร แม้ว่าจะเข้มงวด แต่ก็สามารถสร้างกลุ่มแรงงานที่มีระเบียบได้กลุ่มหนึ่ง
คนเช่นนี้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและฝึกให้คล่องได้ สามารถปรับเข้ากับงานต่างๆ ไอ้อย่างรวดเร็ว
“คนกองลำเลียงมีมากหน่อยได้ ใช้พวกชาวนาวาสุคนธ์ ให้พวกเขาฝึกออกรบ ให้เป็นกำลังสำรองของกองกำลังหู่เวย หน่วยทหารช่างก็ให้คนเรียนรู้งานในโรงช่างได้ระดับหนึ่งแล้วมาทำหน้าที่ เป็นหน่วยซ่อมแซมอาวุธปืนไฟของกองกำลังเรา จัดให้ประจำค่าย ใช้เป็นกำลังสำรองได้ด้วย ส่วนโรงช่างสามธารา ก็ให้ชาวนาวาสุคนธ์ที่ไม่ได้เข้าเป็นพลกองกำลังเลียงทำ การค้าโรงช่างนี้เน้นการก่อสร้างเป็นหลัก เทียนจินมีงานก่อสร้างค่อนข้างมาก ตอนนี้ล้วนอาศัยชาวนาวาสุคนธ์สร้างซ่อมแซม พวกเขาทำกันชำนาญแล้ว วันหน้าคนนอกคิดจะแย่งตัวไปก็แย่งไมได้ หากโรงช่างนี้ขาดคนก็ให้รับจากชายหนุ่มที่มาสมัครงานบริเวณโรงช่างสบแม่น้ำ”
หวังทงกล่าวกับไช่หนานอย่างละเอียดว่า กองทหารช่างกับกองลำเลียงจัดอยู่ในระบบกองทัพของกองกำลังหู่เวย ย่อมต้องบอกกล่าวนายกองไช่ รอบด้านเริ่มคึกคักแล้ว ทุกคนเริ่มคารวะสุรากันและกัน เห็นทางนี้คุยกันอยู่ก็ไม่เข้ามารบกวน
ไช่หนานค่อยๆ พยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า
“วิธีใต้เท้าใช้ได้ ตอนนี้จำนวนทหารกองกำลังหู่เวยแน่ชัดแล้ว แต่โรงช่างและกองลำเลียงสามารถให้พวกชาวบ้านมาทำได้ ไม่ใช้การแจกเบี้ยหวัดทางการ”
หวังทงยิ้มกล่าวว่า
“เมืองหลวงทุกปีมีเงินค่าป้ายสงบสุข กรมทหารให้เบี้ยหวัดแม้ว่าหักไปตามลำดับ แต่ทุกเดือนก็ไม่เคยจ่ายช้า สองส่วนรวมกันหักลบ ยังมีเหลือไม่น้อย พอดีเอามาชดเชยให้แรงงานสองกองนี้ได้”
หวังทงเงียบไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า
“โรงช่างสามธาราก็ให้รับเอาชายหนุ่มในเทียนจินแต่ละแห่งมา กองลำเลียงก็ให้เอาจากโรงช่างนี้เข้าเสริมกำลัง ค่อยๆ ผลัดงานกัน ก็สะดวกดี!”
“ใต้เท้าทางเหนือตั้งโรงบ้าน เรียกว่าโรงช่างสามธารา ไม่รู้ว่าคนที่โรงช่างสบแม่น้ำจะพอใช้งานหรือไม่ พอระบบภาษีและเกณฑ์แรงงานใหม่เริ่มดำเนินการก็ไม่รู้ว่ามีคนสักเท่าไรที่จะหันกลับไปทำไร่ทำนากัน กลัวว่าจะขาดแรงงาน?”
ไช่หนานยิ้มหยอก หวังทงส่ายหน้า ยิ้มตอบว่า
“ระบบภาษีและเกณฑ์แรงงานใหม่เริ่มดำเนินการ กลับบ้านไปทำไร่ทำนาจะหาเงินได้เท่าไรกัน คนที่สบแม่น้ำมีแต่จะมากขึ้น ไม่มีน้อยลง……”
กล่าวถึงตรงนี้ ก็หยุดไปครู่หนึ่ง แท้จริงแล้วคนเยอะหรือว่าน้อยกันแน่ หวังทงก็ไม่มีตัวเลขแน่ชัด บริเวณสบแม่น้ำเป็นอะไรที่ไม่ชัดเจนอย่างมาก
ไม่เพียงแต่สบแม่น้ำเป็นเช่นนี้ แม้แต่คลองส่งน้ำและในเมืองก็เช่นกัน หวังทงรู้แต่ริมแม่น้ำทะเลมีคนเท่าไร ที่ไหนมีใครพักอาศัยและมาจากไหน
สบแม่น้ำเป็นบริเวณที่ชาวบ้านจากเมืองหลายเมืองในเขตปกครองเหนือมาหางานทำ ริมคลองส่งน้ำก็มีคนไปมากันทุกวัน ในเมืองก็เป็นพื้นที่ควบคุมของศาลชิงจวิน ประชากรมากมายไม่อาจรู้ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องดี หวังทงจดจำเรื่องนี้ไว้ เตรียมวางแผนระยะยาว
ไช่หนานเห็นเขาเงียบไป ก็สีหน้าแปรเปลี่ยน เปลี่ยนหัวข้อสนทนา ชี้ไปทางสองคนทางขวา ยิ้มกล่าวว่า
“ใต้เท้า สองคนนั้นก็คือต้าหู่กับเอ้อร์หู่กระมัง ช่างมีวาสนากับคนตระกูลถานเสียจริง?”
ทางขวามีเด็กหนุ่มสองคนยิ้นสงบนิ่ง สวมเกราะ กำลังระแวดระวังรอบทิศ หวังทงยิ้มกล่าวว่า
“ใช่เขาสองคน”
ให้ลูกหลานคนในสังกัดตนมาเป็นทหารติดตาม นับว่าเป็นการสอนคนรุ่นถัดไป แต่หวังทงกับพวกลี่เทาก็ยังอายุไม่มาก ก็มีรุ่นถัดไปแล้ว และรุ่นถัดไปนี้ที่อยู่ในช่วงอายุที่ปฏิบัติหน้าที่ได้นั้นก็มีไม่กี่คนจริงๆ
บุตรชายสองคนของถานเจียงมีคุณสมบัติพอ ยังมีบุตรชายเป้าตันเหวินอย่างเป้าเอ้อร์เสี่ยว ที่เหลือก็ไม่กี่คน เกือบทุกคนยังเด็กไป
เป้าเอ้อร์เสี่ยวรักษาการณ์อยู่ละแวกใกล้ๆ หวังทง มองไปอีกทางมีหนุ่มน้อยร่างผอมชะลูด ยิ้มถามขึ้น
“นายกองไช่ ท่านว่าคนผู้นั้นเหมือนใคร?”
ไช่หนานมองไปตามนิ้วที่หวังทงชี้ไป เห็นเด็กหนุ่มอายุ 14-15 ร่างสูงชะลูดตัวดำเมี่ยมในชุดทหารติดตาม ยืนอยู่รอบนอกออกไป
เด็กหนุ่มผู้นี้ดูธรรมดา ต่างจากที่เห็นเมื่อครู่สองสามคน เด็กหนุ่มผู้นี้มักจะหรี่ตามองออกไปที่ไกลๆ เหมือนว่ากำลังเล็งอันใดอยู่ ไช่หนานจ้องอยู่นาน จึงได้กล่าวอย่างไม่แน่ใจขึ้นว่า
“ดูแล้วเหมือนเฉียวต้าอยู่บ้าง เป็นลูกหลานของเขาหรือ?”
“นายกองไช่ตาแหลมคม เป็นบุตรชายคนเล็กของเฉียวต้า!”
หวังทงยิ้มกล่าวขึ้น ไช่หนานได้ยินหวังทงตอย ก็ตกใจ ถามขึ้น
“ครอบครัวเฉียวต้ามีวิชายุทธ์หรือขี่ม้าเก่งอันใด บุตรชายเขาจึงได้มาอยู่ในกลุ่มอารักขาใต้เท้าได้ จะไม่เกิดความผิดพลาดงั้นหรือ ส่งไปให้คนตระกูลถานฝึกให้ก่อนน่าจะดี”
เฉียวต้าเป็นหัวหน้าช่างของหวังทง ย่อมไม่มีวิชายุทธ์อันใดถ่ายทอด ก็ไม่น่าแปลกที่ไช่หนานถามเช่นนี้
หวังทงยิ้มกล่าวว่า
“เฉียวมู่โถวฝีมือก็ธรรมดา ขี่ม้าก็ยังเพิ่งเริ่มเรียน แต่มีความสามารถในการยิงขั้นเทพ!”
ไช่หนานรู้สึกงง ยิงขั้นเทพ ธนูหากจะฝึกให้ดีได้ ไม่ใช้เวลา 5-8 ปีก็ย่อมไม่ได้ เฉียวมู่โถวจะมีฝีมือยิงขั้นเทพได้อย่างไร
“เจ้าเด็กนี่ทำที่ยิงลูกดอกเป็น ไปๆ มาๆ ให้เขาลองยิงปืนไฟดู แม่นแทบไม่ต่างจากต่างชาติพวกนั้นเลยทีเดียว เพียงแต่ทหารใช้ปืนไฟหนักเกินไป ดังนั้นจึงไม่มีทางฝึกให้ชำนาญได้ ข้าให้ปืนสั้นเขาไปกระบอกหนึ่ง มีความสามารถเช่นนี้ ก็สามารถเข้าเป็นทหารติดตามข้าได้”
ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ไช่หนานก็ยิ้มพยักหน้า
************
พอกลับมาที่จวน ยังไม่ทันได้สะสางการงานที่ยุ่งอยู่ บามองด์ที่ไม่ค่อยได้มาก็มาขอพบ
ช่างตีเหล็กบามองด์เป็นคนที่มีความสุขที่ในเทียนจินที่แสนรุ่งเรืองนี้ ทุกคนรู้ว่าเป็นอาจารย์ใต้เท้าหวังมาก่อน การมาครั้งนี้ก็เพื่อเสวยความสุขให้เต็มที่ ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน อาหารดีสุราเลิศและเงินเดือนมีให้พร้อมไม่ขาด บามองด์กล่าวเองว่า “ข้าก็ได้มีชีวิตแบบนายท่านชั้นสูงแล้ว”
ตอนมาไม่นาน บามองด์ได้สนิทชิดเชื้อกับหญิงหม้ายนางหนึ่ง ไม่กี่วันก็แต่งงานอยู่ด้วยกัน แต่ต่างชาติแต่งหญิงหม้ายเป็นเรื่องไม่น่าฟังเท่าไร หวังทงจึงเพียงแค่ส่งคนไปมอบของขวัญ จัดหาบ้านพักให้ ไม่ได้จัดงานเลี้ยงฉลองอันใด
ช่างตีเหล็กบามองด์เป็นพวกอยู่เฉยไม่ได้ เสวยสุขได้ไม่กี่วัน ก็เริ่มวิ่งไปหาโรงตีเหล็ก ทำงานที่เขาทำได้ ทุกวันยุ่งกันจนเหยื่อโซมกายจึงกลับ หวังทงเตือนว่า อายุ 40 กว่าแล้ว ไยต้องลำบากตรากตรำเพียงนี้ บามองด์กลับบอกว่าตนเองหากไม่ได้ลูบคลำค้อนตีเหล็ก ไม่ได้กลิ่นอายควันเตา จะรู้สึกไม่สบายตัว
แต่จากในเมืองไปโรงตีเหล็ก กลางคืนมักไม่ได้กลับ หวังทงจึงได้ตั้งร้านตีเหล็กให้ในเมืองร้านหนึ่ง ทำงานตีเหล็กทั่วไป ให้บามองด์ดำเนินการ
บามองด์อย่างไรก็เป็นอาจารย์อายุ 40 กว่า ฝีมือพื้นฐานก็มีอยู่ และยังเป็นคนดีมีคุณธรรม ร้านตีเหล็กกิจการไม่เลว บามองด์ไม่ใช่พวกประจบอำนาจ แม้ใกล้ชิดสนิทสนมกับหวังทง แต่ก็ไม่ค่อยได้มาขอพบ เกรงว่าเป็นการรบกวนการทำงานของหวังทง
ลานฝึกยุทธ์ด้านหลังลานบ้านหวังทง หวังทงยกปืนสั้นขึ้นเล็ง ขยับไกปืน แต่ไม่ได้จุดเชือกชนวนนำไฟอันใด พอกดไปก็มีเสียง คลิ๊ก ดินปืนจุดติด เสียงดัง ‘ปัง’ ยิงออกไป
“นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์เคยเล่าถึงว่าเป็นปืนไฟจุดชนวนเอง? ไม่เลวเลยจริงๆ ลดขั้นตอนการจุดชนวน”
หวังทงมองปืนสั้นในมือ ยิ้มถามขึ้น บามองด์ยิ้มร่าพยักหน้า ขยับไกปืน เหล็กด้านในหมุนกระทบหินจุดไฟเป็นชนวนนำไฟ จากนั้นก็ยิงออกไป ตอนที่อยู่มาเก๊านั้น บามองด์เคยเล่าให้หวังทงฟังถึงปืนไฟชนิดนี้ แต่กรรมวิธีการทำตัวเหล็กนั้นไม่ใช่ฝีมือช่างจะทำได้ ดังนั้นเขาจึงทำออกมาไม่ได้
ทหารติดตามข้างๆ รีบเข้ามารับปืนไฟไปทำความสะอาดปากกระบอกอย่างรวดเร็ว จากนั้นบรรจุกระสุนส่งให้หวังทง หวังทงยกปืนสั้นขึ้นสับไก
‘กึก!’ กลไกไม่ขยับ หวังทงแปลกใจ ใช้แรงอีกที ก็ยังไม่ขยับ หวังทงเปิดฝาเทดินปืนออก จะได้ไม่ติดไฟไหม้ บามองด์รีบวิ่งเข้ามาดู ก็รู้สาเหตุ กล่าวว่า
“เป็นเพราะไกหมุนถูกดินปืนขัดไว้ ใช้แปรงขัดหน่อยก็ใช้ได้”
“อาจารย์ ในสนามรบ ติดขัดถึงตายเลยนะ ใช่แล้ว ปืนไฟท่านกระบอกนี้ใช้เวลาทำนานเท่าไร ใช้เงินเท่าไร?”
“หาช่างตีเหล็กมาสองสามคน ก็ใช้เงินไป 100 ตำลึงทำออกมาได้หนึ่งกระบอก หลักๆ แล้วก็ทำไกหมุนที่ต้องใช้แม่พิมพ์และเหล็กดี จำนวนมากล่ะก็ กระบอกแรกแพงหน่อย กระบอกอื่นๆ ก็น่าจะ 20 ตำลึงได้”
